View Full Version : ฉบับที่ ๓ เดือนพฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๔๗
WebSnow
05-08-2005, 12:03 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD>สนทนากับพระเล็ก สุธมฺมปญฺโญ
ที่บ้านอนุสาวรีย์ฯ เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๔๔
http://www.palungjit.com/board/attachment.php?attachmentid=26966&stc=1
ตอบ : (เล่าเรื่องดุนายทหารพม่าที่สูบบุหรี่บนรถทัวร์ แล้วเห็นใจตัวเองมัวลง)
ถาม : แต่ว่าเป็นการเหมือนแต่สักแต่ว่าทำไม่มีเจตนาหรือเปล่าครับ ?
ตอบ : เราเผลอนะซิ ตอนที่ทำมันสักแต่่ทำ เราเผลอตัวปฏิฆะมาจับตอนไหนไม่รู้ยังดีว่าของเรายังสำรวจใจเองอยู่ทุกระยะ พอด่าไปเสร็จก็นั่งดูตัวเองอ้าวใจเรามัว ไล่ต้อนไล่จับมันอยู่พักหนึ่ง ตัวปฏิฆะแอบมาเกาะตอนไหนไม่รู้ มัวไวจริง ๆ
ถาม : ไล่ต้อนไล่จับมันอยู่พักหนึ่งนี่ กี่วินาทีครับ ?
ตอบ : ลืมจับเวลา จำไว้ว่าเผลอไม่ได้ในทุกอารมณ์ เผลอเมื่อไหร่ มันเอาเรา เจตนาของเราคือดูให้มันรู้ตัว ทางพม่านี่ทหารเขาใหญ่มากโดยเฉพาะพวกนายทหารนี่จะกร่างเป็นพิเศษ พระอื่นเขาไม่ด่ามีแต่เราด่า พอมาดูใจของตัวเอง ขาดทุนใจมัวไปหน่อย ตัองมาจับกำลังใจให้ใสใหม่ เผลอเมื่อไหร่มันก็เอา ประมาทมันไม่ได้หรอกใครคิดว่าดีแล้วเตรียมตัวตายได้เลย
ถาม : เรื่องยานที่ไปลงดาวอังคาร แล้วอเมริกาจะไม่รู้หรือครับ ว่าเป็นเยอรมันหรือมนุษย์ต่างดาว ?
ตอบ : เรื่องยานไปลงดาวอังคาร สืบเนื่องมาจากหนังเรื่องหนึ่ง ที่ชายผู้มาจากดาวอังคาร ก็เลยกลายเป็นสิ่งที่ติดค้างในใจของพวกเขาอยู่ตลอดว่าดาวอังคารมีคน ในเมื่อดาวอังคารมีคนก็ต้องเป็นมนุษย์ต่างดาว เขาไม่ได้คิดว่ามันจะไปจากโลกมนุษย์ของเราเอง เขาเผลอไปหน่อย เผลอตรงที่ว่าตัวที่เขียนไปเป็นภาษาอังกฤษชัด ๆ มนุษย์ต่างดาวคงไม่ได้ศึกษาภาษาอังกฤษไปหรอก
ถาม : แล้วเขาก็ไม่เชื่อ
ตอบ : ไม่เชื่อเพราะคิดว่าตัวเขาเองสามารถควบคุมได้หมด ทั่วทั้งโลก ไม่ว่ายานอวกาศจะขึ้น-ลงที่ไหนของเขาจะต้องจับได้ จะต้องรู้ใครจะไปเชื่อว่าพวกจะลักไก่ไปได้
ถาม : เขาลักไก่ไปได้ตั้งแต่ก่อนสงครามโลกครั้งที่ ๒ หรือเปล่า ?
ตอบ : ตั้งแต่ก่อนนั้น
ถาม : ถ้าแบบนั้น โอกาสที่ท่านฮิตเล่อร์ท่านจะชนะได้ในตอนนั้น ?
ตอบ : ยัง เพราะวิทยาการความก้าวหน้าพอที่จะไปท่องอวกาศได้ แต่ว่าพวกแร่ธาตุที่สำคัญต่าง ๆ ที่เอามาเขายังไม่สามารถจะศึกษาวิจัยและใช้ประโยชน์มันได้
ถาม : คือมาจากดาวอังคารไม่ใช่มีอยู่บนโลกนี้ ?
ตอบ : แร่ธาตุต่าง ๆ นั้นดวงดาวอื่นมันมีเยอะ บนโลกเรายังไม่มี
ถาม : ที่เอาไปฉาบบนเครื่องบินนะครับ ?
ตอบ : เป็นตัวที่ดูดกลืนรังสีทุกอย่างได้ อย่างเช่นว่า เรดาร์โซนาร์ ส่งไปโดนดูดเกลื้ยงเหมือนกับไม่มีเลย เพราะมันไม่สะท้อนกลับกลายเป็นล่องหนได้ แต่จริง ๆ ถ้าเรามองไปก็เห็น ๆ
ถาม : โดยทางวิทยาศาสตร์สารตัวนั้นมันค่ามิลล์สูง ค่าเอ็กซิดอนหรือค่า ?
ตอบ : เรียกไม่ถูกเพราะว่าไม่ได้ศึกษาเรื่่องนี้มา รู้อยู่อย่างเดียวว่ามันมีคุณสมบัติแบบไหนเท่านั้น
ถาม : แต่หาบนโลกไม่ได้ ?
ตอบ : บนโลกไม่มี
ถาม : แสดงว่าเยอรมันมีเจ้าเดียว ?
ตอบ : ไม่รู้ คนอื่นอาจจะมี
ถาม : เผื่อเมืองไทยมี จะได้เสาะหาครับ
ตอบ : เมืองไทยมีอยู่ตัวหนึ่ง เป็นภูเขาเป็นลูก ๆ เลย ที่อเมริกาต้องการจะเอาไปหุ้มเปลือกกระสวยอวกาศ สารตัวนี้พอป่นเป็นผงแล้วจัดทำเป็นสี่เหลี่ยมลูกบาศก์เผาด้วยความร้อนสูงหลาย ๆ พันองศา แดงโร่เลยนะ แต่ถ้าจับถูกมุมไม่ร้อน คนหยิบไม่เป็นไร มุมด้านนั้นจะป้องกันความร้อนได้ เขาต้องการเอามาทำเป็นเปลือกกระสวยอวกาศ พอเอามาแล้วมาติดไว้ด้านนอก วิ่งผ่านอวกาศไปด้วยความเร็วสูง จะทำให้ข้างในมันไม่ร้อน อยู่ได้สบายเมืองไทยมีเยอะ เคยสอบถามราคากับสถานฑูตอเมริกาแล้ว เขาให้กิโลกรัมละ ๑ ล้านดอลล่าร์ นี่ราคาเมื่อปี ๒๕๓๒
ถาม : นี่คือยังไม่ได้ไปสกัดเอาออกมา ?
ตอบ : ลองดูแล้วเนื้อมันใช้ได้เลย เขาแค่ไปบดให้เป็นผง แล้วอัดเป็นลูกบาศก์เท่านั้นเอง แต่ว่าลักษณะที่สายตาเราเห็นมันก็คือหินชนิดนึง เท่าที่ใช้เลื่อยเลื่อยดูเนื้อข้างในมันเหมือนเนื้อกระเบื้องเราเป็นผง ๆ ไม่ใช่เนื้อผลลักษณะหินนะ แต่เป็นเนื้อผงลักษณะเนื้อกระเบื้อง
ถาม : กระเบื้องหลังคาแบบนั้นเลย ?
ตอบ : ใช่ แต่ว่าประกอบไปด้วยแร่ธาตุอะไรไม่รู้ ถึงเวลาที่อัดเข้ามาเป็นรูปสี่เหลี่ยมลูกบาศก์ แล้วจะมีอยู่ด้านหนึ่งที่กันความร้อนได้ ถ้าจับอีกด้านก็พัง รายการข่าวต่างประเทศเขาหยิบให้ดูเลย หยิบให้ดูแดง ๆ นั้นแหละไม่เป็นไร
ถาม : อยู่แถวไหน ?
ตอบ : ในประเทศไทย ถ้ามีคนสนใจก็ชี้ให้ได้แต่ราคาแพงหน่อย
ถาม : แต่ว่าคนไทยยังไม่รู้ค่า ?
ตอบ : ยังไม่รู้ซะด้วยซ้ำ ที่รู้น่าจะมีบ้างแต่ว่าเขาก็คงเห็นว่ามันเป็นทรัพย์ของแผ่นดิน ในเมื่อเป็นทรัพย์ของแผ่นดินก็ไม่ควรไปยุ่งกับมัน ที่ไม่รู้ก็คือคนส่วนใหญ่ของประเทศไม่รู้ว่าประเทศเราจริง ๆ ทรัพยากรมันมหาศาลขนาดไหนต่างประเทศถึงอยากได้บ้านเรานักหนา
</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=images/right.gif></TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif></TD></TR></TBODY></TABLE>
WebSnow
05-08-2005, 12:05 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD> ถาม : วิทยาการตรงนี้ครับอีกกี่สิบปีถึงจะใช้สามารถเอาเพชรพังงาออกมาใช้ได้ ?
ตอบ : สำหรับประเทศเราคงจะลำบาก ถ้าอย่างสหรัฐหรือว่าญี่ปุ่นเครื่องมือเครื่องใช้ในปัจจุบันของเขาสามารถใช้เทคโนโลยีนิวเคลียร์ ได้อย่างสบาย แค่วิจัยค้นคว้าเพิ่มเติมว่าวัตถุที่มีความแข็งขนาดนั้น ต้องใช้พลังงานขนาดไหน ? ยิงเข้าไปเพื่อสลายโมเลกุลของนิวเคลียสมันออกมาให้เป็นพลังงาน เขาศึกษาค้นคว้าแล้วทำเิพิ่มเติม สำหรับเขาภายใน ๑๐ ปีน่าจะได้ แต่สำหรับของเราในปัจจับนนี้ ๑๐ ปีนี้ คงประเภทยังไม่ได้ติดฝุ่นเลย ไม่ได้ติดฝุ่นในปัจจุบันของเขานะ
เพราะฉะนั้นมันก็เลยกลายเป็นว่าเรามีของดีอยู่แต่ว่าใช้งานได้ไม่คุ้มราคามันเลย พลังงานมันมหาศาลถึงขนาดหลวงพ่อท่านบอกว่าถ้าสามารถทำเครื่องยนต์ขึ้นมารองรับพลังงานอันนี้ได้ อยู่ขั้วโลกเหนือแค่สตาร์ทเครื่องถึงขั้วโลกใต้ความเร็วมันสูงขนาดนั้น ปัจจุบันนี้เขาใช้แค่เป็นเครื่องประดับเท่านั้น เรารู้จักกันในนามของเพชรพังงา หรือเพชรภูเก็ต เขาไม่รู้หรอกว่าเพชรที่ว่า คือสารกัมมันตภาพรังสีที่มีอานุภาพสูงมาก เพียงแต่ว่ามันยังไม่แตกตัวเท่านั้นเอง
ถาม : แล้วความรุ่งเรื่องคือประชาชนทั่วไปจะได้มีโอกาสใช้สิ่งนี้เมื่อไหร่ ?
ตอบ : เมื่อไหร่ ? ก็น่าจะอยู่ในช่วงปลาย ๆ รัชกาลที่ ๑๐
ถาม : กว่าจะชาวประชาวิไล ?
ตอบ : น่าจะอยู่ตอนปลาย ๆ รัชกาลที่ ๑๐ คือ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป คนดีจะเริ่มมากขึ้นเรื่อย ความจริงคนดีเขาดีเป็นปกติอยู่แล้ว แต่คนดีที่มีอำนาจในการปกครองประเทศ มีอำนาจในการเปลี่ยนแปลงระบบต่างๆ ให้มันสมบูรณ์พร้อมหน้ากัน มันเพิ่งจะเริ่มีมากขึ้นเรื่อย
โดยเฉพาะกฎหมายรัฐธรรมนูญใหม่มันบังคับในตัว ถ้าหากไม่ดีจริง กกต. จะแจกใบแดง เลยกลายเป็นว่าคนดีเริ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ พอคนดีเริ่มมากกว่าอยู่ในระดับที่พอควร เมื่อนั้นทรัพย์สินต่าง ๆ ของประเทศชาติเราจะปรากฏขึ้นมาก ในปัจจุบันนี้แค่ทองคำอย่างเดียว ประเทศเรานี้ พูดง่าย ๆ ว่าจะซื้อโลกนี้เรื่องเล็กเลย
ถาม : ปล่อยปูมีอานิสงส์ ? คำว่าอานิสงส์นี่...
ตอบ : ผลที่จะได้รับจากการกระทำ ผลที่เขาหวังว่าจะได้คือการปล่อยชีวิตสัตว์ คือ เห็นแล้วสงสาร มันโดนมัดอยู่ ปล่อยชีวิตสัตว์ให้ได้รับความสุขความสะดวกสบาย ถ้าเรามีอุปฆาตกรรมอยู่ก็สามารถที่จะตัดอุปฆาตกรรมนั้นได้
แต่บังเอิญว่าการปล่อยปูนั้น หลวงพ่อท่านช่างสังเกต ปล่อยไป ๒ ครั้ง อาการที่เคยปวดเคยเมื่อร่างกายรู้สึกมันหายไปเฉย ๆ ท่านพิจารณาไปพิจารณามาก็คิดว่าน่าจะเป็นจากการปล่อยปูเพราะว่าปูมันโดนเขามัดอยู่ทั้งวัน ปล่อยให้ได้รับความสบายมันไม่ปวด ไม่เมื่อยของมัน คนเลยพลอยได้ไปด้วย ดังนั้นจริง ๆ แล้ว อานิสงส์คือสิ่งที่ต้องได้รับแน่ ๆ แต่เราคิดไม่ถึง ถึงได้ใช้คำว่ามันเป็นอานิสงส์พลอยได้ แต่ความจริงมันเป็นของที่ต้องได้อยู่แล้ว ใช้คำพูดผิดไปนิดเดียว
ถาม : ถ้าในกรณีที่ต้องการที่จะปล่อย เขาก็ได้รับในส่วนนี้ แต่ถ้าผมไปแนะนำเขาว่ามันมีของดีกว่านั้น คือการปล่อยจิตปล่อยใจของเรานี่เอง จะดีกว่าไหมครับ ?
ตอบ : มันดีกว่า แต่มันดีในด้านของปฏิบัติ ในด้านของอามิสคือผลที่จะได้รับของเรามันขาดไป มันเหมือนกับว่าเขาจะให้ทาน แล้วเราไปบอกเขาว่าภาวนาอานิสงส์สูงกว่าทานเป็นหมื่นเท่าเกิดชาติใหม่ฉลาดแต่จนเพราะขาดทานบารมี
เพราะฉะนั้นสิ่งที่เขาทำเราแนะนำให้เขาทำต่อได้เลย แต่เสริมไปด้วย แบบเดียวกับพระพุทธเจ้า ท่านไม่ได้ขัดแย้งใคร ชฎิล ๓ พี่น้อง พร้อมกับบริวารเป็นพันบูชาไฟ ท่านก็บอกการบูชาไฟนะดีแต่การบูชาไฟภายในจะดีกว่า ท่านถามว่าไฟภายในคืออะไร ? คือ ราคะ โลภะ โทสะ โมหะ ท่านบอกว่าถ้าหากว่าสามารถบูชาไฟภายในคือ ราคะ โลภะ โทสะ โมหะด้วยการทำ เราทำให้ไฟทั้ง ๔ กองนี้ดับลงได้ ก็จะสามารถพ้นทุกข์ได้อย่างสิ้นเชิง
พระพุทธเจ้าท่านไม่ขัดใคร ท่านมีแต่เสริม เพราะถ้าหากว่าขัดของเ่ก่าเขาจะไม่ได้มัน ถ้าหากว่าทิฏฐิเขามาในลักษณะนั้น คือว่าเขายึดมั่นถือมั่นในการปฏิบัติของเขา เขาจะเห็นเราเป็นศัตรูไปเลยไม่ใช่พวกเดียวกัน คราวนี้เรื่องที่เขาจะฟังเราก็ยากแล้ว
ฉะนั้นการเผยแพร่ศาสนาพระพุทธเจ้าท่านระบุไว้ชัดเลยจะไม่ขัดคอใคร จะไม่ทับถมใคร เผยแพร่ศาสนาด้วยเจตนาต้องการให้เขาพ้นทุกข์ ไม่ใช่เพื่อลาภยศชื่อเสียงเกียรติคุณอะไรของตนทั้งสิ้น
ถาม : แล้วเราก็เสริมเขาไป
ตอบ : ของเขาดีอยู่แล้ว บอกเขาได้เลยว่าทุกอย่างดีอยู่แล้ว เพียงแต่ว่า ที่ดีกว่านั้นยังมีอยู่แบบเดียวกับ พระวังคีสะเถระท่านมีมนต์ เรียกว่า ฉวะสีสะมนต์ คือเคาะศีรษะของคนหรือสัตว์ที่ตาย กะโหลกจะรู้ว่าคนและสัตว์นั้นตายแล้วไปไหน พระพุทธเจ้าก็ให้ทดลองดู ตอนนั้นท่านยังเป็นพราหมณ์อยู่ ถ้าเคาะศีรษะ อันนี้ตายไปแล้วลงนรก พระพุทธเจ้าท่านก็รับรองว่าถูกต้อง เคาะอันนี้ไปเป็นสัตว์เดรัจฉาน พระพุทธเจ้าท่านก็รับรองว่าถูกต้อง เคาะอันนี้ไปเป็นพรหม เป็นเทวดา ถูกต้องท่านก็รับรอง เคาะพระอรหันต์เงียบ...ไม่รู้ ความรู้ไม่ถึงพระพุทธเจ้าท่านบอกว่าแต่ตถาคตรู้ ในเมื่อตถาคตรู้ขออนุญาตเรียนมนต์บทนี้ได้ไหม ? พระพุทธเจ้าก็บอกได้ แต่การเีรียนต้องเป็นพวกเดียวกันถึงจะสอนให้
เพราะฉะนั้นต้องแต่งตัวเหมือนกันก่อน ก็ขอบวช ท่านวังคีสะพราหมณ์ท่านคิดว่ามนต์บทหนึ่งมันไม่ยากสำหรับคนฉลาดอย่างท่าน ก็เลยบอกลูกศิษย์ว่ากลับไปก่อนเดี๋ยวขอเรยนมนต์บทนี้จบแล้วจะไป พระพุทธเจ้าท่านบวชให้ เสร็จแล้วให้อาการ ๓๒ ไปท่อง ไล่ขึ้นมาเลยตั้งแต่เส้นผมลงปลายเท้าปลายเท้าขึ้นไปเส้นผมประกอบไปด้วยอะไรบ้าง ท่องไปท่องมาเกิดรู้แจ้งขึ้นมาว่า ทั้งหลายทั้งปวงมันก็ไม่เที่ยง มันก็เป็นทุกข์ ไม่มีอะไรยึดถือได้เลยสักอย่าง กลายเป็นพระอรหันต์ไป ของเขาดีอยู่แล้วแค่เสริมเขา พระพุทธเจ้าท่านเผยแพร่ลักษณะนี้
ถาม : ผมผิดไปนิดนึงที่จิตคิดพลาดไปนิดพังเลย คือใจเราอยากให้เขาได้ดีมากที่สุดเพียงแต่ว่าลืมของเดิมเขาไป
ตอบ : ตัวนี้ต้องระวังให้มากที่สุดเลยสำหรับนักปฏิบัติทุกคน เราทำไปถึงตรงไหน ด้วยจิตที่เมตตานะ แต่บังเอิญมันใช้ผิด ด้วยจิตที่เมตตาหวังจะให้เขาได้เหมือนอย่างเราก็แนะนำเขาไป แต่มันกลายเป็นว่าถือเอาทิฏฐิคือความรู้ ความเห็นของตนไปไปนกับธรรมะของพระพุทธเจ้าเข้า ไม่ใช่ธรรมะบริสุทธิ์ กลายเป็นกิเลสของเราครึ่งหนึ่ง ระวังให้จงหนักเลย
หลวงพ่อท่านบอกว่า ท่านต้องไปตามแก้เทศน์อยู่เป็นปี ๆ ไอ้เรื่องนิพพานสูญ ท่านเป็นมหาท่านเรียนมานิพพานัง ปรมังสุญญัง นิพพานสูญ เทศน์ไปหลายจังหวัดเลยต้องมานั่งไล่ว่าไปเทศน์ไว้ที่ไหนบ้าง แล้วย้อนกลับไปแก้เทศน์ให้ ถ้าแก้ไม่หมดเขาเป็นมิจฉาทิฏฐิ ซวยหนักเลยนะ ทำคนเป็นมิจฉาทิฏฐิโทษหนักถึงขนาดลงนรกโลกันต์ได้ ไม่ใช่อเวจีเฉย ๆ ก็แปลกใจทำไมโทษหนักถึงลงนรกโลกันต์ได้
ท่านบอกว่าทำให้คนเป็นมิจฉาทิฏฐิ คนที่เป็นมิจฉาทิฏฐิโอกาสที่จะลงนรกมีมากเกิดนรอ้ยเปอร์เซนต์ เมื่อลงนรกไปกว่าจะกลับขึ้นมาเป็นเปรต เป็นอสุรกาย เป็นสัตว์เดรัจฉาน เป็นถึงมนุษย์แล้วได้เข้าถึงธรรมนะ มันนานแค่ไหน ถ้าหากว่าเป็นมนุษย์ บังเอิญว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิต่อ ทำความชั่วอีกลงนรกอีก เราทำให้เขาห่างความดีขนาดนั้น โทษมันก็เลยหนักมหาศาล ไม่น่าเชื่อเลย สอนคนผิดหน่อยเดียวตัวคนสอนลงโลกันต์ไปเลย
</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=images/right.gif> </TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif> </TD></TR></TBODY></TABLE>
WebSnow
05-08-2005, 12:05 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD> ถาม : ผมขอความรู้เรื่องหนึ่งในกรณีที่หลานชายผมนี่เขาต้องการไหว้เจ้าที่ การไหว้เจ้าที่ตรงนั้น เครื่องที่จะไปไหว้กับเจตนาที่เราจะไหว้ให้กับทุก ๆ ท่าน มันควรมีอะไรบ้างไหมครับ ? (บ้านอยู่กาญจนบุรี)
ตอบ : ถ้าหากว่าตามโบราณที่เขานิยมโดยเฉพาะแถวนั้นมันมีเหล้าด้วย แต่ไม่อยากให้มีเพราะถ้ามีเมื่อไหร่เดี๋ยวลามาก็กินกันเองเทวดาหรือว่าเจ้านะ เขาต้องการความเคารพจากเราเท่านั้น เรามีหรือไม่มีอะไรก็ตามท่านไม่ว่า คราวนี้มันมีประเภทที่ว่าเป็นลูกน้องของท่าน พวกเปรต อสุรกาย สัมภเวสี พวกนี้ถ้ามีเหล้าจะชอบใจมากก็จัดไป ประเภทไก่สักตัวหนึ่งถึงเวลาเรากินเองอยู่แล้ว อย่างอื่นคิดว่ามีอะไรเพิ่มเติมก็แล้วแต่เรา ไก่ต้มสักตัวหนึ่งไปเซ่นท่าน แต่แถว ๆ เขาชนไก่ เขาไปไหว้พ่อขุนไกร พ่อขุนแผน เขาไปคิดกันอีท่าไหนก็ไม่รู้เล่นเอาเลือดสด ๆ ไปประเคนกันเลย เราก็แปลกใจว่าพ่อเราปู่เราดุขนาดนั้น ? (หัวเราะ)
ถาม : ทีนี้ ถ้าจะกล่าวถึงก็คือท่านเทพยดาแล้วก็ท่านเจ้าของที่ ?
ตอบ : ศาลนั้นจริง ๆ เขาสร้างถวายพ่อปู่่ขุนไกรกับพ่อขุนแผน ศาลที่เขาชนไก่ต้องนับ ๒ องค์นี้ ในเมื่อนับ ๒ องค์นี้ พูดง่าย ๆ ก็คือผู้ทรงความดีทั้งคู่ เอาอะไรที่มันไม่ผิดธรรมผิดวินัยไป ท่านก็ชอบใจมากกว่า พ่อขุนไกรนี้เป็นเทวดาผู้ใหญ่ ส่วนขุนแผนนี่ไปลิบโลกเลย ไกลกว่าพ่อเยอะ (หัวเราะ)
ถาม : เรื่องถ้ำมรกตล่ะครับ ?
ตอบ : เชื่อว่าทุกถ้ำแถวนั้นต้องมี เรามันยังไม่ได้สำรวจทั่ว ไปเจอะเข้าถ้ำเดียวเป็นถ้ำที่มีหินเขียวที่เป็นประเภทมรกตเยอะแยะไปหมดเลย ก้อนใหญ่ ๆ โต ๆ
ถาม : อย่างถ้ำที่เขาแดงเห็นหลวงพี่สมปองได้ไปพี่สุรินทร์แกบอกว่า หลวงพี่สมปองไปถ้ำที่เขาแดงแล้วเข้าใจว่าภูเขาน้ำมันอาจเซาะแล้ว ที่ผมไปศึกษาแร่
ตอบ : สายแร่มันอยู่เป็นชั้น แล้วก็แผ่ไป หรือไม่ก็วิ่งเป็นเส้นไป มันต้องไปถึงกันได้
ถาม : อย่างนี้ก็ ถ้ำแถวนั้นมีโอกาส ?
ตอบ : พูดง่าย ๆ ว่า มันเป็นไปได้แทบทุกถ้ำ
ถาม : แต่ผมไม่กล้า พี่สุรินทร์เขาก็ไม่ยอม
ตอบ : ถ้าไปเจอรอยเลื้อยของงูใหญ่ตัวนั้น ชาวบ้านต่อให้เก่งแค่ไหนก็เผ่นกันหมด
ถาม : ยังมีงูใหญ่อยู่อีกเหรอค่ะ ?
ตอบ : รอยเลื้อยมันกว้างเท่าไหล่ของเรา นอนทาบมาแล้ว ตัวมันเล็กกว่าตัวเรานิดเดียว เพราะตอนเลื้อยตัวจะแบนออกหน่อยหนึ่ง คิดเอาก็แล้วกัน สำหรับเรามันก็คำเดียวแหละ
ถาม : ไปเจอมาหรือเปล่า ?
ตอบ : ไม่ได้เจอตัวเจอแต่รอยเลื้อย มันเข้า ๆ ออก ๆ ถูหินจนเลื่อมเลย เราก็เอ๋ ! หินก้อนนี้สีแปลก ๆ เอาไฟส่องดู ที่แท้มรกต สีเขียวปี๊ดเลย แต่ว่าอยู่กับพื้นถ้ำ แล้วงูมันเลื้อยจนลื่น เลยดูว่าเหมือนกับสีดำ ฟิตตัวเราให้ดีก่อน ตอนที่ไปถ้ำเขาแดง ปีนขึ้นปีนลงสบายมาก แต่คนที่ไปด้วยจะไปไม่รอด เพราะว่ากำลังข้อไม่พอรับน้ำหนักตัว
ถาม : อย่างถ้ำนี่มีโพรงคล้าย ๆ กับ งวงช้าง ...ผมเห็น...แล้วข้างในมีโพรงอีก ลักษณะมันมีโพรงต่อกัน
ตอบ : จะเป็นถ้ำซ้อนถ้ำ ถ้าหากว่าเดินข้างในระวังใดี เราหักมุมเลี้ยวเมื่อไหร่ กดรอยเท้าหนัก ๆ ไว้ จะได้จำได้ว่าเราเลี้ยวตรงไหน ไม่อย่างนั้นต้องหาอะไรไปทำเครื่องหมาย มันตั้ง ๑๐ ปีแล้ว ไปที่ไหนมาเล่าให้ฟังกัน แล้วเขาอยากไป (หัวเราะ)
ถาม : แล้วที่ไป จะไปศึกษาหรือไป ?
ตอบ : จะไปเอา มาถามราคาข้างนอกแล้ว กะรัตตั้ง ๘๐,๐๐๐ น่ะ แกล้งโง่ ๆ หยิบมาสักก้อน ก็รวยแล้ว แต่บังเอิญอาตมาเป็นพระ หยิบอะไรของเขาไม่ได้ ก็ได้แต่ไปถ่ายรูปมาดูเฉย ๆ
ถาม : ถ้าเกิดว่าสามารถเข้าไปได้ คือเขาให้?
ตอบ : ถ้าสามารถเอาออกมาได้ ไม่ใช่สามารถเข้าไปได้ (หัวเราะ) ใช้คำพูดให้ถูก
ถาม : ถ้าเข้าไปแล้วเขาไม่ให้ก็เอาออกมาไม่ได้ ?
ตอบ : หมดสิทธิ์ แต่ว่าเท่าที่ไปทุกที่สามารถเข้าไปได้ คนอื่นเข้าไปบางทีเข้าไม่ได้ เพราะตั้งใจไว้แล้วว่า อะไรก็ตามถ้าเขาไม่ให้เราด้วยตัวเขาเอง แม้แต่ทรายเม็ดเดียวเราก็ไม่หยิบออกมา ขอเข้าไปให้ดูเป็นขวัญตาเฉย ๆ ไม่น่าเชื่อเลยเมืองไทยรวยจริง ๆ นะ ตอนนี้คนดีเริ่มมากขึ้นแล้ว พอคนดีเริ่มีอำนาจในการปกครองประเทศชาติมากขึ้น ทรัพย์แผ่นดินก็จะปรากฏมากขึ้นไปด้วยดีไม่ดี คุณชาตรี อาจเป็นหนึ่งในผู้ค้นพบก็ได้
ถาม : มีบุญได้เป็นเจ้าของ จะไปได้มั้ยคะ ?
ตอบ : น่าจะเป็นประเภทเจ้าของเก่า หรือไม่ก็มีส่วนร่วมบุญกันมา สมัยหลวงปู่ปานวัดบางนมโคท่านยังมีชีวิตอยู่ หลวงพ่อเล่าให้ฟังว่ามีพระบวชใหม่อยู่องค์หนึ่ง มาวันหนึ่งหลวงปู่ปานท่านบอกว่า นี่คุณวันนี้เขาขนไอ้เหลือง ๆ กันนะ ไปขอแบ่งกับเขาบ้างซิ พระองค์นั้นก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร พอกลางคืนได้ยินเสียงคนขนอะไร ก๊อกแก๊ก แบกเดินกันทั้งคืน ท่านก็ไม่ได้ใส่ใจกัน
พอรุ่งเช้า หลวงปู่ปานบอกว่า คืนนี้เขาจะขนไอ้ที่ขาว ๆ นะ คุณไปขอแบ่งกับเขาบ้างซิ ก็ไม่ได้ใส่ใจอีก พอขนจนหมดเพิ่งจะนึกสงสัยว่าขนอะไรกัน มาถามหลวงปู่บอก คืนแรกขนทองกัน พวกลับแลน่ะ คืนที่สองขนเงินกัน คุณเคยเป็นพวกเขามาก่อน ถ้าไปขอแล้วเขาจะให้ แต่หลวงพ่อ คือท่านใช้แทนตัวเองว่าหลวงพ่อ แต่หลวงพ่อเองไม่ได้เคยเป็นพวกเขาขอแล้วไม่ได้หรอก ถ้าคุณขอเขามา หลวงพ่อก็สบายสร้างวัดสร้างวา ไม่ต้องหาเงินมากไป แต่ปรากฏว่าหลวงพ่อสบายไม่ได้ (หัวเราะ) บอกให้ขอ ๒ คืน ไม่ขอน่ะ จนกระทั่งเขาขนไปหมดแล้ว เอามาสักเข่งก็พอ แบบเดียวกัน
ถ้าหากไม่เคยสืบเนื่องกันมานี่คงจะยากนะ ที่จะได้ บอกคนมาเยอะแล้ว เพิ่งมีคุณชาตรีนี่ ที่มีฉันทะไปวิ่งหาอยู่ แล้วนี่เอาจริงนะ ไปมาตั้ง ๓ รอบแล้วถึงจะลงไปถูก แต่ก็วาดแผนที่มาลักษณะนี้แล้วมาถามใหม่ว่า เส้นทางนี้จริง ๆ มันอยู่ตรงไหน ก้อนใหญ่ ๆ ขนาดโต๊ะขนาดเตียงยังมีอยู่ เข้าไปแล้วก็นอนเล่นเลย ให้เขาถ่ายรูปให้ รูปชุดนั้น น่าเสียดายว่ามันอยู่กับท่านชาติชาย ไอ้ของเราเราเหลืออยู่รูปเดียวเท่านั้น ถ้าหากว่ามีทั้งชุดจะเห็นเลยว่า ก้อนใหญ่ ก้อนเล็ก ส่องไฟไปทางไหนผนังถ้ำมันเขียวไปหมด น่ารวยมั๊ย ? แต่มันเปลี่ยนแปลงเยอะจริง ๆ นะ แค่ประมาณ ๑๐ ปีเท่านั้นเอง
</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=images/right.gif> </TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif> </TD></TR></TBODY></TABLE>
WebSnow
05-08-2005, 12:06 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD> ถาม : (อธิบายเส้นทาง..) เห็นในถ้ำต้องลงไปอีกหรือเปล่าครับ ?
ตอบ : ไม่ต้องเลย อยู่บนพื้น กลิ้งเกลื่อนหมด
ถาม : อยู่ตามพื้นเลย แล้วถ้ำมันใหญ่มั๊ยครับ ?
ตอบ : ความกว้างของมันประมาณ ๑ ใน ๔ ของห้องใหญ่นี่ แต่มันลึกเหมือนกัน มีซอกเล็ก ซอกน้อย ให้ไปได้เหมือนกัน
ถาม : (อธิบายเส้นทาง...)
ตอบ : ดีเหมือนกันไปเจอมาเยอะแล้ว ทรัพย์แผ่นดินอะไรต่าง ๆ เยอะต่อเยอะด้วยกัน แต่มันอัศจรรย์ว่า ถ้าไม่มีอะไรเนื่องกันมาเขาไม่เอาจริง ๆ แล้วอีกรายหนึ่งหมอนนพพร จะเอาแต่ว่าไม่ได้อันนั้นเป็นทองญี่ปุ่นที่เมืองกาญจน์ ที่คุณเชาวรินทร์ พยายามไปเอานั่นไปถูกที่นะแต่มันผิดทิศ อยู่บริเวณนั้นแหละ แต่เขาไปเลี้ยวขวาขึ้นเขา ความจริงมันต้องไปเลี้ยวซ้ายลงน้ำ
เขาได้ยินว่าของอยู่ในถ้ำเลยขึ้นเขา ไม่รู้หรอกว่าก่อนหน้าที่จะเป็นพื้นน้ำ พวกเนินเล็ก ๆ มันมีถ้ำใหญ่อยู่ พอกักน้ำที่เขื่อนเขาแหลมแล้วน้ำมันท่วมถ้ำไป มันอยู่ตรงทางด้านน้ำแทน เขาลืมนึกไปว่า ญี่ปุ่นขนทองไปด้วยรถไฟ รถไฟที่ไหนมันจะขึ้นเขาล่ะ ต้องหาที่ ๆ มันพอไปได้ ใช่มั๊ย ? นั่นแหละ เขาต่อรางแยกออกจากทางเก่าที่แยกไปพม่านั่นแหละ พอเข้าไปถึงถ้ำก็เอาทองไปเก็บเสร็จ ระเบิดปิดถ้ำ แล้วถอดรางเก็บกลับไม่ได้เหลือไว้
ถาม : แล้วทองนั่นเป็นของญี่ปุ่นหรือของไทยคะ ?
ตอบ : ไม่แน่ใจว่าเป็นของประเทศไหน ? เพราะเขาตีได้หลายประเทศตอนช่วงนั้น แต่ขนมาคล้าย ๆ กับว่าจะเอามาเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในระหว่างทำสงคราม เยอะมากนะ ๒-๓ ตู้รถไฟ ปีนั้น น้ำแห้งมากเลย ปี ๓๗ ต้นปี น้ำแห้งมากเลย เหลือสูงจากปากถ้ำ ๒ เมตรกว่า ๆ เท่านั้น คือ ถ้ำนี่ยังจมอยู่ใต้น้ำ ๒ เมตรกว่า
บอกหมอนพพรว่าเอาซิหมอ พาทหารลูกน้องที่จบพวก RECON คือ คล้าย ๆ กับว่าฝึกภาคทะเลมา ให้เขาลงไปขนเอา หมอก็บอกว่า ปากถ้ำมันไม่ได้ปิดโดยธรรมชาติ แต่มันปิดเพราะว่าเขาระเบิดมันลงมา เพราะฉะนั้นถ้าเข้า ๆ ออก ๆ หลายครั้งเพื่อขน ไม่แน่ใจว่าจะทรุดหรือเปล่า ยังไงยังไง ให้โผล่พ้นพื้นก่อน โผล่พ้นน้ำก่อนดีกว่า ปรากฏอาทิตย์ต่อมาฝนตกทั้งอาทิตย์เลย น้ำขึ้นมา ๑๗ เมตร มันเหมือนยังกับว่าถ้าไม่ถึงวาระ มันยังไม่ได้อย่างนั้นน่ะ
ถาม : แล้วอย่างนั้นใครเฝ้าล่ะ ผีหรือ?
ตอบ : มีอยู่ ที่เขาฮาราคีรีตัวเองตายที่นั่น ๖-๗ ศพ ฆ่าตัวเองตายอยู่นั่นเพื่อเฝ้าเลย
ถาม : แล้วอย่างงี้ ... เป็นผีประเภทไหนล่ะ ?
ตอบ : มันจะเป็นพวก กาลกัญจิกอสุรกาย หรือไม่ก็ มหิทธิกาเปรต พวกนี้จิตใจจะยึดเกาะอยู่กับงานเดิมเขามาก เราอธิบายยังไงว่าญี่ปุ่นแพ้สงครามแล้ว มันไม่ฟังหรอก เพราะเวลาของเขาแค่วันกว่า ๆ เป็นไปได้ไงวันกว่า ๆ ตีไปตั้งครึ่งโลก แพ้สงครามแล้ว วันหนึ่ีงเขามันเท่ากับ ๕๐ ปีมนุษย์ วันกว่า ๆ แค่นันเองแพ้ได้ยังไง !
ถาม : ต้องสู้กับผีซิคะ ?
ตอบ : ผู้ใหญ่เล็กเจอมาแล้ว เจ้าพ่อทองผาภูมิ ชื่อเล็กเหมือนกัน โดนอ่วม มาให้รดน้ำมนต์ รดเสร็จเข็ดไม่กล้าไปนึกว่าจะเอาใหม่ !
ถาม : แล้วพวกนี้ เขาไม่เอาบุญหรือคะ ?
ตอบ : ไม่เอาอะไรทั้งนั้นเขายึดมั่นอยู่กับหน้าที่เขา โดยเฉพาะความซื่อสัตย์ของทหารญี่ปุ่นนี่ ต้องยกให้เป็นยอดเลย ถ้าไม่ใช่คำสั่งของแม่ทัพหรือพระเจ้าจักรพรรดิ์นี่ คนอื่นไปกรอกหูท่าไหนไม่ฟังทั้งนั้น
ถาม : อย่างนี้ต้องไปตามวิญญานพระเจ้าจักรพรรดิ์มาบอก...
ตอบ : (หัวเราะ) จะไปตามที่ไหน ทองก้อนประมาณกำปั้น เอาใส่ลังไม้ ลังไม้มันก็ผุหมดแล้ว บางแห่งมันเกิดเปิดก็หลุดออกมา มีตู้รถไฟอยู่ ๒ ตู้ใหญ่ ๆ แล้วข้างนอกยังมีอยู่หลายลังนะ แล้วที่แน่ ๆ มีหัวรถจักรกับเครื่องบินอยู่ด้วย ไอ้เครื่องบินปีก ๒ ชั้น ZERO สมัยสงครามโลกของญี่ปุ่น มีเครื่องบินอยู่ลำหนึ่งด้วย ตอนนั้นคงกะไว้อีกไม่นานจะขุด ปรากฏว่าแพ้สงครามซะก่อน ขุดไม่ทัน แต่ว่าพวกนี้เขาจะมีของที่ประเภทยึดไว้เป็นส่วนตัวบ้างอะไรบ้าง ที่เขาทำแผนที่ตกทอดกันมาจนถึงปัจจุบัน
ช่วงก่อนจะไปอยู่ทองผาภูมิมีพ่อค้าญี่ปุ่นมาตั้งโรงงานผลิตหน่อไม้ดองอัดปี๊บ กว่าจะรู้น่ะ ขนทองไปไม่รู้เท่าไหร่แล้ว เอาทองใส่ปี๊บแล้วเอาหน่อไม้ไว้ข้างบน คือเขาได้แผนที่จากบรรพบุรุษมาก็มาขุดให้คนงานหาหน่อไม้หาอะไรไปตามเรื่อง ตัวเองก็อ้างว่าสำรวจป่าบ้างอะไรบ้าง พอถึงเวลาได้มาก็ใส่ปี๊บไว้ เอาหน่อไม้ดองใส่ไว้ข้างบนแล้วก็ส่ง ทำยังกับว่าญี่ปุ่นอยากกินหน่อไม้นัก กว่าคนงานมันจะกล้าพูดก็ตอนที่ปิดโรงงานไปแล้ว แล้วของมันจะเหลือเรอะ ! แต่ว่าตรงช่วงเขาเรียกว่าแก่งระเบิดอยู่ในแม่น้ำแควน้อย
ถาม : ในหนังสือ หลวงพ่อท่านไปเจอสมบัติ ท่านปู่ก็ขอไว้ไม่ใช่หรอครับ ?
ตอบ : อันนั้นเป็นส่วนตัวของหลวงพ่อท่านเอง หลวงพ่อท่านเคยเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ์มาหลายชาติ เป็นสมบัติเก่าที่สมัยของท่านมีชีวิตอยู่ แล้วท่านปู่พระอินทร์ท่านขอเอาไว้ว่า ถ้าหากท่านลงมาเกิดใหม่ในสมัยพระศรีอริยะเมตไตรย ท่านต้องทำบุญเยอะ ขอสมบัติอันนี้ไว้เป็นของท่าน แต่ไปไปมามาตอนหลังท่านตัดสินใจว่าไม่เกิดแล้วก็ต้องยกให้เป็นทรัพย์แผ่นดินไป รอพระเจ้าจักรพรรดิองค์ใหม่
ถาม : ลูกหลานจะขุดก็ไม่ได้ ?
ตอบ : ก็ท่านยกให้ไปอย่างนี้แล้วนี่ แล้วคนอื่นจะเอาอะไรล่ะ ? (หัวเราะ) พระเจ้าจักรพรรดิ์ส่วนใหญ่จะมีในช่วงที่โลกว่างจากพระพุทธศาสนา เพราะว่าท่านจะเป็นผู้ที่ทรงธรรม จะสามารถนำชาวบ้านทำความดีได้ในระดับหนึ่ง จะเป็นทาน ศีล ภาวนา ในขั้นต้น ขั้นกลาง แต่ว่าไม่ถึงขั้นสูงสุด
</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=images/right.gif> </TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif> </TD></TR></TBODY></TABLE>
WebSnow
05-08-2005, 12:06 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD> ถาม : (มีผู้มาทำบังสุกุลเป็น-บังสุกุลตาย)
ตอบ : เอานะทุกคนตั้งใจนะ คิดว่าขณะนี้เราได้ตายแล้วเคราะห์กรรมทั้งหลายตายลงไปพร้อมกับร่างกายนี้ของเรา ตัวเราที่เคยทำความดีมาไม่ว่าจะเป็นทาน เป็นศีล เป็นภาวนา ขอให้ตั้งใจว่าผลบุญทั้งหมดนี้ ส่งผลให้เราเข้าสู่พระนิพพานเพียงที่เดียว ใครใช้มโนมยิทธิได้ยกจิตขึ้นไปกราบพระบนพระนิพพาน ตั้งใจว่าเราขออยู่ที่นี่
ใครใช้มโนมยิทธิไม่ได้ นึกถึงพระพุทธรูปองค์ใด องค์หนึ่ง ที่เรารักชอบมากที่สุด ตั้งใจว่านั่นคือตัวแทนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าไม่อยู่ที่ไหน นอกจากพระนิพพาน เราเห็นท่าน คือ เราอยู่บนพระนิพพานกับท่านด้วย เอาใจเกาะให้ดีนะ อนิจจา วตะสังขารา อุปปาทวยธัมมิโน อุปปัชชิตะวา นิรุชฌันติ เตสัง วูปสโมสุโข
คราวนี้ตั้งใจใหม่ว่า เนื่องจากความดีที่เราทำ ไม่เพียงพอที่จะทำให้เราตั้งมั่นอยู่ในพระนิพพานได้ ดังนั้น เราขอมาเกิดใหม่อีกครั้งหนึ่งการมาเกิดใหม่ครั้งนี้ของเราเคราะห์กรรมตามมาไม่ได้ เพราะมันตายลงไปเมื่อครู่นี้แล้ว เราที่ี่มาเกิดใหม่ด้วยความดีของศีลทาน ศีล ภาวนา ความดีของการให้ทาน เกิดมาจะร่ำรวยมาก ความดีของการรักษาศีล เกิดมาเป็นคนรูปสวย เป็นคนมีจิตใจดีงาม ความดีของการภาวนาเกิดมาเป็นผู้มีปัญญา สามารถแก้ไขอุปสรรคต่าง ๆ ในชีวิตให้ลุล่วงไปได้โดยง่าย ถ้าผู้ใดตั้งใจปฏิบัติเพื่อเข้าถึงพระนิพพาน ก็จะมีปัญญาสามารถตัดกิเลส เป็นสมทเฉทประหาร เข้าถึงพระนิพพานในชาติปัจจุบันนี้ได้ให้ทุกคนตั้งใจ ขอบารมีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ พรหมเทวดาครูบาอาจารย์ทั้งหมดช่วยอนุเคราะห์ สงเคราะห์ให้ การเกิดใหม่ของเราครั้งนี้สมบูรณ์ บริบูรณ์พร้อมในทุก ๆ ด้านด้วย ตั้งใจนะจ๊ะ... อะจีรัง วะตะยัง กาโย ปะฐะวิง อะธิเสสสะติ ฉุฑโฑ อะเปตะวิญญาโณ นิรัตถังวะ กะลิง คะรัง เอ้า ! สาธุ เกิดใหม่ซะทีลูก เอาสังฆทานมา แล้วทำบุญ สาธุ (ถวายสังทาน/ให้พร) ขอให้มีความเป็นอยู่คล่องตัว มีความปรารถนาสมหวังทุก ๆ คนเลยจ๊ะ !
ถาม : แล้วถ้าเกิดมีคนเขา ..............(ฟังไม่ชัด)..........?
ตอบ : รู้จักตั้งแต่พรรษาแรก เขาจะว่าเป็นพระองค์ที่ ๑๐ เป็นหลวงปู่หลวงพ่อองค์ไหนก็ตามน่ะ เชื่อได้แต่อาตมายืนยันว่า ไม่ใช่ แล้วขณะเดียวกันไปที่นั่นให้ระวังไว้ เพราะว่าท่านเก่งไสยศาสตร์มาก ไสยศาสตร์มันมีทั้งคุณทั้งโทษ ใช้ผิดเมื่อไหร่ก็บรรลัยเมื่อนั้น ก็ไม่ทราบเหมือนกัน ต้องดูกำลังใจท่าน ถ้ากำลังของท่านเกาะในด้านดี ท่านสามารถใช้งานได้ดีกว่าคนอื่นเขาเยอะ ต้องระวังไว้นิดหนึ่ีง ยืนยันว่า ไม่ใช่พระองค์ที่ ๑๐ เพราะว่าอาตมากับคุณธรรมนูญเป็นลิกศิษย์ก้นกุฏิของพระองค์ที่ ๑๐ นั่งเฝ้ากันเป็นวันเป็นคืน เลยจำแม่น
ถาม : (ไม่มีเสียง)
ตอบ : เรื่องของพระมหากัสสปนี่ หลวงพ่อเล่าให้ฟังครั้งหนึ่งว่า ปี พ.ศ. ๒๕๐๐ ภูเขาสองลูกที่ปิดหน้าถ้ำที่เก็บพระศพท่านอยู่ มันเลื่อนออกมาเป็นช่องให้เข้าไปได้ แล้วนายช่างที่สำรวจทาง ที่จะทำทางรถไฟสายเหนือที่เป็นฝรั่งเข้าไปพบเข้า อาจเป็นความต้องการของท่านด้วย เพราะฝรั่งเขามีกล้องถ่ายรูป
ถาม : ทุกวันนี้พบแล้วหรือยังครับ...?
ตอบ : พบตั้งแต่ปี ๒๕๐๐ แล้ว ก็มีคนไปถ่ายรูปชุดนั้นออกมา พอหลวงพ่อได้ข่าวนี้ก็ขอรูปมา หลวงพ่อบอกอัศจรรย์มาก ดอกไม้ธูปเทียนที่จุดบูชาอยู่ตั้งสมัยที่ท่านมรณภาพจนป่านนี้ก็ยังสดอยู่ปกติ ก็เอาไปถวายหลวงปู่ปาน หลวงปู่ปานบอกว่า ไม่แปลก เพราะว่าเรื่องของอภิญญา อธิษฐานอะไรก็ได้
ท่านบอกพอพ้นจากนั้นมาแล้วภูเขาสองลูกก็เลื่อนเข้ามาตามเดิม ปิิดอยู่ตามเดิม แล้วถามว่าเมื่อไหร่ สังขารถึงจะมาปรากฏอีกทีหนึ่ง ท่านบอกว่ารอพระศรีอาริยเมตไตรยอยู่ พราะท่านมีกรรมเนื่องกันมา
ท่านมีกรรมเนื่องกันมาว่า มีอยู่สมัยหนึ่ง พระศรีอาริยเมตไตรย ท่านเป็นควาญช้าง ส่วนพระมหากัสสป ท่านเป็นช้าง ท่านเป็นช้างที่ได้รับการฝึกดี แล้วก็ถวายเป็นพาหนะของพระราชา วันนั้นพระราชาเสด็จประพาสอุทยาน
สมัยก่อนอุทยานก็คือป่าดี ๆ นี่เอง แต่มันเป็นป่าเฉพาะที่พระราชาท่านกันเอาไว้ ช้างป่ามันเข้ามา ช้างทรงพอได้กลิ่นตัวเมีย เตลิดตามเลย ควาญช้าสับท่าไหนก็ไม่ยอมหยุด พระราชาท่านเห็นว่าจะเกิดอันตรายขึ้น ท่านฉลาดนี่ ท่านมองซ้าย มองขวา เห็นมันวิ่งจะลอดใต้กิ่งไม้ก็โอบกิ่งไม้เอาไว้ ปล่อยให้ช้างวิ่งไปช้างเตลิดหายไปเลย กลับมาก็กริ้วมากหาว่าควาญช้างฝึกมายังไง ลอบปลงพระชนม์กันหรือไร ? ทำให้ช้างอาละวาดได้ขนาดนั้น ควาญช้างท่านก็ยืนยันบอกว่า ถ้าหากว่าตามปกติทั่ว ๆ ไปแล้ว จะไม่มีอะไรที่ทำให้ช้างตัวนี้ตื่นตกใจหรือว่าวิ่งตามไปได้ ยกเว้นอย่างเดียวก็คือตัวเมีย ไม่อย่างนั้นแล้วมนต์ของท่านรับประกันว่าบังคับช้างได้ทุกรูปแบบ
พระราชาท่านก็บอกว่าถ้าบังคับได้ทุกรูปแบบต้องแสดงให้ดู ถ้าทำได้จริง ๆ จะเชื่อแต่ถ้าทำไม่ได้จริงอย่างปากพูดจะประหารซะ แล้วท่านก็เลยไปตามช้างกลับมา พอไปตามช้างกลับมาก็แสดงหน้าพระที่นั่ง ก่อกองไฟขึ้น เอาท่อนเหล็กไปเผาจนแดงโชนเลย แล้วก็ร่ายมนต์บังคับให้ช้างเอางวงจับท่อนเหล็กนั้นขึ้นมาให้ดู พระราชาท่านก็สลดใจว่า เออหนอ ไฟราคะนี่มันรุนแรงขนาดนี้ รุนแรงขนาดทำให้ช้างซึ่งยอมตายถวายชีวิตเพื่อควาญของตัวเองโดยการเอางวงจับเหล็กแดง ๆ ได้ ถึงกับลืมคำสั่งควาญเติลดตามตัวเมียไป
คราวนี้ไม่ใช่พระราชาท่านสลดใจเฉย ๆ ช้างตายด้วย บาดเจ็บสาหัสก็ตาย เลยกลายเป็นเวรกรรมผูกพันกันมาว่า ควาญช้างที่เป็นพระศรีอาริยเมตไตรยต้องมาเอาช้างคือพระมหากัสสปเผาในมือท่านด้วยเตโชธาตุ ถึงจะสิ้นเวรสิ้นกรรมกันไป ถึงได้ว่าร่างของท่านต้องอยู่กระทั่้งสมัยพระศรีอาริยเมตไตรย จนได้รับการพระราชทานเพลิงมีกรรมเนื่องกันมานิดเดียว
ถามหลวงพ่อว่า แล้วพระศรีอาริยเมตไตรยจะร้อนมั๊ยครับ ? ท่านบอกว่า เรื่องของเตโชธาตุนี่บังคับได้อยู่แล้วนี่จะไปร้อนอะไรเล่า เพียงแต่ว่ากรรมมันเนื่องกันมาต้องไปใช้หนี้เก่า ต้องเผาด้วยมือตัวเอง คราวนี้เรามานึกดูว่า พระมหากัสสปท่านอยู่ในสมัยที่มนุษย์สูงแค่ ๘ ศอก คือพระพุทธเจ้าสูง ๘ ศอก ใช่มั๊ยล่ะ ? พระพุทธเจ้าพระราชทานสังฆาฏิให้กับพระมหากัสสปได้ แสดงว่ารูปร่างท่านต้องสูงใกล้เคียงกัน ตีว่าพระมหากัสสปสูง ๘ ศอก เหมือนกัน แต่พระศรีอริยเมตไตรยจะมาตรัสรู้นี่พระวรกายสูง ๘๘ ศอก เท่ากับว่า เอาอะไรเล็ก ๆ เผาในมือตัวเอง
ถาม : ๘๘ ศอก ?
ตอบ : ๘๘ ศอก นี่อ่านในอนาคตวงศ์
</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=images/right.gif> </TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif> </TD></TR></TBODY></TABLE>
WebSnow
05-08-2005, 12:07 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width=15 background=images/left.gif></TD><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD> ถาม : ที่บอกว่าจะมีไฟบรรลัยกัลป์ นี่ก็ พระมหากัสสป ก็ไม่ไหม้ ?
ตอบ : ก็จะไปไหม้อะไรเล่า ไหม้ก็แต่ของที่อยู่บนผิวโลก นี่อยู่ในถ้ำใต้โลกเลย ภูเขาปิดอยู่มันก็เหมือนอยู่ใต้โลกถึงเวลาก็เลื่อนเปิดออกมา
ถาม : แล้วดิน ไม่สุกหมด ?
ตอบ : ก็สุกไปซิ
ถาม : เผาอย่างนี้ ?
ตอบ : อะไรที่มันนอกเหตุเหนือผลเป็นอจิณไตย ไม่ควรเสียเวลาไปนั่งคิด มีคนเจอแล้วเป็นคนสำคัญเสียด้วยยังกับว่าท่านเจตนาให้เจอ เพราะถ้าคนทั่วๆ ไปเจอก็ไม่ไดุ้ถ่ายรูปอยู่แล้ว รูปชุดนั้นหลวงพ่อท่านถวายหลวงปู่ปานไป ไม่งันจะขอดูว่าเป็นยังไง แต่ท่านบอกว่าดอกไม้ธูปเทียนยังสดอยู่เป็นปกติ
ถาม : แต่ที่วัด เห็นมีรูปท่านนั่งสมาธิ พระมหากัสสป ที่เป็นแบบมอง ๆ แล้วยังหนุ่มอยู่เลย ด้านหลวงพ่อที่วิหาร ๑๐๐ เมตร นี่ แถว ๆ พระปัจเจกน่ะ ผมเห็นรูปที่ใต้รูปท่านจะเขียนว่า พระมหากัสสปใต้รูป
ตอบ : ไม่ทราบเหมือนกันว่าใครเป็นคนถ่ายไว้ ไม่แน่ใจเพราะไม่เห็นด้วยตัวเอง ขณะเดียวกันไม่ทราบที่มาของรูปด้วยก็ไม่กล้ายืนยัน แต่ว่าหลวงพ่อท่านบอกว่า พระมหากัสสปเคยเป็นพี่ชายท่านมาหลายชาติ เวลาว่าง ๆ ท่านก็แวะมาเยี่ยม ไปถึงก็กราบ ๆ ท่านก็มาทุบหลังปั๊กเข้าให้ ไปไหว้ผีทำไม ? ข้าอยู่นี่ (หัวเราะ) ท่านไปกราบศพ คราวนี้กายทิพย์ท่านก็มาซิ ไปไหว้ผีทำไม ข้าอยู่นี่มีธุระอะไรก็ว่ามา อย่างนั้นน่ะ แล้วท่านก็ยังสนุกอยู่เป็นปกติ ทำหน้าที่อะไรของท่านเป็นปกติอยู่ พระที่ไปนิพพานแล้ว จะไปไหนก็ไปได้อยู่แล้ว สังขารมันเป็นอย่างไร ท่านไม่ได้สนใจตั้งแต่ตอนมีชีวิตแล้ว
ถาม : แต่ท่านรู้จักใคร ก็ไปของท่านเป็นปกติ ?
ตอบ : ไปเป็นปกติ
ถาม : ผมแปลกใจ ติดใจตรงที่หลวงพ่อบอกว่า ดูอย่างพระมหากัสสปซิ พอท่านมรณภาพไปแล้ว เห็นมั๊ย ใครไปสนใจใยดีอะไรมากมาย (ฟังไม่ชัด).......
ตอบ : ก็ไม่ทราบเหมือนกันวาระสำคัญ ๆ นี่จะมีการเปิดประตูถ้ำอีกหรือเปล่า คงจะเป็นเทวดาท่านสงเคราะห์ให้ อย่างว่าตอนนั้นครบ ๒๕๐๐ ปี ใช่มั๊ย ? กึ่งพุทธกาลนี่สำคัญมากด้วย กึ่งอายุพระพุทธศาสนานะ ก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าจะเปิดสัก ๑๐๐ ปี ครั้ง หรือเปล่าก็ไม่รู้ ?
ถาม : ตอนนี้ พระโพธิสัตว์ที่บารมีเต็มยังมีชีวิตอยู่มั๊ยครับ ?
ตอบ : บารมีเต็ม ?
ถาม : แบบเข้าเขตบารมีเต็มที่รอบรรลุเลย
ตอบ : ถ้าข้างบนนี่นับไม่ถ้วนเลย
ถาม : ไม่ ที่อยู่บนโลกมนุษย์
ตอบ : บนโลกมนุษย์นี่มีไม่เท่าไหร่ ถ้าในระดับปรมัตถบารมีล่ะเยอะ แต่ว่าบารมีเต็ม ถ้าหากว่าตายชาตินี้แล้วไปนั่งรอคิวเลยมีแค่ไม่กี่องค์
ถาม : มีไม่กี่องค์ แสดงว่ามีหลายองค์ ?
ตอบ : มีหลายองค์ มีทั้งฆราวาส มีทั้งพระ
ถาม : พบด้วยซิ สาธุ
ตอบ : พบด้วย จริง ๆ แล้วไม่อยากจะไปเดาเรื่องมรรค เรื่องผลของใคร เราไม่มีหน้าที่ แต่ดูจริยาที่ท่านทำแล้วยอดจริง ๆ เลย ที่ไปพม่ามา ก็เจออย่างหลวงพ่อวัดเขาตามะยะเลี้ยงคนเป็นแสน ๆ เลี้ยงได้ทุกวัน ไปถึงกินฟรีอยู่ฟรีหมด จะทำบุญกับท่านหรือไม่ทำท่านไม่ว่า
ถาม : ปรารถนาเป็นพระพุทธเจ้า ?
ตอบ : แหง ....แหง.....เลย ! ปรารถนามาคู่กับหลวงปู่ครูบาวงศ์ นั้นน่ะคู่หูกันเลย อายุก็เท่ากันด้วย
ถาม : พระเดชพระคุณหลวงปู่วงศ์ นี่ท่านจะเกิดอีกมั๊ย ?
ตอบ : ท่านบอกว่าอีกพันปี ท่านจะมาเกิดใหม่อีกที
ถาม : มาตรัสรู้เลยหรือ ?
ตอบ : ไม่ใช่ จะมาเกิดเพื่อบูรณะซ่อมแซมในสิ่งต่าง ๆ ที่ท่านเคยทำไว้ในชาตินี้น่ะ
ถาม : แล้วอย่างพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเรา นี่ท่าน?
ตอบ : ถ้าหากว่าของท่านเองไม่ได้เร่งรัดอะไรมากไปกว่านี้ ยังต้องเกิดอีก ๗ ครั้ง แต่ถ้าหากว่าเร่งทำหนัก็อาจเต็มในชาตินี้เลย เรื่องของบารมีมันเร่งกันได้ ถ้าทำบุญใหญ่ไม่ต้องอะไรมากหรอก สังคายนารพระไตรปิฎกซักรอบ เอามันจริง ๆ อย่างนั้นน่ะ
ถาม : แค่สังคายนานี่นะครับ ?
ตอบ : มันไม่ีใช่แค่นะ การรวมพระอรหันต์อยา่งต่ำ ๓๐๐ องค์ ไม่ใช่เรื่องง่ายนา
ถาม : แต่ก็เกิดจุดธูปอธิษฐานบน ท่านก็มา?
ตอบ : ถ้าหากคนจุดความดีไม่พอ ความสามารถไม่พอท่านจะมาทำเกลืออะไรเล่า ?
ถาม : เราเอาง่าย ๆ ไม่ได้หรือครับ เราไปเอาสังคายนาฉบับที่หลวงพ่อบอก
ตอบ : ไอ้นั่นมันไม่ใช่งาน มันเป็นการลอกงาน
ถาม : นั่นแหละ มันเป็นของเรา
ตอบ : มันสำหรับตัวเรา ไม่ใช่กำลังใจของพระโพธิสัตว์ท่าน ของพระโพธิสัตว์ท่านประเภทที่ทำทางใหม่ด้วยตัวเองได้ล่ะยิ่งดี เดินตามรอยคนอื่นนี่ไม่ค่อยอยากจะเดินหรอก ถึงจะได้เห็นว่าได้ออกลีลาแปลก ๆ ไปเยอะ
ถาม : แล้ยไม่มึใครคิดทำเลย
ตอบ : ไม่ใช่ไม่คิด คิดอยู่แล้วเรื่องนี้หลวงพ่อเคยปรารภเอาไว้แล้ว แต่พอวาระและเวลามันผิดไปจากที่ปรารภไว้ เพราะกำลังใจของคนมันเคลื่อน คือว่าแทนที่จะเร่ง หรือแทนที่จะทำเท่าเดิม มันกลายเป็นว่าลดน้อยถอยลง การสังคายนาก็เลยไม่ปรากฏขึ้น
ในช่วงนั้น ท่านถึงขนาดบอกเลยบอกว่า ถ้าเรื่องของพระสูตรนี่พระไทย ถ้าเรื่องของพระวินัยพระมอญ ถ้าเรื่องพระอภิธรรมนี่พระพม่า จะต้องรวมพระที่เป็นปฏิสัมภิทาญาณอย่างน้อย ๓๐๐ องค์ขึ้นไป คือเท่าที่มีมาในอดีตต่ำสุด ๓๐๐ สูงสุด ๑,๐๐๐ หนึ่ง ไม่ใช่เรื่องง่ายน่ะ
หลวงพ่อ ๒ องค์ ที่อยู่ในป่านั่น ช่วงนั้นหลวงพ่อท่านบอกไว้ว่าเพิ่งรวมได้ ๖๐ กว่าองค์ เฉพาะสายท่านสายเดียว ๖๐ กว่าองค์ คราวนี้เรามาคิดดูว่า ถ้าหากเป็นพระมอญ พระพม่าที่ท่านมีความสามารถระดับนี้ด้วยคงไม่หนีกันเท่าไหร่ ท่านถึงขนาดออกชื่อว่าพระมอญชื่อหลวงพ่อโด๊ด แต่ว่าไม่ได้ทำตอนนั้นมาก็มานั่งคาดกัน ว่าใครที่จะเป็นคนทำอย่างนี้แล้ว หมอนพพร จะเป็นคนอากสาหาทุนเอง หมอนพพรมาถามเลยว่า ภูเขาทองหลวงพี่อยู่ที่ไหน ? ผมจะไปขนมาให้ เขาสังคายนาพระไตรปิฎกเราก็บอกทาง บอกแผนที่ บอกอะไรหมอเขาไปเลย
ถาม : หมอหาเท่าไหร่ก็ไม่เจอ ?
ตอบ : แกเอาเครื่องบินขึ้นเลย แล้วเครื่องวัดแร่ไป บอกมันเยอะจริง ๆ คับ พอขึ้นไปถึงตรงจุดนั้นนี่เครื่องมือวัดแร่นี่มันตียันเกย์เลย
ถาม : อู้หู ! ...แสดงว่ามากมายมหาศาลซิ ?
ตอบ : แล้วยังไงรู้มั๊ย ? พอร่อนลงมันเหลือศูนย์เอาซิเทวดาท่านไม่เอาด้วย ยังไม่ถึงเวลา บอกพอขึ้นไปมันก็เท่าเดิม พอร่อนลงเมื่อไหร่ก็เหลือศูนย์น่าสนุกมั๊ยล่ะ ?
ถาม : คุณหมอนี่ไม่ยอมลาใช่มั๊ยครับ ?
ตอบ : ไม่ยอมลาหรอก หาทางเร่งชาตินี้ให้เต็มซะด้วยซ้ำไป ขอทำงานใหญ่ ๆ หน่อยเหอะ
ถาม : แต่ผมว่ามีสิทธิ์น่ะ เพราะดูงานวัด
ตอบ : เรื่องของกำลังใจนี่ยืนยันว่าเร่งเต็มได้ แต่มันเหนื่อยมาก
ถาม : แล้วล้มเลิกแล้วเหรอ เรื่องพระไตรปิฎก ?
ตอบ : คงไม่ได้ล้มเลิกหรอก ก็รอจังหวะซิ จังหวะนั้นมันไม่สมควร ก็ดูซิไม่ได้ทำจริง ๆ หลวงพ่อก็มรณภาพไปแล้วใช่มั๊ย ? ต้องรอจังหวะใหม่ ถ้าใครประกาศทำหมอก็คงไปใหม่ เพราะว่าที่มันอยู่ตรงไหนก็รู้แล้วนี่ไม่ต้องอาศัยเราแล้ว
ถาม : แล้วทุกอย่างนี้มาจากพุทธพจน์ทำนายหมด
ตอบ : ก็ใช่อยู่
ถาม : (แล้วองค์สมเด็จ ไม่ทันจะตั้งเลย...../ฟังไม่ชัด)
ตอบ : ในจารึกพระเจ้าอโศกมหาราช พระโมคัลลาติสสะเถระ ท่านทำนายเอาไว้ว่า หลังกึ่งพุทธกาลพระมหาเถระโพธิสัตว์ ผู้ยิ่งด้วยบารมีจะยังพระศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองคล้ายพุทธกาลอีกวาระหนึ่ง คำว่าเจริญนี้คือมากด้วยพระอริยเจ้า เรื่องนี้แหละที่ทางสายธรรมกาย มั่นใจว่าเป็นอาจารย์เขา (หึ...หึ)
</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=images/right.gif> </TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif> </TD></TR></TBODY></TABLE>
WebSnow
05-08-2005, 12:07 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width=15 background=images/left.gif></TD><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD> ถาม : แต่ผมว่าที่ (ฟังไม่ชัด) เขาทำหนังสือหลวงพ่อก็มีสิทธิ์นะครับ
ตอบ : เราต้องดูว่าคำสอนของใครทำให้คนเป็นพระโสดาบัน สกิทาคามี อนาคาีมี อรหันต์กันเท่าไหร่ เรื่องนี้มันพิสูจน์แบบประเภทที่เรียกว่า จับตัววางตาย แบบคนเรียนจบปริญญามันไม่ได้มันต้องเป็นคนที่เป็นพระอริยเจ้าด้วยกัน หรือพระอริยเจ้าระดับสูงขึ้นกว่าท่านถึงจะรู้ หรือว่าบุคคลที่ได้ทิพจักขุญาณ กราบทูลถามต่อพระท่านโดยตรง จะรู้ แล้วมันได้ซักกี่คนล่ะ ทิพจักขุญาณ ? เราไปบอกว่าคนนั้นเป็น คนนี้เป็นโดยที่พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้ทำนายมันก็ผิดมารยาทพอแล้ว แล้วไปโดนเขาด่ากลับมาอีกว่า ไม่เชื่อก็เจ๊ง
เพราะฉะนั้น เรื่องนี้ก็เลยพิสูจน์ไม่ได้ว่าใครสอนให้เป็นพระอริยเจ้ามากกว่ากัน แต่ว่าตั้งแต่สมัยเด็กมาจนป่านนนี้ ตั้งแต่รู้เรื่องการปฏิบัติเรื่องธรรมะนี่นะ สรุปได้ว่า หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ครูบาอาจาย์ใหญ่ฝ่ายอีสานน่ะ หลวงปู่มั่นสร้างพระเป็นพระ แต่หลวงพ่อของเราสร้างคนเป็นพระ อันนี้กล้าใช้คำพูดนี้ ใครจะว่ายังไงก็กล้ายืนยันคำพูดนี้ หลวงปู่มั่นสร้างพระเป็นพระ แต่หลวงพ่อเราสร้างคนเป็นพระ
ตอบ : พระพุทธเจ้าท่านไปตรัสรู้ในชมพูทวีปมีสาเหตุ ๒ ประการ ประการแรกก็คือว่าคนที่นั่นรวยที่สุดกับจนที่สุด อยู่ในที่เดียวกัน จะได้เห็นทุกข์ชัดเจน ประการที่สองก็คือว่า บรรดาศาสดาเจ้าลัทธิต่าง ๆ มีมากคน เป็นนักคิดกันอยู่แล้ว ถ้าหากว่าสอนให้เขารู้จักการคิดอย่างเป็นระบบตามแบบพระพุทธเจ้า เขาได้ดีเร็วมาก
แต่ว่าบรรดาอาจารย์ใหญ่ทั้งหลายทั้ง ๖ คนนั่นก็มี บูรณะกัสสป มักขลิโคสาละ อชิตะเกสะกัมพล สัญชัยเวลัฏฐบุตร นิครณก์นาฏบุตร ทั้ง ๖ คน ก็มีลัทธิต่าง ๆ กันมา
ตัวของมักขลิโคสาละ เป็นเด็กรับใช้บ้านเศรษฐี พ่อแม่เลี้ยงวัวให้เศรษฐี ตัวเองเกิดในคอกวัว ก็เลยชื่อนายโคสาล คอกวัวโคสาละ วันหนึ่ง เจ้านายก็ให้แบกหม้อเปรียง เปรียงต้องเป็นน้ำมันแสดงว่าต้องเป็นน้ำมันวัว อาจเป็นน้ำมันเนยก็ได้เพราะมาจากนมวัว แบกหม้อเปรียงไปตลาด เจ้านายจะไปขายเปรียง คราวนี้ทางมันลื่น เจ้านายก็บอกเป็นภาษาบาลีว่า มาขลิ มาขลิ ระวังลื่น นายโคสาล ก็ยังลื่นจนได้หม้อเปรียงหก เจ้านายก็โมโห คว้าตัวไว้ได้เอาไม้จะตี แกก็ดิ้นหลุดมือไป ผ้านุ่งผ้าอยู่ผืนเดียว พวกทาสอะไรส่วนใหญ่มีแค่ผ้านุ่ง ผ้าห่มไม่มี ใช่มั๊ย ! ผ้าหลุดติดมือเจ้านายด้วยความตกใจก็วิ่งหนี กลัวนายจะตีหนีไปหลบอยู่้ในป่าแก้ผ้าอยู่ในป่านั้น
คราวนี้หลบเจ้านายก็หลบได้ไม่นาน เวลาผ่านไปผ่านไป วันหนึ่งหิวไส้กิ่วเลย พอรุ่งขึ้นก็เลยเดินย่อง ๆ ออกมาจากป่า มองซ้ายมองขวา เจ้านายไม่อยู่ไปหาคนเพื่อขอข้าวกิน คนเห็นเดินมา สมัยนั้นความคิดเรื่องการเป็นพระอรหันต์นี่ เรียกง่าย ๆ ว่าเป็นเรื่องสุดฮิตเลย เห็นอะไรแปลกหน่อยก็พระอรหันต์ เอ รายนี้รู้สึกว่า มักน้อย สันโดษกว่าเพื่อน เสื้อผ้ายังไม่เอาเลย ต้องเป็นพระอรหันต์แน่ ๆ ก็เลยพากันเอาโน่น เอานี่ พากันถวายกันยกใหญ่เลย นายโคสาละ ก็เลยสบาย กินอยู่สบาย แกก็เลยบัญญัติทิฏฐิ ขึ้นมาว่า ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ต้องทำถึงเวลาก็เป็นเอง แบบตัวแก อยู่ ๆ ก็เป็นพระอรหันต์ขึ้นมา คราวนี้ แกชื่อโคสาละก่อนที่เจ้านายจะจับตัวแกตี ก็เตือนว่าระวังลื่น ระวังลื่น มาขลิ มาขลิ เขาเลยเรียกแกว่ามักขลิ โคสาละ มาจนทุกวันนี้แหละ
ก็ลองคิดดูว่าอาจารย์ใหญ่ระดับนั้นน่ะ มันมีความสามารถหรือเปล่า เป็นขึ้นมาได้ยังไงก็ไม่รู้ แบบเดียวกันเปี๊ยบเลยทั้ง ๖ องค์ แต่ละองค์ก็เหมือนกัน อชิตะกัมพลนั่น กัมพล ก็คือ ผ้าที่ทอจากผมคน แกเอาผมคนมาทำเป็นผ้านุ่งไง คนเขาเห็นอัศจรรย์น่ะ ส่วนบูรณะกัสสปนั่นเป็นทาสในเรือนเบี้ย คือว่าพ่อแม่เป็นทาส ลูกก็เป็นทาสด้วย เกิดมาคนที่ ๑๐๐ พอดี ก็เลยชื่อบูรณะ แปลว่าเต็ม เต็มร้อยพอดี (หัวเราะ) บูรณะ ที่เรียกว่าบริบูรณ์ไง บูรณะแปลว่า เต็มพอดี แต่ละคนก็มีประวัติพิลึกพิลั่น แต่ละคนไม่เหมือนกัน
ส่วนเรื่องของอรหันต์ตุ่ม อรหันต์รากไทรนั้น มันเกิดจากว่า เขาอยากแสดงปาฏิหารย์ให้ลูกศิษย์รู้ ครูบาอาจารย์ ก็ไม่รู้็ว่าทำไง แอบขุดหลุมขึ้นใต้เตียงแล้วเอาตุ่มฝังเอาไว้ ถึงเวลาลูกศิษย์มาเคาะประตูก็หลบไปนอนอยู่ในตุ่ม ลูกศิษย์เปิดประตูเข้ามา อ้าว ! อาจารย์ไม่อยู่นี่หว่า ใช่มั้ย ? ก็ถอยไป แกก็ขึ้นมาจากตุ่มมานั่งบนเตียง ตะโกนเรียกลูกศิษย์ ลูกศิษย์ก็แปลกใจ เมื่อกี้ไม่อยู่นี่ อาจารย์เราต้องเป็นพระอรหันต์แน่ ๆ เลย หายตัวได้ด้วย ลือกันไปยกใหญ่
ส่วนอีกรายหนึ่งเขาเรียกอรหันต์รากไทร เพราะว่า ประเภทจำศีลภาวนาใต้ต้นไทร คราวนี้แกพิจารณาว่าต้นไทรของแกอยู่ริมผาแล้วรากนี่มันเลื้อยไปถึงถนนหลวงข้างล่าง ตัวแกอยู่บนภูเขาเวลาคนขึ้น ต้องเดินอ้อมเขาขึ้นมาก่อนใช่มั๊ย ! พอมานิมนต์ไปงานไปอะไรก็บอกว่าให้ไปล่วงหน้าก่อน บ้านช่องอยู่ที่ไหนบอกมาก็แล้วกัน แล้วเสร็จแล้วพอคนเดินลง แกก็ลงตามรากไทยมันถึงถนนก่อน ไปอยู่ที่บ้าน คนก็ลือว่าเป็นพระอรหันต์ ย่นระยะทางได้ อะไรได้
เรื่องในธรรมบทนี่ อ่านแล้วมันมากเลย นั่นแหละเค้าเรียกว่าอรหันต์รากไทร แล้วอรหันต์ตุ่ม พวกนั้นเป็นอรหันต์เพราะคำร่ำลือของลูกศิษย์ ไปหลงยึดติดอยู่กับชื่อเสียงเกียรติยศที่ได้ เลยติดอยู่ตรงนั้น
ส่วนรายที่ไม่ยึดติด ก็คือพระพาหิยะ นั่นเรือแตกแล้วลอยไปติดชายฝั่งขึ้นมาเสื้อผ้าหายหมด ตอนว่ายน้ำอยู่น้ำพัดไปหมด เพราะว่าผ้านุ่งแขกก็นุ่งเหมือนกับผ้าขาวม้า ผ้าสะโหร่ง โจงกระเบน แล้วอีกผืนก็พาดเฉย ๆ โดนน้ำพัดไปหมด เอาสาหร่ายมานุ่ง คนก็เห็นว่าเป็นพระอรหันต์
พอเห็นว่าเป็นพระอรหันต์ก็แห่กันมาถวายเครื่องสักการะอะไร อยู่สมบูรณ์บริบูรณ์ เอ้อ ! อยู่อย่างนี้ก็สบายดี เขาว่าเราเป็นพระอรหันต์ เราคงเป็นจริง ๆ ละมั้ง อะไรอย่างนั้น อยู่ไปเรื่อย คราวนี้ไปเดือดร้อนว่า เพื่อนร่วมปฏิบัติมาตั้งแต่ชาติก่อน ท่านไปเป็นพรหมอยู่องค์หนึ่ง มองลงมา เอ้า ! เพื่อนเราไปไกลซะแล้วก็ลงมาเตือนสติ ท่านรู้ตัว เพราะว่าพรหมท่านมา ก็ต้องแสดงเต็มที่ของท่าน ใช่มั๊ยว่า สภาพท่านเป็นพรหมว่าขนาดของท่านยังได้แค่นี้เลย แล้วคุณจะเป็นอรหันต์ได้ยังไง ท่านก็เลยถามว่าจะเป็นพระหันต์เป็นอย่างไร ท้าวมหาพรหมท่านก็เลยบอกว่า ขณะนี้พระพุทธเจ้าเกิดขึ้นแล้ว ให้ไปเฝ้าพระพุทธเจ้า
เชื่อมั๊ยว่า ท่านเดินคืนเดียว ๑๒๐ โยชน์ ไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ด้วยความอยากจะเฝ้าถึงขนาดไปถึงเชตวันมหาวิหาร พระท่านบอกว่า พระพุทธเจ้าออกบิณฑบาตตามไปในตัวเมือง ไปถึงก็เข้าไปกราบ กอดพระบาทพระพุทธเจ้าขอฟังธรรม พระพุทธเจ้าบอกว่าอย่าเลย ฟังธรรมตอนนี้ไม่มีผลอะไร ท่านก็ขอร้องอีกเป็นครั้งที่สอง บอกว่าท่านเดินทางมาไกล และก็ไม่แน่ใจว่าชีวิตจะยังอยู่ได้นานเท่าไหร่ขอฟังธรรมเถิดพระพุทธเจ้าก็บอกว่า ตอนนี้ไม่สะดวก ครั้งที่ ๓ ขอร้องอีก จึงได้เทศน์ให้เพราะกำลังใจของท่าน
ตอนนั้นมันปิติมากไป ฟูมากเกินไป ถ้าเทศน์ตอนนั้นจะไม่มีผล ก็ห้ามซะสองครั้ง กำลังใจลดลงมาพอพระพุทธเจ้าเห็นว่ากำลังใจลงลงมาสู่จุดเหมาะ เทศน์ว่า พาหิยะ เธอจงอย่าไปสนใจในรูปที่เธอเห็น แค่นั้นแหละเป็นพระอรหันต์เลย บุญเก่าทำไว้เยอะเห็นชัดเลยว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่กระทบตา หู ลิ้น กาย ใจ มันสักแต่ว่าเป็นรูป เป็นเสียง เป็นกลิ่น เป็นรส เป็นสัมผัส แค่นั้นเอง ถ้าไม่รับเข้ามาสู่ใจ ไม่เอาใจไปปรุงแต่ง ทุกอย่างก็หยุดหมด ดับหมด เป็นพระอรหันต์เดี๋ยวนั้นเลย เป็นผู้ที่เลิศกว่าภิกษุใดในทางบรรลุเร็ว เทศน์สั้นจู๋นิดเดียวบรรลุเลย
แต่ว่าท่านไม่มีโอกาสจะนุ่งเหลือง ห่มเหลือง เหมือนคนอื่น เพราะว่าในอดีตชาติไม่เคยถวายผ้าไตรจีวรมาก่อน พระพุทธเจ้าไม่สามารถบวชด้วยวิธีเอหิภิกขุ การบวชด้วยวิธีเอหิภิกขุ คือ ตรัสว่า เธอจงมาเป็นภิกษุเถิด ก็จะมีจีวรที่สำเร็จด้วยฤทธิ์จากบุญเก่าของตัวเอง ลอยมาสวมให้อันนี้ของท่านไม่มี พระพุทธเจ้าก็เลยบอกว่าให้เธอไปหาจีวรก่อน ระหว่างที่ออกไปหาจีวรก็โดนยักขิณีแปลงร่างเป็นวัวแม่ลูกอ่อนขวิดตาย
ถามว่า บุคคลที่ทรงความดีถึงขนาดเป็นพระอรหันต์ทำไมถึงทรงชีวิตอยู่ถึงตอนบวชไม่ได้ ? เฉลยว่า บุคคลที่เป็นพระอรหันต์ มีคุณอนันต์ และมีโทษมหันต์ บุคคลทำดีกับท่านแม้เพียงเล็กน้อยก็เป็นบุญมหาศาล แต่ขนาดเดียวกัน ถ้าเป็นบุคคลที่ไม่ทราบทำในสิ่งที่ล่วงเกินแม้เพียงเล็กน้อยก็จะเป็นโทษมหันต์เหมือนกัน
แบบเดียวกับนางขุชชุตตรา อริยสาวิกา อันนั้นแค่บอกเพื่อนที่เป็นภิกษุณีอรหันต์ว่า พระแม่เจ้าโปรดช่วยส่งกระเช้าแต่งตัวให้หม่อมฉันด้วย ภิกษุณีท่านเป็นพระอรหันต์ได้อภิญญา ท่านได้อะไรหมด ทะลุตลอดไปเลยว่า ถ้าเราไม่ส่งกระเช้าเครื่องแต่งตัวให้เธอจะโกรธ เธอโกรธพระอรหันต์เธอจะต้องลงอเวจีมหานรก แต่้ถ้าเราส่งกระเช้าให้เธอต้องไปเกิดเป็นคนใช้เขา ๕๐๐ ชาติ เป็นคนใช้เขาดีกว่าตกนรก เลยหยิบกระเช้าให้ นั่นน่ะแค่นิดเดียว คุณอนันต์โทษมหันต์
ดังนั้นบุคคลที่เป็นพระอรหันต์ในลักษณะฆราวาส หลวงพ่อบอกว่าเท่าที่ท่านมีประสบการณ์มาตำราเขียนไว้ว่าไม่เกิน ๗ วัน แต่ประสบการณ์ของท่านแล้ว ผู้ที่เป็นตอนกลางวันไม่เคยเห็นพระอาทิตย์ตก ผู้ที่เป็นตอนกลางคืนไม่ได้เห็นพระอาทิตย์ขึ้นเหมือนกัน เพราะว่าถ้าอยู่ต่อจะเป็นโทษกับบุคคลอื่นมากก็ตัดตายซะ
ฟัง ๆ ดูเหมือนไม่ยุติธรรม แต่ความจริงแล้วอันตรายมากเลย ไม่ต้องอะไรมาก เกิดคนรู้จักกันเดินผ่านมาบ้องหัวเล่นซักที เฮ้ย ! เพื่อนเป็นไงบ้าง...ซวยมั้ยล่ะ ? ตอนนั้นไม่ใช่เพื่อนแล้วนะนั่นน่ะ พระอริยะเ้จ้าขั้นสูงสุดแล้ว
ขีณาสวะ ผู้สิ้นแล้วด้วยอาสวะ อีคราวนี้ของคนไทยเรานี่ บาลีสันสกฤต ว.แหวน กับ พ.พาน มันตัวเดียวกันไง ก็เลยเขียนเป็น สพ. อ่านเป็น ขีณาสพ ฟังดูแล้วเป็นไง อันตราย ถึงได้ว่า จ่าพัว แม่อ๋อย คุณหญิงเยาวมาลย์ ไปก็ไปเอาง่าย ๆ อีกรายคุณสมบูรณ์ เวสารัชชานนท์ ที่จันทบุรีนั่นน่ะ ยังอยู่ในท่าไหว้พระเลยฟุบบนกับเตียง
</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=images/right.gif> </TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif> </TD></TR></TBODY></TABLE>
WebSnow
05-08-2005, 12:07 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width=15 background=images/left.gif></TD><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD> ถาม : ท่านไปยังไง...?
ตอบ : ไปยังงั้นแหละ คุณสมบูรณ์ หลังจากหลวงพ่อมรณภาพไม่นานท่านก็ไปด้วย ตอนที่คนไปพบน่ะ ท่านฟุบอยู่กับเตียงในท่าไหว้พระ ส่วนโยมจันทนา ท่านพิจารณาธรรมไปจุด ๆ หนึ่ง กำลังจิตบอกว่า ถ้าเธอหยุดอยู่แค่นี้จะอยู่ได้อีก ๑๒ ปี แต่ถ้าพิจารณาต่อจากนี้อีกสักหน่อยเดียวเธอจะเป็นพระอรหันต์แล้วตายเลยน่ะ ตามที่หลวงพ่อสัมภาษณ์มา ท่านพิจารณาดูแล้วว่า ๑๒ ปี กับตายเดี๋ยวนี้ อะไรมันจะดีไปกว่ากัน พิจารณาเสร็จเรียบร้อยไม่ต้องตอบก็ได้ ใช่มั๊ย ! ท่านว่าต่อเลย ถ้าขืนอยู่ก็ลำบากอีก ๑๒ ปี คนที่มีปัญญาถึงระดับนั้นแล้ว ทุกข์แม้แต่ละเอียดยิบนิดนึง ท่านก็เห็นชัดเจน ๑๒ ปี ชั่วโมงเดียวยังสุดจะทนเลย ท่านก็เลยไปมันซะ แล้วลูก ๆ หลวงพ่อที่ไปก่อนหน้าแล้ว พี่ ป้า น้า อา ของเราเยอะแยะแล้วตัวเราเองนี่ ก็นั่งรอไปเถอะว่า เมื่อไหร่จะได้ไปมั่ง
ถาม : แสดงว่าเราก็มีบุญอยู่บ้าง...ที่ได้เกิดมาใช่มั๊ยคะ ?
ตอบ : มีแหง ๆ แล้วอย่าลืมว่าคนเราเกิดมา ต้นทุนเก่าคือ ศีล ๕ มีอยู่แล้ว คนมีศีล ๕ ครบ จะเรียกว่าไม่มีบุญได้ยังไง บุญมหาศาลเสียด้วยซ้ำไป คราวนี้สำคัญตรงที่ว่าเกิดมาแล้วใช้บุญให้เป็น
ถาม : แล้วหนูใช้เป็นมั๊ยคะ ?
ตอบ : ยังเป็นอยู่ คือ ถ้าหากว่ายังอยู่ในศีลในธรรม ยังอยู่ภายใต้กฏหมายบ้นเมืองนี่ เรียกว่าใช้บุญเป็นอยู่ เราก็พยายามรักษากำลังใจของเราเอาไว้ ประคับประคองเอาไว้ เดี๋ยวผู้ใหญ่เขาเห็นใจเองน่ะอย่ารีบไปตอบโ้ต้ เก็บเขี้ยว เก็บเล็บใส่กระเป๋าไว้ก่อน ถ้ามันเหลือทนจริง ๆ แล้วค่อยอาละวาดให้มันกระเจิงทั้งแผนกไปเลย (หัวเราะ)
ถาม : แล้วอย่างนั้นจะมีประโยชน์เหรอ ?
ตอบ : มี เขาจะได้รู้ซะบ้างว่า เขี้ยวเล็บเราก็มี ไม่งั้นให้มันเราฝ่ายเดียว นี่แนะนำถูกมั๊ยเนี่ ? (หัวเราะ) จำไว้ว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้น เราได้ทั้งนั้น ทำถูกได้กำไรทำผิดได้บทเรียน
ถาม : ต้องขอบคุณเขาด้วยที่เขาสอนเรา
ตอบ : ใช่ ทำผิดเราก็ได้บทเรียนได้ทั้งคู่ ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นแก่เรา จำว่าไม่มีไม่ดี ดีทั้งนั้น แต่เราจะหาแง่ดีจากมันได้อย่างไรเท่านั้นเองสำคัญตรงที่เราหาให้ได้
ถาม : แล้วยังนี้คนอื่นจะเข้าใจ ?
ตอบ : จำไว้ว่า ถ้าสิ่งที่เราทำแล้วมั่นใจว่าถูกต้องไม่จำเป็นต้องไปแคร์กับกระแสสังคม เขาจะมองในแง่ไหนเขาจะพูดว่าอย่างไรเรื่องของเขา เราตั้งหน้าทำในสิ่งถูกต้องต่อไป แล้วหลังจากที่เราตั้งหน้าทำไปเรื่อย ๆ จนกระทั่ง คนอื่นเห็นว่าสิ่งที่เราทำนั้นถูกจริง เดี๋ยวเขาคล้อยตามมาเอง แต่อย่าไปหวังคำ ขอโทษจากคนอื่น ๆ ไม่มีหรอก พวกนี้ พอถึงเวลามันรู้ว่าเราทำถูกตัวมันเองผิดมันก็ แหะ แหะ เงียบฉี่อย่างเก่งเจอหน้าก็ยิ้มแหย ๆ หน่อย
ถาม : แล้วคนที่แบบไม่เคยเจอหน้ากันอยู่ ๆ ก็โกรธเราไม่มีเหตุผลอย่างงี้คะ ?
ตอบ : จริง ๆ แล้วมันมีนะ มันอาจเจอเหมือนกันแต่ชาติดน้น ๆ ไม่ใช่ชาตินี้ สังเกตมั๊ย !?ว่า บางคนเราเจอหน้าก็ชอบเลย แต่ว่าบางคนแค่เจอหน้านี่ แหม ! เกลียดขึ้นมาทันที ไม่มีเหตุ ไม่มีผลเลยใช่มั้ย ?
ถาม : ทั้งที่เขาก็ไม่เป็นแบบนี้ง่าย ๆ กับคนอื่น
ตอบ : นั่นแหละ คือว่า คนที่เราเจอแล้วรักเลย ในอดีต ก็คือ คนที่เราเคยรักมาก่อน อาจเป็นพ่อ เป็นแม่ เป็นพี่ เป็นน้อง เป็นคนที่เรารัก เป็นครูบาอาจารย์ของเรา แต่ว่าคนที่เราเกลียดเลยนั้น สบายมากศัตรูเก่าแหงแหง.
ถาม : แสดงว่าปน ๆ กันอยู่ ?
ตอบ : ใช่ แต่เราอย่าไปเอาของเก่ามาปนกับของใหม่ อดีตมันผ่านมาแล้ว เราทำปัจจุบันให้ดีน่ะ ทำปัจจุบันให้ดี เดี๋ยวอนาคตมันดีเอง ถ้าจะเกิดใหม่ รับรองได้ว่าดีแน่ (หัวเราะ)
ถาม : หนูควรจะอยู่ในอาชีพเดิมต่อไปดีมั๊ยคะ ?
ตอบ : ถ้ายังไม่มีอะไรที่ดีกว่าตอนนี้ก็ทำของเดิมไปก่อน อย่าเป็นคนหลักลอย ยกเว้นว่าเราหาได้แน่ ๆ ว่าโอเค แล้วค่อยออกจากงานเก่า ไม่ใช่ว่าไปหวังน้ำบ่อหน้าทิ้งอันนี้เลยเดี๋ยวอดน้ำตาย
ถาม : แล้วที่ทำอยู่นี่ท่านว่าดีมั๊ยคะ ?
ตอบ : ท่านว่าดีมั๊ย สำหรับพระถ้ามีงานทำก็ดีทั้งนั้นแหละ จะได้ไม่เป็นภาระแก่สังคม (หัวเราะ)
ถาม : แล้วจะดีกับชีวิตหนูมั๊ยคะ ? หรือว่าไง
ตอบ : เรื่องนี้มันอยู่ที่เรา ทุกสิ่งทุกอย่างเราสามารถทำให้มันดีได้ เพราะฉะนั้น ถามว่างานอันนี้ดีมั้ย ? งานอันโน้นดีมั้ย ? ถ้าเราทำเป็น ปรับปรุงเป็น ทุกอย่างดีกับเราทั้งนั้น
ถาม : แต่มันปรับปรุงยาก บางคนก็ไม่อยากปรับปรุง
ตอบ : ช่างมัน เราเอาเฉพาะในสิ่งที่เรารับผิดชอบนะ สูงกว่านั้นต่ำกว่านั้น ไม่ต้องใส่ใจ ถ้าอยู่ใต้บังคับบัญชาของเรา เราก็ทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด แล้วก็ดูแลผู้ใต้บังคับบัญชาให้ดีที่สุด ส่วนสูงขึ้นไปไม่ต้องไปสนใจจะประเภทที่เรียกว่า อยุติธรรมกับเราขนาดไหนก็ตาม ช่างมัน ! ทำมันให้ดีเองได้ไม่ต้องไปถามคนอื่นหรอก ว่ามันดีมั้ย ?
ถาม : เพราะว่าคนที่เขาไม่ชอบหนู บอกว่าไปอยู่้ที่อื่นดีกว่า
ตอบ : นั่นเขาว่า บางทีเขาอาจรอตำแหน่งของเราอยู่ก็ได้ ไล่ ๆ มันออกไปซะจะได้เป็นแทน เชื่อมันได้ยังไง (หัวเราะ) สิ่งที่เราว่าไม่ดี เพราะว่าเราคุ้นอยู่กับมัน ใช่มั้ย ? แต่คนอื่นเขาเห็นว่าดีจ้องเำ้ก้าอี้ของเราตาเป็นมันอยู่ก็ได้ อย่าลืมซิว่า ถ้าหากว่ายังมีคนอิจฉา มีคนรังเกียจอยู่ แสดงว่าเราต้องมีอะไรดีกว่าเขา (หัวเราะ) นี่สอนให้ติดสักกายทิฏฐิ
</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=images/right.gif> </TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif> </TD></TR></TBODY></TABLE>
WebSnow
05-08-2005, 12:08 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD> ถาม : พระองค์ที่ ๑๑ พอได้ไปแล้ว มีลาภอยู่เรื่อย ๆ
ตอบ : เรื่องสมเด็จองค์ปฐม ตอนแรกคาดว่า น่าจะเป็นเรื่องของอำนาจ วาสนา ความสำเร็จในหน้าที่การงานทุกอย่าง ความที่ว่าของท่านเองเป็นผู้สำเร็จเป็นองค์แรก คาดผิด หลวงพ่อสมเด็จ (สมเด็จพระพุฒาจารย์ วัดสระเกศ) ทำยังไงไม่รู้ กลายเป็ลาภมหาศาลเลย เมื่อวานนั่งอยู่นี่รับไปล้านสองกว่า ไม่เคยได้เยอะขนาดนี้เลย ปกติแล้วรายรับเดือน ๆ ยัง ๆ ก็ไม่ถึงล้าน เมื่อวานนี้นั่ง สิบโมงเช้าถึงบ่ายสอง บอกไม่ต้องทำงานไปครึ่งปีก็ได้ (หัวเราะ) มันประดังขึ้นมาจริง ๆ เมื่อวานนี่มันอาจเป็นเพราะว่าของเราอั้นไว้ ทำเสร็จแล้วยังไม่แจก...กลายเป็นอยากได้กัน
เรื่องของสมเด็จคำข้าว สมเด็จหางหมาก เป็นเรื่องของลาภโดยตรง แต่ท่านมาลักษณะลาภไม่ขาดสาย แต่ว่าเรื่องของ สมเด็จองค์ปฐมกลายเป็นลาภฉับพลัน คนที่เอาไว้ส่วนใหญ่ ได้เงินกันทุกคนเลย บางคนมาเล่าให้ฟังว่า ถูกหวยเท่านั้น เท่านี้ อาตมาไม่รับรู้ (หัวเราะ) ปกติของเราถ้าพก สมเด็จองค์ปฐม ติดตัวไปไหนก็ไม่กลัวใครแล้ว งานนี้กลายเป็นเรื่องลาภไปได้ กลายเป็นลาภประเภทฉับพลันทันทีเสียด้วยแปลกใจมากเลย ก็แล้วแต่ท่านจะเมตตาแล้วกัน
คุณสุดเฉลียว มาขอขมาพระ คือเขาเองน่ะ...อยู่ ๆ มีพระมาบิณฑบาตรที่หน้าบ้าน แล้วตัวเองก็กินข้าวไปแล้ว กับข้าวก็ไม่มี เหลือปลาทูที่กินไปครึ่งนึง เลยไม่กล้าใส่บาตรเพราะว่าของตัวเองกินแล้ว ก็ไปบอกพระว่าหนูเป็นคริสต์ค่ะ (หัวเราะ) พระท่านก็ไม่ว่าอะไร ท่านก็หันกลับ ปรากฏว่าพอหันกลับ คุณสุดเฉลียวนึกขึ้นมาได้ว่า อาหารถึงมันจะกินแล้วก็ยังถวายได้ ออกไปดูก็ไม่มี ถามใคร ๆ ก็ไม่มีใครเห็น ท่านสูงมากสูงชนิดหัวชนเพดานแน่ะ ! ไม่ได้สังเกต คือตอนนั้นไม่ได้เฉลียวใจ ออกไปไม่มีใครรู้ แล้วตัวเองอยู่ห้องแถวห้องที่สามหัวแถว ท้ายแถว อีกแปดห้องไม่มีใครเห็นสักคนหนึ่ง แต่ว่าตอนที่คนมาเรียกตรงหน้าบ้านคนอื่นเห็น คนนั้นคนเดียว ไม่เห็นพระกว่าจะเฉลียวใจก็ไม่ทันซะแล้ว ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาทำอะไรมันก็ติดมันก็ขัดจนหมดนี่ ก็เลยตั้งใจมาขอขมา
ท่านขาดเฉลียวใจไปนิดนึง อันดับแรกพระมาบิณฑบาตรตั้งเกือบเที่ยงแล้ว ก็น่าสงสัยอยู่แล้ว แล้วบิณฑบาตรลักษณะนั้นส่วนใหญ่เขาจะเอาสตางค์กัน แต่รายนี้ขออาหารจริง ๆ นะ ประการที่สองความสูงระดับนั้น หาไม่ได้ง่าย ๆ นะ ต้องคนโบราณจริง ๆ ใช่มั๊ย ! ประเภทหัวสูงเกือบจะค้ำฝ้า บุญมี แต่บังเอิญบุญใหญ่กว่านั้นบังเอาไว้ก็ไม่รู้จะว่ายังไง เขาก็เลยบอกว่ายิ่งคิดยิ่งฟุ้งซ่าน ขอขมาพระดีกว่าว่างั้น คนประเภทนี้เราต้องเต็มใจสงเคราะห์ช่วยเหลือ เพราะว่าเขาเองไม่มีที่พึ่งจริง ๆ บางคนจะไปด่าว่า น่าเบื่อ น่ารำคาญ คิดอย่างนั้นไม่ได้เด็ดขาด
ถาม : อย่างกรณีที่มีคนเห็นพวกนักรบนี่ครับ นักรบพม่า นักรบไทย มาโบกไม้โบกมือตอนที่เรากลับกัน ที่กาญจนบุรีเราเห็นได้ยังไงครับ ?
ตอบ : พวกบรรดาสิ่งที่ผ่านมาแล้วนะ ถ้าหากว่าเรามีความเป็นทิพย์ที่เรียกว่าทิพจักขุญาณ ใช้ย้อนอดีตไปดู ก็สามารถรู้ได้ ที่เขาเรียกว่าอตีตังสญาณอย่างหนึ่ง อีกอย่างหนึ่งคือว่า เขาหล่านั้นเคยมีกรรมบางอย่างเนื่องกับเรามา เราอาจเป็นพวก อาจเป็นพ้อง หรือเคยร่วมสมรภูมินั้นมา เขาจะไม่รอให้เราใช้ทิพจักขุญาณ แต่จะเป็นฝ่ายปรับมาหาเราเอง เรากับเขาอยู่กันคนละมิติกัน เรียกอย่างนั้นดีกว่า มันฟังง่ายดี เขาต้องปรับคลื่นเพื่อให้ตรงกับคลื่นของเรา ถ้าเราใช้เอเอ็มอยู่ เขาก็ต้องปรับมาเอเอ็มกับเราน่ะ
ถาม : ทหารพวกนั้นยังไม่เกิดใช่มั๊ย ?
ตอบ : เวลาของเขามันแค่นิดเดียว ๕๐ ปีของเราเท่ากับของเขาแค่วันเดียว
ถาม : ๕๐ ปี ของเรา เท่ากับเขาวันเดียว ?
ตอบ : อือ ก็คิดดูว่ากี่วัน ไปเจอที่ไหนล่ะ ?
ถาม : เห็นกันทั้งคันเลยครับ จะมืดอยู่แล้ว
ตอบ : ที่ไหน ?
ถาม : กาญจนบุรี
ตอบ : กาญจนบุรีตอนอาตมาอยู่ที่นั่นก็เจอวันดีคืนดีก็จะมีประเภทกองทัพประจัญบาน เสียงโห่ เสียงแห่ เสียงช้างม้า อาวุธกระทบกัน สนั่นหวั่นไหวไปหมดเลย แต่ได้ยินแต่เสียง ไม่เห็นตัว แล้วบางทีทหารที่เข้าเวรก็วิ่งตาเหลือกตาปลิ้นเข้ามาเลย บอกว่ามีคนแต่งตัวนักรบโบราณสะพายดาบ เขาเองน่ะหลับยาม พวกกระโดจากหลังคา พาอาวุธมาฟันซะจมเลย ประเภทหวดทีเดียวดาบจมทั้งอันเลย เขาเองก็คิดว่ากูตายแน่ตกใจก็วิ่งเลย ความจริงเขามาปลุกไม่ให้หลับเวร ยังมีสภาพนั้นอยู่บ่อย ๆ เพราะว่าพื้นที่ของกองพลที่ ๙ ค่ายสุรสีห์ ตอนนั้นเค้าใช้ชื่อค่ายกาญจนบุรี มันเป็นพื้นที่รบเก่าอยู่ สมัยสงครามเก้าทัพลงตรงนั้นห้าทัพ
ถาม : พระนเรศวรนี่เสียชีวิตแล้ว ตอนนี้มาเกิดแล้วใช่มั๊ยครับ ?
ตอบ : ก็ต้องเรียกว่า เกิดจนจะตายอยู่แล้ว (หัวเราะ)
ถาม : ประชาชนที่มาสักการะพระรูปพระนเรศวรนี่ ?
ตอบ : ยังมีผลอยู่ บุคคลสำคัญเป็นที่เคารพนับถือของคน ถ้าหากว่าท่านไปเกิดในภพภูมิใหม่แล้วจะมีเทวดา หรือว่าพรหมที่มีอานุภาพใกล้เคียงกันรับหน้าที่นั้นแทน ท่านจะรับหน้าที่แทน แต่ว่าจริง ๆ แล้วท่านเป็นองค์แทนไม่ใช่องค์จริง ถ้าหากว่าองค์จริงกลับไปสู่ลักษณะนั้นอีกที ก็รับงานตัวเองคืนไป
ถาม : หมายความว่า อย่างสมเด็จเตี่ย มีรูปทั้งหมดหลายแห่ง ก็แสดงว่าต้องมีเทวดา ?
ตอบ : ไม่ใช่องค์เดียว ถ้าหากว่าสมเด็จเตี่ยนี่ท่านยังอยู่ ท่านก็รับภาระหน้าที่ของท่าน แต่ว่าเสด็จพ่อ ร.๕ ก่อนหน้านี้ก็ ท่านท้าวสัจจพรหมรับ เทวดาหรือพรหมท่านมีความเป็นทิพย์ ท่านสามารถแยกเป็นพัน ๆ แ่ห่งได้ในพริบตาเดียว
ถาม : อ้อ ! แบ่งร่าง
ตอบ : สามารถแบ่งร่างไปได้แบ่งความเป็นทิพย์ไปได้ สามารถที่จะสงเคราะห์ได้ทุกที่พร้อม ๆ กัน
</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=images/right.gif> </TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif> </TD></TR></TBODY></TABLE>
WebSnow
05-08-2005, 12:11 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD> ถาม : เคยนั่งสมาธิแล้วมีความรู้สึกว่ามีเงาดำผ่านไปด้านซ้ายแล้วมาจดที่จมูกแล้วเราก็ตกใจสะดุ้งนิดหนึ่ง มันคืออะไรครับ ?
ตอบ : กลัวดี
ถาม : อะไรนะครับ ?
ตอบ : กลัวดี (หัวเราะ) ตอนที่กำลังใจของเราเริ่มเข้าสู่อุปจารสมาธิ มันสามารถรู้เห็นสิ่งต่าง ๆ ได้ คราวนี้ของเราไปตกใจ ต่อไปถ้าหากว่าเกิดอาการอย่างนั้นอีก สักแต่ว่าให้รับรู้ไว้เฉย ๆ อย่าไปให้ความสนใจ หรืออย่าไปกลัวนะ แล้วถึงเวลาถ้าหากว่ายังไม่หายไปไหน ยังอยู่จริง ๆ กำหนดใจถามไปเลยว่าเป็นใคร ต้องการอะไร แล้วจะได้รับคำตอบ
ถาม : ผมเคยถามพระอีกองค์หนึ่ง บอกว่า คือ ตัวผมเอง
ตอบ : ตอบดีมากเลย ในระหว่างที่ใจเป็นทิพย์ มันามารถรู้เห็นสิ่งต่าง ได้ ถ้าตัวเรามันต้องอยู่ข้างใน ยกเว้นเรากำหนดให้ออกไปข้างนอก
ถาม : แต่มีความรู้สึกว่า ตัวผมนั่งดูเงาดำนั่น ไม่ใช่เงาดำนั่นดูตัุวผม ไม่ใช่
ตอบ : มันใช่ของท่าน ไม่ใช่ของอาตมา คือถ้าท่านนั้นบอกว่า ตัวของเรา ก็ใช่องท่าน แต่ไม่ใช่ของเรา (หัวเราะ) ฟังยากมั๊ย ! คือท่านว่าใช่ก็เรื่องของท่านเหอะ แต่เรารู้ว่าไม่ใช่ก็แล้วกันไป ต่อไปกำหนดใจให้รับรู้ไว้เฉย ๆ ว่าเขามา ถ้าหากว่ายังไม่หายไป ก็กำหนดใจถามว่าต้องการอะไร หรือเป็นใคร มาจากไหนจะได้รับคำตอบเอง
ถาม : ตอนนี้ไม่มาแล้ว
ตอบ : เขามาเฉพาะตอนนั่งนี่ บางทีเราอาจะอยู่ในบริณเขตของเขา พอถึงเวลาอาจติดต่้อได้ ก็เลยโผล่มา ถ้าเราพ้นเขตเขาไป ก็ไม่ยุ่งด้วยแล้ว
ถาม : คำว่าพ้นเขตนี่ไม่ได้หมายความว่า
ตอบ : คือไม่ได้อยู่ในบริเวณที่เป็นพื้นที่ของเขาน่ะ
ถาม : ปกติก็นั่งอยู่ที่บ้านอยู่แล้ว
ตอบ : ถ้าอย่างนั้นก็ลองดูใหม่ ถ้ากำลังใจมันตกตรงจุดนั้นมันก็ได้อีก ให้ระวังไว้อย่างหนึ่งว่า ถ้าเราต้องการจะรู้จะเห็น จะทำให้รู้เห็นลำบากเพราะว่าตัวอยากมันบังหน้า ให้เรากำหนดใจว่าต้องการรู้เห็นเรื่องอะไรแล้วลืิมความต้องการนั้นไปเลย มีหน้าที่ภาวนาอยา่งเดียว ตั้งหน้าตั้งตาภาวนาอย่างเดียว จะเห็นหรือไม่เห็น เรื่องของมัน อย่างนี้จะเห็นได้เร็ว แต่ว่าถ้าหากว่าเราไปตั้งใจว่า จะเห็น จะเห็นมันไม่ค่อยได้เห็นหรอก
ถาม : คือตั้งจิตว่าอยากจะเห็นอะไร ก่อนที่นั่ง ใช่มั๊ยครับ ?
ตอบ : ใช่ เสร็จแล้วลืมความต้องการนั้นซะ แล้วก็นั่งภาวนาของเราไป
ถาม : ภาวนาพุทโธอะไรก็ได้ใช่มั๊ยครับ ?
ตอบ : แล้วแต่ที่คุณถนัด คราวที่แล้วทำยังไงแล้วเห็น คราวนี้ก็ว่ายังงั้น
ถาม : ที่ทำอยู่ก็คือ หายใจเข้า หายใจออก ในกรณีที่เรานั่งแล้ว รู้สึกว่าเราวิ่งฝ่าพายุ ตรงนี้มีอะไร ?
ตอบ : เป็นอาการปกติ เพราะิสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ มันเกิดขึ้นมาเสมอ ๆ สำหรับนักปฏิบัติ เรารับรู้ไว้เฉย ๆ อย่าไปสนใจ โดยเฉพาะอย่าไปกลัวมัน จำไว้เลยว่า ความกลัวทุกอย่างที่เกิดขึ้น มันเกิดจากเรากลัวตาย อาตมาเคยถามใจตัวเองมาเยอะต่อเยอะแล้ว กลัวงูมันกัด กัดแล้วเป็นยังไง ตาย ! กลัวเสือมันกัด กัดแล้วเป็นไงตาย ! กลัวผีหลอก ผีมันหักคอ หักคอแล้วเป็นไง ตาย ! สรุปแล้วมันกลัวตายทั้งหมด นักปฏิบัติที่ดี ถ้ายังกลัวตาย คือว่ายังยึด ร่างกายอยู่เอาเอาดีได้ยาก เพราะฉะนั้นเราสักแต่ว่ารับรู้ไว้เฉย ๆ ว่า อาการอย่างนั้นมันเกิดขึ้น
ถาม : เวลาที่ไปไหว้พระขอบารมีก็อย่าได้เที่ยวซี้ซั้วไปขอเหรอครับ ?
ตอบ : เรื่องที่ท่านจะช่วยเราได้มันต้องไม่มากเกินไป เราขาดแค่นี้ท่านช่วยได้ แต่ถ้าเราขาดแค่นี้ (ทำท่าให้ดู) ท่านก็ช่วยไม่ได้ต้องวางเฉยเหมือนกัน เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าเราไม่มีเหตุเพียงพอ ผลนั้นก็ไม่เกิดแก่เรา เราต้องสร้างต้นเหตุของเราให้ดีพอด้วย ขาดนิดหน่อยพอช่วยได้ ขาดมากเกินไปใครจะช่วยไหวเล่า เป็นคุณจะควักช่วยเขาสัก ๕๐ ล้านไหมล่ะ ?
สมัยนั้น หลวงพ่อท่านบอกว่าแกเป็นทหารมาทุกชาติ ฆ่าเขาเอาไว้เยอะ เศษกรรมของปาณาติบาตจะทำให้เจ็บไข้ได้ป่วยบ่อย ให้ไปปล่อยปลาที่เขาขายเพื่อเอาไปฆ่า อย่างน้อยเดือนละตัว จะได้บรรเทาไปได้ก็กราบเรียนท่านว่าการปล่อยปลามันเป็นการต่ออายุไม่ใช่หรือครับ ? ผมไม่อยากอายุยืน แล้วจะไปปล่อยทำไม
ท่านบอกว่า แกเข้าใจผิดแล้ว การปล่อยปลาจะอายุยืนหรือต่ออายุได้ก็ตอนที่มีอุปฆาตกรรมเข้ามาถึง ถ้าอุปฆาตกรรมเข้ามาถึงตอนนั้นล่ะ ปล่อยปลาจะเป็นการตอ่อายุ แต่ถ้าไม่ใช่อุปฆาตกรรมมา เราปล่อยให้เขามีชีวิตรอด ให้ไปเป็นอยู่อย่างสะดวกอย่างสบายต่อไปเราทำอะไรก็สะดวกคล่องตัวไปหมด แล้วมันจะตัดกรรมปาณาติบาตเก่าที่ตามมาทำให้เจ็บไข้ได้ป่วยน้อยลงได้ด้วย นี่ขนาดลดแล้วนะ ถ้าเต็ม ๆ ของมันยังไม่รู้เลยว่าเท่าไหร่
</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=images/right.gif> </TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif> </TD></TR></TBODY></TABLE>
WebSnow
05-08-2005, 12:15 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD> ถาม : หนูเห็นท่านแม่เป็นนักรบด้วยค่ะ
ตอบ : เห็นท่านแม่เป็นนักรบน่ะมันอาชีพของแม่เลย ยังไม่รู้วา่ท่านแม่น่ะฝีมือระดับไหน ท่านยิงธนูทีเดียว ๓ ดอก แล้วแต่ละดอกแยกเป้าได้ด้วย (โอ้โห) ๓ ดอก ๓ เป้าหมาย ยิงได้นะแค่บังคับด้วยนิ้วแค่นั้นเองน่ะ บังคับด้วยนิ้วมันจะแยกไปคนละเป้าที่ต้องการได้เลยแล้ว อีกอย่างหนึ่งที่ชำนาญมากที่สุดก็คือซัดหอกด้วยเท้า ข้าศึกระวังไม่ทันหรอก ฟันกันอยู่ดี ๆ หอกโผล่มาจากที่ไหนไม่รู้ล่ะ หอกซัดนี่เขาจะเสียบไว้ที่ข้าง ๆ ของม้าใช้เท้าคีบซัดขึ้นไป กำลังข้อขนาดไหนนึกเอาก็แล้วกัน ตอนก่อนนี้ หลวงพ่อท่านปรารภว่าจะสร้างรูปท่านแม่ ๓ องค์ ขณะที่ออกศึกให้อาจารย์ที่กรมศิลปากรไปออกแบบไม่ทราบเหมือนกันว่าเขาหมดปัญญาหรือไง มันเงียบไปเฉย ๆ จะสร้างในลักษณะขี่้ม้าออกศึกแต่ละองค์ให้ใช้อาวุธที่ท่านถนัด
ถาม : นี่ขนาดว่าเราควบคุมสติได้นะเจ้าคะ แต่ว่ามือมันไปเอง
ตอบ : ครั้งแรกที่ฉลองพระเจ้าพรหมมหาราชไง พอหลวงพ่อท่านบวงสรวงเสร็จก็บอกผู้การศรีพันธ์ ตอนนั้นท่านยังไม่ได้ติดนายพล ก็ยังเป็นพันเอกอยู่ บอก แดง...เอาธงไทยวิ่งรอบอนุสาวรีย์สัก ๓ รอบวะ โห่ไปด้วย
ปรากฏว่าพอพี่แดงเขาคว้าธงออกวิ่งปั๊บ ไอ้ของเราเหมือนกับมีใครฉุดไปเลย มันตามเขาไปเลย ของเราอยู่ในพิธีเราก็ถอดรองเท้า แต่พี่แดงแกทหารแกเล่นไอ้โอ๊บแกเหยียบตีนเรา (หัวเราะ) มันวิ่งคู่ ๆ กันไป นี่พวกก็ตามหลังกันเป็นพรวน ไอ้เราก็เอ๊ะ...นี่ไม่ใช่ความต้องการของเรานี่หว่า เราก็ปล่อยมือชิ่งตัวออกมา ขนาดชิ่งตัวออกมานี่รู้สึกเลยนะว่ามีกำลังดึงเรากลับ แต่ของเรากำลังเราแข็งพอเราแยกออกมาได้ พี่แดงน่ะถ้าแยกแกแยกออกมาได้แต่ว่าเป็นคำสั่งของหลวงวพ่อก็เลยต้องทำหน้าที่วิ่งต่อ คนอื่นที่กำลังอ่อน ๆ ไม่มีใครแยกออกสักคนไปกันทั้งพรวนเลย
ถาม : หนูก็พยายามบอกตัวเองให้แยกให้ออก อายเขา ๆ
ตอบ : ไม่ได้หรอก ถึงเวลามันไปเอง แล้วงานนั้นน่ะได้เลือดไม่น่าเชื่อ เสาข้างรั้วข้างพระจุฬามณีน่ะ จะเห็นว่ามันเป็นเหล็กสี่เหลี่ยมน่ะนะมันบาดได้ บาดส้นเท้านี่เว่อเลย แล้วพอรุ่งขึ้นหลวงพ่อสั่งช่างปิดทอง ถามว่าทำไม ท่านบอกว่าสีดำเป็นสีขณะออกศึกต้องมีเลือดเซ่น โธ่...เล่นเอาตูไปเซ่น (หัวเราะ) ท่านบอกว่าให้ปิดทองซะ ถ้าปิดทองนี่เป็น ตอนบวชจะได้เบาลง ของเรานี่โดนเซ่นซะส้นเท้้าเว่อเลย ถ้าบาดที่อื่นยังพอไหวยังไง ๆ ก็ไม่ได้กินเราแน่ล่ะ ท่านเล่นนอกข้อนี่ หลวงพ่อท่านบอกว่านอกข้ออกไปนี่กันไม่ได้
ถาม : จริง ๆ แล้วลักษณะอย่างนี้พวกเทวดามิจฉาทิฏฐิ สามารถมาทรงเราได้ไหมคะ ?
ตอบ : สามารถจะทำได้แต่ทว่าขณะเดียวกันว่าไอ้เรื่องอย่าง มันจะต้องมีกรรมเนื่องกันมาจริง ๆ ถ้าไม่มีกรรมที่เนื่องกันมาถ้าเราบอกว่า ไม่ ท่านทำอะไรไม่ได้ เพราะว่ากฎเกณฑ์กติกามารยาทของท่านมีอยู่ ขนาดว่าเป็นร่างทรงประจำของเทวดาองค์นี้แต่ถ้าผีมันมาแทรกก่อน เทวดาท่านก็ไม่ลงท่านถือว่าคนมาก่อนเป็นสิทธิ์ของเขา เขามีมารยาทขนาดนั้น
ถาม : ถ้าอย่างนี้เราก็จับสมเด็จองค์ปฐมตลอดเวลาแล้วทำไมออกมารำได้ยังไงคะ ?
ตอบ : ไ้อ้นั่นมันสันดานเดิม มันไปเอง ความเคยชิน ภาษาวัยรุ่น เขารเียกว่านิสัยถาวร ไม่มีใครละนิสัยถาวรของตัวเองได้ นอกจากรพระพุทธเจ้า ตัวอย่างก็คือ พระสารีบุตรน่ะ นั่นพระอัครสาวกเบื้องขวาในพระสงฆ์ทั้งหมดถือว่าใหญ่ที่สุดแล้วนะ แต่ถึงเวลาที่ ๆ คนอื่นเดินข้ามทา่นกระโดเฉย พระพุทธเจ้าบอกว่าท่านเกิดเป็นลิงมาหลายชาตินิสัยเก่ามันติดมา
ถาม : ผมเคยไปวัดเเขาสมโภชน์น่ะครับ พอดีผมไปหลวงพ่อคงจับผมฝึกน่ะครับ
ตอบ : เป็นไงออกอาการเหมือนเขาไหม
ถาม : ก็ออกนะครับ สัญชาตญาณก็คือทหาร คือเป็นทหารมาหลายชาติ
ตอบ : ท่านบอกแล้วว่าทำตามวิธีของท่านนี่ ไอ้กฏของกรรมเก่าเป็นยังไงมันออกมาหมดแหละ เคยทำอะไรไว้มันก็ทำอย่างนั้น
ถาม : พูดไม่ออกเลยครับ
ตอบ : มันตื้อขึ้นมา คอหอยมันตันหมด ดีไม่ดีน้ำตามันไหลเอาเฉย ๆ (นี่ก็ไหลครับ)
ถาม : ท่านสงเคราะห์ให้เรารู้ว่าเราเคยทำอะไรคะ
ตอบ : ท่านสงเคราะห์ให้เรารู้ว่าเอ็งทุกข์มาเยอะแล้วต่อไป อย่าเกิดอีกเลย (หัวเราะ) เอ๊ะ ตีความคนละอย่างแฮะ จะได้รู้เอาไว้ว่าแต่ละชาติที่เราเกิดมามันทุกข์ยากขนาดไหน ต้องเอาเลือดทาแผ่นดินต้องรักษาผืนแผ่นดินนี้เอาไว้เจ็บตายมาตั้งหลายต่อหลายชาติจนป่านนี้ ก็ยังทุกข์อยู่ควรจะดิ้นรนหนีมันได้หรือยัง ? เป็นนักรบมาทุกชาิติ ชาตินี้ก็รบให้นหัก รบกับกิเลส ใช่ไหม เป็นนักรบของอาณาจักรมาเยอะแล้วตอนนี้ก็เป็นนักรบของพุทธจักรบ้าง
พระพุทธเจ้าท่านเรียกว่า ธรรมเสนา คือ เป็นทหารของกองทัพธรรม เป็นมาทุกชาิติก็เป็นมันซะอีกชาติหนึ่ง แต่เปลี่ยนมาเป็นทหารของกองทัพธรรมแทน รบกับกิเลสคราวนี้ของใครของมัน รบไม่เยอะหรอก ไม่ต้องรบเพื่อคนอื่นรบเพื่อตัวเองก็พอ
ถาม : เวลาเรารบกับกิเลสเราต้องเอาชีวิตเป็นเดิมพันหรือคะ ?
ตอบ : ก็อย่างนั้นแหละ ตายเป็นตาย ถ้าหากมันไม่ตายเราก็ตาย ต้องอย่างนั้นเลย ถ้าไม่เด็ดขาดขนาดนั้นกินมันยาก ไอ้พวกนี้ลูกอ้อนมันเยอะ ไอ้กิเลสนี่มันอ้อนสะเด็ดยาดเลย ไอ้ประเภทอย่าเพิ่งเลยน่า...อยู่กันก่อนอีกนิดเหอะ
ถาม : การที่เราจะปฏิบัติให้มั่นคงหรือเฉียบขาดแสดงว่าต้องมีสัจจะ เด็ดเดี่ยวมั่นคงใช่ไหมคะ ?
ตอบ : คือบารมีทั้ง ๑๐ ตัวต้องมีครบถ้วน ตัวใดตัวหนึ่งถ้านำหน้าอีก ๙ ตัวตามมาหมด เพราะเรื่องของสัจจะบารมีก็ดูได้เลย พวกนี้พูดคำไหนเป็นคำนั้น นัดใครตรงเวลาเป๊ะไม่เคยพลาดหรอกมีแต่ก่อนไม่มีหลัง ไอ้คนนัดแล้วผิดเวลานี่สัจจะบารมีพร่องแน่ ๆ เลย
ถาม : แล้วคนบำเพ็ญสัจจะบารมีเนี่ยสามารถที่จะว่าใคร ก็เป็นวาจาสัตย์ใช่ไหมครับ ?
ตอบ : ถ้าหากว่าทรงตัวจรีิง นี่มันเหมือนยังกับพระร่วงน่ะ มีวาจาศักดิ์สิทธิ์พูดอะไรเป็นอย่างนั้นจริง ๆ แล้วคนที่ำทำถึงระดับนั้นแล้ว ต้องถนอมปากถนอมคำ ไม่อย่างนั้นยุ่ง
</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=images/right.gif> </TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif> </TD></TR></TBODY></TABLE>
WebSnow
05-08-2005, 12:15 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width=15 background=images/left.gif></TD><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD> ถาม : ประวัติพระร่วงเป็นยังไงครับ ?
ตอบ : ประวัติพระร่วงเป็นยังไง ? เกิด แก่ เจ็บ ตาย จบ (หัวเราะ) อ้าว กินความครบเลยใช่ไหม ?
ถาม : ว้า อย่างนี้ถ้าเกิดถามประวัติท่านแม่ศรีก็ตอบอย่างนี้สิคะ ?
ตอบ : (หัวเราะ) เรื่องที่เลยมาแล้วตามคิดถึงไม่มีประโยชน์ ยกเว้นอย่างเดียวคือดูไว้เป็นบทเรียนของเรา แต่ละชาติแต่ละภพเกิดมา รวยที่สุดก็รวยแล้ว จนที่สุดก็จนแล้ว มีอำนาจมากที่สุดก็มีแล้ว ด้อยวาสนาที่สุดถึงขนาดที่เป็นขอทานอดตายข้างทางก็มีแล้ว แล้วแต่ละชาติมีชาติไหนที่เราไม่ทุกข์บ้าง ปัจุบันของเราชาตินี้ เราเกิดอยู่เราก็ทุกข์อีก อนาคตข้างหน้าเกิดใหม่ก็ทุกข์ต่อไป ควรจะตัดสาเหตุของมันได้สักทีหรือยังล่ะ ?
ถาม : เวลาที่เราไปปล่อยปลาแล้วคนเขาไปเก็บของเรามาขายต่ออย่งนี้ล่ะครับ ?
ตอบ : เราปล่อยบุญเป็นของเราแล้ว อานิสงส์เป็นของเราแล้ว ไอ้คนตามเก็บมันกำลังก่อเวรใหม่ ปล่อยมันเถอะ ถ้าเกิดว่าห้ามปรามได้ก็เมตตาห้ามปราม แต่ถ้าห้ามไม่อยู่จริง ๆ ก็ปล่อยวาง มันอยากลงขุมไหนปล่อยมันไป
ถาม : ลูกสวดมนต์ทุกวัน ทำไมใจมันไม่เห็นจะสบายเลยเจ้าคะ ?
ตอบ : เราเองสวดจริง ๆ หรือเปล่าล่ะ ปากมันสวดแล้ว ใจนึกอะไรอยู่ ?
ถาม : คือ หนูมักจะเศร้าหมองอยู่น่ะเจ้าค่ะ
ตอบ : นั่นแหละ มันตั้งอารมณ์ผิด อารมณ์ใจขณะที่สวดมนต์ อารมณ์ใจต้องอยู่กับพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์จริง ๆ เราว่านะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ คำแปลก็คือ ข้าพเจ้าขอนอบน้อม ต่อองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น กายเราน้อมตามวาจา จิตของเราน้อมตามวาจาไปหรือเปล่า ? พุทธัง สรณังคัจฉามิ ข้าพเจ้ายึดพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง มันยึดจริง ๆ หรือเปล่า ? หรือว่ายึดแต่ปาก ?
ถาม : แต่พอทำถึงตอนหนึ่งมันชอบร้องไห้
ตอบ : อย่างนั้นก็จงร้องต่อไป ถ้ามันอยากร้องปล่อยมันร้องให้เต็มที่ไปทีเดียว นะ บางทีมันเป็นตัวปีติของขุทกาปีติมัน ถ้าหากเราไปห้ามเอาไว้ทำถึงตรงนั้นเมื่อไหร่มันก็ร้องเมื่อนั้น อาจจะไม่ใช่ตัวเศร้าหมองอะไรหรอก มันอาจจะเป็นตัวปีติ ลองซัดให้มันเต็มที่สักทีสิ ปิดห้องให้ดีก่อน เดี๋ยวคนเขาตกใจ เตรียมทิชชุไว้สักกล่องหนึ่ง ปล่อยให้มันเต็มที่สักทีเดี๋ยวมันเลิกไปเลย อย่าให้ขายหน้าแบบอาตมาแล้วกันดันไปร้องกลางบ้านสายลม คนเป็นพัน อารมณ์ใจมันขึ้นอีตอนนั้นพอดีน่ะ ตั้งใจจะกลั้นเอาไว้ คิวด่ากลั้นได้แน่ไม่เป็นไร
ปรากฏว่าพอตั้งท่าจะกลั้น หลวงพ่อท่านบอกว่า ปล่อยมันเต็มที่ไปเลยลูก ถ้าไปกลั้นเอาไว้ถึงตรงนี้มันก็เป็นอีก ตั้งแต่นั้นมาก็ซัดมันแตั้งแต่เช้ายันบ่ายสี่โมง เช็ดหน้าจนแสบไปหมดน่ะ วันนั้นหน้าคงบางไปเยอะเลย ปกติเป็นคนหน้าหนามาก (หัวเราะ)
ถาม : แล้วอาการอย่างนี้จะเกิดขึ้นนานหรือเปล่าคะ ?
ตอบ : แล้วแต่บางคน อย่างอุเพ็งคาปีติของอาตมาโดนเกือบ ๓ เดือน มันหกคะเมนตีลังกาโลดโผนของมันไปเรื่อยน่ะ มันจะมากจะน้อยขึ้นอยู่กับคน ตัวที่เกิดนานก็มีอุเพ็งคาปีติกับโอกกันติกาปีติ หกคะเมนตีลังกาไปลอยไปอะไรไปมันว่าของมันไปเดือน ๆ กว่ามันจะเลิก แต่ตัวอื่น ๆ มันป๊อบแป๊บบ ๆ มันก็ผ่านได้แล้ว ตัวผรณาปีติตัวสุดท้าย มันเกิดขึ้นพร้อมกับอุเพ็งคาปีติ
ตอนนั้นโดนหลวงพี่โอท่านแกล้ง นอนเฝ้าหน้าห้องหลวงพ่อท่านอยู่ เป็นพระองค์เดียวที่เฝ้าหน้าห้องหลวงพ่อด้วยวิธีนอน นอนภาวนา ตีโปงอยู่ หลวงพี่โอมาถึงท่านก็เอานิ้วจิ้มหัว แหมท่านนี่เอาแต่ภาวนาจังเลยนี่ พอท่านจิ้มปั๊บตัวมันลอยพั่บขึ้นมา ไอ้ของเราใจมันก็ยั้งปุ๊บเลยว่า เฮ้ย ไม่ได้ เดี๋ยวคนเขาแตกตื่นกันทั้งวัดหรอก มันลอยพ้นพื้นขนาดมือสอดได้ แต่เราเอาจีวรตีโปงอยู่ พี่โอเขาเลยไม่ได้สังเกต ใช่ไหม ทีนี้มันเกิดอาการว่า เหมือนกับตรงที่ท่านจิ้มนี่หัวเราเป็นรู แล้วมันมีของไหลจากข้างในออกมาซู่ เหมือนยังกับลมมันออกน่ะ พอมันไหล ๆๆ ออก มันเหมือนกับว่ามันออกไม่ทันใจมันก็ออกซ้ายออกขวา ออกหน้าออกหลัง ทั้งตัวพรุนเป็นฝักบัวไปเลย มันไหลซู่ซ่า ๆ ของมันอยู่ตลอด ไอ้เราก็ดู เออ...ไอ้ตัวนี้มันตัวปีติ
หลวงพ่อเคยบอกไว้แล้วอาการแบบนี้ ไม่กลัวมันหรอก ก็กำหนดใจรู้ไว้เฉย ๆ มันเป็นของมันอยู่พักใหญ่เกือบชั่วโมง มันก็แปะลงกับพื้นของมันตามเดิม หมดลม แฟบ (หัวเราะ) นั่นล่ะ เต็มที่ทีเดียวจบ
ถาม : ต้องเกิดทุกคนเลยเหรอครับ ?
ตอบ : ถ้าหากว่าวิสัยพุทธภูมิมากอ่นนี่จะพบทุกตัว ถ้าไม่ใช่วิสัย บางทีก็เป็นแค่อย่างสองอย่าง ๓ อย่าง ๔ อย่าง คนที่ปรารถนาพุทธภูมิคือ จะเกิดเป็นพระพุทธเจ้าไปสอนเขา ถ้ารู้ไม่ครบมันสอนลูกศิษย์ไม่ได้ต้องเจอให้ครบ
ตัวที่อยากเตือนก็คือว่า เราได้ฌานได้สมาบัติแล้วจะพ้นปีติน่ะไม่ใช่หรอก ถ้ามันจะเจอตัวใหม่กำลังมันจะลดลงไปเจอเอง อยู่ ๆ มันลดพรวดลงไปเหลือ แค่ปีติน่ะ แล้วมันก็เป็นปีติตัวใหม่ขึ้นมาเลย สังเกตมาตั้งแต่ครั้งแรก ๆ เป็นอย่างนี้ทุกที พอข้ามปีติเป็นสุขมันก็เป็นฌานไปเลยใช่ไหม ? แต่คราวนี้อยู่ ๆ กำลังมันถอยลงมาเจอตัวใหม่เอง ไม่ได้อยากจะเป็นเลย พอเราเข้าฌานคล่องถึงเวลา ก็โดดปั๊บไปเลย โดดปั๊บไปเลยมันข้ามขั้นไปเลยไง นี่มันถอยของมันมาเองบังคับมันก็ไม่ไ้ด้ มันอยากจะเป็น
ถาม : แล้วที่บอกว่าคนที่ปรารถนาพุทธภูมิ ต้องมีใจรักพระนิพพาน นี่หมายถึงว่าเขาจะต้องทำยังไงหรือไม่ ?
ตอบ : รู้มากกว่าเราหลายเท่า
ถาม : จำเป็นจะต้องไปเจอหรือ ?
ตอบ : พระโพธิสัตว์ตั้งแต่อุปบารมีตอนปลายนี่ท่านไปนิพพานเป็นปกติ ไปสำรวจมันซะทุกซอกทุกมุม ไม่งั้นบอกลูกศิษย์ไม่ถูก
ถาม : แล้วคนที่บอกว่าไม่เคยไปพระนิพพานแต่บอกว่าปรารถนาพุทธภูมินี่ ?
ตอบ : ยังห่างลิบเลยจ๊ะ (หัวเราะ) ปรารถนาพระโพธิญานแล้วยังไม่เคยไปพระนิพพานนี่ยังห่างลิบเลย อย่าเพิ่งท้อ สมัยนี้เครื่องทุ่นแรงเยอะ (หัวเราะ)
ถาม : เด็กที่บ้านหนู่น่ะค่ะ เขาชอบทำความสะอาดพระพุทธรูป
ตอบ : ทำไปเถอะจ๊ะ ท่านไม่รำคาญหรอก (หัวเราะ) ถ้าวันไหนท่านบอกพอซะทีสิโว้ย แล้วค่อยหยุดทำไปเถอะ สมัยก่อนก็ทำอย่างนี้เหมือนกัน เพราะว่าโรงครัวมันอยู่ติดกับห้องพระ แล้วเสร็จแล้วไอ้อ้านบนที่ติดกับเพดานเราไม่ได้ตีฝ้า พอทำครัวไอน้ำมันก็วิ่งข้ามมา เรารำคาญแทนพระ จับพระอาบน้ำเป็นปกติเลย ประเภทละลายน้ำยาล้างจานเป็นกาละมัง ๆ แล้วอุ้มพระลงไปเอาฟองน้ำขัดเลยล่ะ ทีละองค์ ๆ แล้วก็เอาขึ้นมาเช็ดให้แห้ง พอแห้งดีแล้วค่อยจับเข้าที่ ทำอย่างนั้นประจำเพื่อความสบายใจ
ถาม : ทำได้ใช่ไหมคะ ?
ตอบ : ทำได้ ทำไปเถอะ ทำความสะอาดพระนี่ทำเท่าไหร่ก็ดีเท่านั้น จะมีอยู่ ๓ ฤทธิ์ นรฤทธิ์ เทพฤทธิ์ พลฤทธิ์ ๓ ฤทธิ์นี่สร้างความปวดกะโหลกให้อาตมาตลอด เทพฤทธิ์ยังน้อย พลฤทธิ์สิ โอ้โห เล่นกรรมฐาน ๔๐ บวกสติปัฏฐานสูตรทุกขั้นตอนเลย แล้วเขาถามเอาความรู้จริง ๆ นะ จิตเขาละเอียดถึงขนาดเขาตั้งคำถามว่า วาโยกสิณ อากาศกสิณ กับ อากาสานัญจายตนฌาน มันต่างกันตรงไหน เป็นเรา ๆ คิดคำถามงี้ได้ไหม ? คุณพลฤทธิ์ รอดรักษา นั่นแหละ พอเขาได้รายละเอียดทั้งหมดแล้วเขาก็ขึ้นเขาไปเลย ออกมาอีกทีนี้เหาะไม่ได้ไม่มาหรอก เขาเอาอาตมาเป็นเครื่องประกันความเสี่ยง ของเราเองบางอย่างเราคลำอยู่ตั้งหลาย ๆ ปีกว่าจะผ่านมันถามแป๊บเดียวน่ะ แล้วดันเชื่อซะด้วยว่าเราทำได้จริง จด ๆ รายละเอียดไปจนเกลี้ยงเลย แล้วเสร็จแล้วก็ไปทำ เขามั่นใจว่าไม่ผิดแน่
ตอบได้ไหม ถามว่า วาโยกสิณ อากาศกสิณ กับอากาสานัญจายตนฌานต่างกันตรงไหน ? (หัวเราะ) มันต่างกันตรงอาการของมัน วาโยกสิณเราจับอาการความเคลื่อนไหว อากาศกสิณเราจับความว่าง อากาสานัญจายตนเานเรา จับความไม่มีขอบเขตของอากาศ ไอ้ของเรานี่ถ้าไม่เคยเดินเฉี่ยว ๆ ตำรามานี่วันนันตายเลย โอ้โห คำถามแต่ละคำถามเขาเอาตายเลย จิตเขาละเอียดมาก ละเอียดจนเชื่อว่าเขาทำได้มาก มากจนสามารถจะตั้งคำถามประเภทนี้ขึ้นมาได้ แล้วเขาเป็นคนที่เอาจริงเอาจังกับการปฏิบัติ
</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=images/right.gif> </TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif> </TD></TR></TBODY></TABLE>
WebSnow
05-08-2005, 12:16 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width=15 background=images/left.gif></TD><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD> ถาม : ที่ทิเบตเขาบอกอากาศไม่ค่อยดีนะครับ
ตอบ : ที่ทิเบตอากาศมันบางเพราะพื้นที่สูงกว่าระดับน้ำทะเล ประมาณ ๗ กิโลเมตร แล้วจะเอาอะไรหายใจ ไปที่โน่นจะป่วยเป็นโรคขาดอากาศ เดินเร็วไม่ได้ ทำอะไรรุนแรงไม่ได้ ต้องเป็นคนเรียบร้อยค่อย ๆ ทำ ตอนนี้อากาศหนาวมาก ออกจากรถบัสหรือเครื่องบินก็ตัวแข็ง
ถาม : เวลาเราคิดถึงใคร คนนั้นเขาจะรู้ได้หรือเปล่าคะ ?
ตอบ : การที่เราตั้งใจคิดถึงใคร ถ้าบุคคลนั้นได้เจโตปริยญาณ เขารู้แน่นอน เพียงแต่ว่าจะให้ความสนใจในสิ่งนั้นไหม จำไว้ให้ขึ้นใจว่า เรื่องของอภิญญา เรื่องของสมาบัติ ไม่ใช่เรื่องที่เราจะมาแสดงเพื่อเรียกร้องความสนใจของใคร การทำงาน วาระและเวลาต่าง ๆ ของท่าน จะใช้ไปเฉพาะหน้าตลอดเวลา อาจะต้องสงเคราะห์ใครบางคนอยู่ขณะที่เราคิดถึงท่าน แล้วท่านจะไม่มีเวลามาสนใจกับเราหรอก เอาเวลาไปสงเคราะห์คนที่เข้าถึงธรรมดีกว่าไอ้ที่จะมาอวดว่า เฮ้ย... ข้ารู้นะเว้ยว่าเอ็งคิดอะไร มันเสียเวลาเปล่า
ประคับประคองมันเอาไว้โดยเฉพาะการอยู่กับลมหายใจเข้าออก ถ้าตราบใดที่สติมันยังอยู่กับลมหายใจเข้าออก สมาธิมันคลายตัวอารมณ์นันก็จะทรงตัวอยู่ เมื่อใดที่เราเผลอสติหลุดจากลมหายใจเข้าออก เมื่อไหร่มันก็สลายไป ยกเว้นว่าเรามีความคล่องตัวในการทรงฌาน ถึงขนาดที่เรียกว่า จะเข้าฌานระดับใดก็ได้เมื่อใดก็ได้ ถ้าอย่างนั้นก็พอที่จะอาศัยได้ แต่ก็ยังประมาทไม่ได้อยู่ดี เพราะเราประมาทเมื่อไหร่บางทีอารมณ์ฝ่ายไม่ดี มันแทรกเข้ามาเราอาจจะตีคืนไม่ได้ก็ได้ ปกติถ้ามันทรงตัวไม่ภาวนามันก็รู้ของมัน แต่ว่า...เอากำไรหน่อยสิ
ถาม : ต้องเริ่มใหม่ไหมครับ ?
ตอบ : ไม่ต้องทำใหม่หรอก ยอ้นเก่าก็ได้ การพิสูจน์น่ะ พระพุทธเจ้าท่านสอนวิธีการให้แล้ว เพียงแต่ว่า ความสามารถของเราไม่พอ หรือว่าขาดความมั่นใจเท่านั้นเอง ใช่มั้ยล่ะ ? ฝึกทิพจักขุญาณไม่เห็นจะยากตรงไหน ? ฮึ หรือไม่ก็ไม่ดู ลักษณะการหมุนเวียนโคจรของดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ของอะไรน่ะ ลักษณะเดียวกัน มีขึ้นมีตก แต่ว่าอันนี้มันไม่ใช่ของแปลกสำหรับเรา แต่ว่าการเวียนตายเวียนเกิดนี่ จะต้องใช้ความเป็นทิพย์ในการพิสูจน์
ขนาดปู่ย่าตาทวดของเราลงมาถึงเรายังมีอยู่แล้ว ก็ลูกหลานเหลนโหลนของเราก็มีอยู่ ถ้าหากว่าไม่ใช่คนขี้สงสัยจริง ๆ ก็ไม่จำเป็นต้องใช้ปัญญามากมายอะไร ก็เห็นอยู่เป็นปกติอยู่แล้ว ถ้าขี้สงสัยจริง ๆ ต้องเอาให้ได้อย่างน้อยวิชชาสองนะ ถ้าหากอย่างกลางก็อภิญญาห้า หนัก ๆ หน่อยก็เล่นปฏิสัมภิทาญาณไปเลย ปฏิสัมภิทาญาณทำง่ายกว่าอภิญญา เพราะว่าใช้พื้นฐานของกสิน ๙ กอง แต่ปฏิสัมภิทาญาณได้ยากกว่าอภิญญามหาศาลเลย เพราะว่าปฏิสัมภิทาญาณกำลังคลุมได้ทั้งอภิญญาหก ทั้งวิชชาสาม ทั้งสุกขวิปัสสะโก เมื่อความสามารถสูงขนาดนั้นต้องระมัดระวังในการใช้เป็นพิเศษ
ดังนั้น ผู้ที่ได้ปฏิสัมภิทาญาณ จะใช้ได้ก็ต่อเมื่อกำลังใจเข้าถึงพระอนาคามีแล้วเท่านั้น เพราะว่าเข้าถึงพระอนาคามีนี่ตัวโลภ ตัวโกรธ ตัวรักหมดแน่ ๆ หลงน่ะยังหลงอยู่นิดเดียวคือคิดว่าความเป็นพระอนาคมีแค่นี้ก็พอแล้ว นอนพักมั่งก็ได้ อะไรอย่างนั้น ใช่มั้ย ? แต่ความจริงถ้าท่านทำต่ออีกก็หน่อยเดียวเท่านั้นเอง
ดังนั้น ปฏิสัมภิทาญาณจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อกำลังใจเข้าถึงความเป็นพระอนาคามี ไม่อย่างนั้นแล้วจะฝืนกฎของกรรม โดยเฉพาะนิสัยอย่างพวกเราเห็นคนลำบาก เดี๋ยวก็ไปช่วยเขาเห็นมันเดินมาประเภทขาลีบ มือหงิก แค่เราคิดให้หาย มันหายเลยนะ เพราะความคล่องตัวในตัวกสิณ ตัวอภิญญาแค่ตั้งใจให้ธาตุสี่ประสานเสมอกัน อาการเจ็บป่วยของเขาจะหายหมด แต่เราไม่ได้ดูไปว่าเขาเจ็บไข้ได้ป่วยเพราะในอดีตทำกรรมอะไรมา เราเป็นผู้ฝืนกฎของกรรม ทำให้ระเบียบของโลกของจักรวาลบรรลัยหมด ภพภูมิไหน ๆ เราก็ไม่สนใจ ความสามารถมันถึงใช่มั้ย ? ก็เลยจำกัดเอาไว้ว่า ถ้าหากว่าจะทำ จะใช้ความสามารถปฏิสัมภิทาญาณได้ ต่อเมื่อเป็นพระอนาคามีขึ้น
แล้วอีกข้อหนึ่ง อย่างอภิญญาหก ก็ไม่ใช่ว่าจะใช้ได้ทั่วไป ถ้าเป็นอภิญญาหกจริง ๆ ท่านรู้ว่าสมควรจะใช้อย่างไร ? เพราะว่าจะเป็นอภิญญาหกได้ ต่อเมื่อเป็นพระโสดาบันขึ้นไป คืตัวสุดท้ายอาสวักขยญาน ทำกิเลสให้สิ้นไปได้ ถ้าไม่ใช่พระโสดาบันขึ้นไปนี่ไม่สามารถทำกิเลสให้สิ้นไปได้ ถ้าเป็นพระโสดาบันขึ้นไปก็สิ้นได้ส่วนหนึ่ง สกิทาคามีได้อีกส่วนหนึ่ง อนาคามีได้อีกส่วนหนึ่ง อรหันต์นี่สิ้นกิเลสได้ทั้งหมด
คราวนี้ก็ได้แค่อภิญญาห้า กำลังอภิญญาห้า ถ้าหากว่าคุณฝืนกฎของกรรม หรือว่าทำผิดศีล ผิดธรรมอภิญญาจะเสื่อมเลย ต้องไปตั้งหน้าตั้งตา รวบรวมกำลังใจกันอีกขนานใหญ่กว่าจะฟื้น กลับมาใหม่ได้ ถ้าผิดอีกก็เสื่อมอีก ดังนั้นไม่ใช่เรื่องที่จะใช้กันได้ง่า ยๆ สำคัญตรงที่ว่าถ้าหากเราอยากรู้ เราอยากพิสูจน์ เราต้องทุ่มเทฝึกไปเลย
ถาม : แล้วอย่างเดวิด คอปเปอร์ฟิลล์ อย่างไร ?
ตอบ : อันนั้นอภิญญาไม่ใช่มายากล อันนั้นอภิญญาจริง ๆ เขาเองเขาก็บอกตามประวัติเขาไปฝึกกับพระแต่เป็นพระจีน ทางนิกายมหายาน คราวนี้พื้นฐานเก่าเขามีเยอะ พอฝึกสมาธิใจสงบ อภิญญามันคืนมา แรก ๆแกก็แปลกใจ แต่พอใช้ไปใช้มา ความเคยชินอดีตเคยใช้ได้ ปัจุบันนึกอย่างไงเป็นอย่างนั้น แป๊บเดียวมันก็คล่องแล้ว เปิดหลังทีวีหิ้วตัวละครออกมาดูเล่นข้างนอกได้ คนทั่ว ๆ ไปทำได้มั้ยเล่ามายากล ประเทศไหนมันทำได้ ? ประเภทตำรวจไล่ยิงผู้ร้ายอยู่ในจอ มันเปิดหลังทีวีหิ้วผู้ร้ายออกมา ตำรวจยืนงง ในจอมันหายไปแล้วนี่ (หัวเราะ) สนุกดี เครื่องบินโบอิ้งทั้งคัน เขาสามารถทำำให้หายได้ใช่ไหม เอาผ้าคลุมอยู่สองฝั่งของกำแพงเมืองจีน เดินมุดผ้าคลุมไปหายไปทะลุอีกฝั่งหนึ่ง นั่นจริง ๆ ก็คือ กำลังของกสิณ อธิษฐานให้มันมีช่องว่าง แล้วก็เดินผ่านไปแค่นั้น
อาตมาเองไม่ได้อย่างเขายังเดินทะลุประตูฝั่งพม่า มาไม่รู้เท่าไหร่ต่อเท่าไหร่นี่นา มันเปิดตีสี่ครึ่ง แต่เราไปตั้งแต่ตีสี่ เรื่องอะไรจะยืนให้ยุงกิน ก็เข้าไปสวดมนต์ข้างใน ที่หลวงพ่อพระมหามุนีที่เขาทำพิธีสรงพระพักตร์ล้างหน้ากันนั่นแหละ เราก็เข้าไปสวดมนต์ข้างในก่้อน ก็เล่นอิติปิโส ๓ ห้อง ล่อไป ๗ จบ พอตีสี่ครึ่งเขาก็เปิดประตู ทั้งพระทั้งโยมก็กรูกันเข้ามา ครูบาน้อยเขาตามหลังมา เขาถามหลวงพี่เข้ามาอย่างไรครับ ? บอกวิธีเดิม รายนั้นเขาเห็นบ่อยเขาไม่แปลกใจหรอก คนอื่นไปแล้วมันติดกุญแจ เราไปนี่กุญแจมันไม่ติด เราก็เข้าไปเรื่อยนะ
</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=images/right.gif> </TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif> </TD></TR></TBODY></TABLE>
WebSnow
05-08-2005, 12:16 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD> ถาม : เคยไปวัดอนาลโย ที่แท้ยังไง ?
ตอบ : (หัวเราะ) วัดอนาลโยนั่นไม่เจตนา ท่านเจ้าคุณ ท่านอนุญาตแล้ว ไปถึงตีห้าพอดี ท่านเจ้าคุณกำลังสะพายบาตร นั่งรอรถเบนซ์อยู่ ไปถึงก็กราบ ๆ อ้าว คุณมาตอนนี้เหรอ ? ขออภัยนะผมกำลังจะไปฉันเช้าที่เชียงใหม่ (วัดอนาลโยอยู่พะเยา) ผมยกวัดให้คุณเลย ไปจัดการเอาเองก็แล้วกัน อยากจะดูตรงไหน
จุดที่เราอยากที่สุดก็คือ เข้าไปกราบพระแก้วในหอ ในหอพระแก้วเขาจะมีพระแก้วที่แกะสลักมาจากมรกต องค์ประมาณหัวแม่มือ แล้วก็จะมีพระแกะสลักจากบุษราคัมองค์เล็ก ๆ แต่ราคาแพงมาก น่ารักมาก เราก็แหม ไปถึงก็ต้องกราบตรงนั้น เขาเปิดต้องสองโมงครึ่ง ไปถึงตีห้า ไปนั่งรอ สามชั่วโมงครึ่งใช่มั้ย เราไปถึงเขายกให้เป็นบ้านเราแล้วนี่ ก็เปิดมันทั่วเลย เปิดประตู เปิดหน้าต่าง เปิดไฟ พวกทหารที่มันไปตั้งกองรักษาอยู่มันคว้าเอ็มสิบหก วิ่งกันตุบตับ ๆ มาเต็มไปหมดเลย มาถึงมันยืนงง ๆ พระเปิดได้อย่างไง ยังไม่ถึงเวลา เราก็เลยบอกหลวงพ่อท่านอนุญาตแล้ว เขาคิดว่าหลวงพ่อท่านให้ักุญแจเรามาใช่มั้ย (หัวเราะ) ตัวใครตัวมัน
ถาม : คนละเรื่องเดียวกันเลยครับ
ตอบ : (หัวเราะ) คนละเรื่องกัน คือเขาเข้าใจอย่างงั้น เราต้องปล่อยให้เขาเข้าใจอย่างงั้น ว่าไม่ได้ใช่มั้ย ก็เราบอกเมื่อกี้เจอหลวงพ่อตรงนั้นนะ หลวงพ่ออนุญาตแล้ว เขาก็คิดว่าหลวงพ่อให้กุญแจมา ขนาดตู้กระจกที่บรรจุพระนั้นเขาใช้กระจกกันกระสุนนะ ของเขาราคามหาศาล พระแกะจากมรกต พระแกะจากบุษราคัม มีพระทองคำฝังเชร มีช้างม้าทองคำ ต้นไม้ทองคำที่ฝังอัญมณี ราคาเท่าไหร่ ? ขนาดทหารต้องไปตั้งกองรักษาการณ์อยู่ใกล้ ๆ สามคนสี่คนวิ่งมาเหนื่อยเปล่า พระเปิดซะเกลี้ยง ทุกซอกทุกมุมเลย
แล้วไปอีกที่หนึ่งก็วัดหลวงปู่ครูบาวงศ์ ไปถึงเขาฉันเพลกันพอดี ไม่มีพระเจ้าหน้าที่อยู่เลยสักองค์ หลวงปู่ก็ไม่อยู่ แล้วต้องการวัตถุมงคลหลวงปู่ จะทำยังไง เปิดตู้ขายเองเลย ราคาติดไว้แล้วนี่ ก็ขายให้ตัวเองนี่แหละ รับเงินแล้ว ก็กอง ๆ ไว้ในตู้ ปิดตู้ให้เขาเสร็จก็กลับ (หัวเราะ) เจ้าหน้าที่เขามาคงงง ๆ ว่า เงินมันโผล่มาจากไหน กอง ๆ อยู่นั่นน่ะ น่าสนุกมั้ย (หัวเราะ) ลองทำดู เป็นลูกขุนแผน ไอ้วิชาขโมยมันต้องทำได้
ถาม : คาถาอะไรฮะ ?
ตอบ : คาถา นะ มะ พะ ทะ ถอยหลังเป็น ทะ พะ มะ นะ ตัวคาถาน่ะ ไม่สำคัญ สำคัญตรงทำใจ ตัวตรงทำใจก็คือ ความรู้สึกของเรา ต้องคิดว่ามันไม่ติดกุญแจอยู่ โยมลองจับประตูที่ไม่ได้ล็อกนะ แล้วบิดประตูลูกบิดน่ะ ใจเราสบายอย่างไร บิดไปเฉย ๆ อย่างไง ต้องทำอย่างงั้นนะ คือ ให้ใจมันอยู่ลักษณะเดียวกัน ถ้าทำอย่างนั้นนะ หลุดแชะทุกดอกเลย
คราวนี้ ปีนั้นก็คิดว่า เคี่ยวเข็ญพระเขาหน่อย ทั้งกาแฟ ทั้งโอวัลติน ทั้งคอฟฟี่เมตอะไร ยัดเข้าห้องหมด ล็อกกุญแจ อยากกินไปเปิดเอาเอง ห้ามใช้กุญแจ และห้ามงัดแงะด้วย อดหัวโตเลย (หัวเราะ) ถ้าหากว่าไม่เคี่ยวเข็ญขนาดนั้น ก็ไม่ค่อยเอาดีกัน น่าสนุกมั๊ย ?
ไปฝึกที่โน้นนะจริง ๆ แล้วมันเหมือนกับไม่ทำอะไร เพราะว่าปล่อยให้รับผิดชอบกันเอง ไปภาวนาเอา ไปทำเอา มีเทปมีหนังสืออ่านเอา ฟังเอา ถ้าตรงไหนตีความไม่ถูกหรือทำต่อไม่ได้ มาถามจะบอกให้ เพราะหลวงพ่อสอนเรามาแบบนี้ สอนแบบสอนผู้ใหญ่ ในเมื่อท่านสอนแบบสอนผู้ใหญ่ ให้รับผิดชอบเอาเอง เรามันถนัดแบบนี้ ถึงเวลา ลูกศิษย์ก็ต้องอย่างงั้น ถึงเวลา คุณก็ต้องไปอ่านตำราเอา ไปฟังเทปเอา ทำตรงไหนได้ก็ทำไป เอาหน่อยมั้ย ทะ พะ มะ นะ ถอยหลัง
แต่ว่าจริง ๆ แล้ว ตัวคาถามันทำให้ใจเป็นสมาธิเท่านั้น กำลังใจของเราต้องใช้ความรู้สึกว่ามันไม่ได้ล็อกอยู่ เปิดประตูแบบเดียวกับเรามั่นใจว่า ประตูนี้ไม่ได้ล็อกแน่ แล้วเราเปิดประตูเข้าไป ใจมันสบายมันปล่อยว่างอย่างไง ก็ปล่อยว่างอย่างงั้นแหละ แบบเดียวกันเลย ถ้าเราทำอยา่งนั้นได้ แค่เอื้อมมือแตะ มันก็หลุดเลย
ยังดีนะวันนั้นไปกันเป็สิบใช่มั้ย สิบสามคนใช่มั้ย หมอเพชรด้วย จัดแจงเปิดเลย ก็ท่านบอกแล้วว่า ท่านยกวัดให้เราเลยนะ เราเป็นเจ้าของ เราก็เปิดได้ ฮึ ๆๆเล่นเอาเทหารวิ่งตับแล็บ เพราะมันเปิดได้ยังไง คราวนี้พอเราบอกว่าเมือ่กี้เจอหลวงพ่อ หลวงพ่ออนุญาตแล้ว เขาก็เลยพลอยคิดว่า หลวงพ่อให้กุญแจมา สบาย
ถาม : วัดอะไรฮะ (คนมาใหม่)
ตอบ : วัดอนาลโย วัดใหญ่ที่สุดของพะเยา อยู่ริมกว๊านพะเยา หลวงพ่อไพบูลย์ ท่านเป็นพระธรรมยุต แต่ว่าท่านคบหาพระมหานิกายเยอะมาก เพราะว่าของท่านเอง ท่านก็ติดมาทางฤทธิ์ ทางอภิญญา อะไรเหมือนกัน พวกออกมาทางฤทธิ์ ทางอภิญญา นิสัยมัน ถ้าหากว่าพูดภาษาชาวบ้าน นิสัยนักเลงหน่อย คบหากันง่ายดี ก็คิดดูพึ่งไปถึง ท่านบอกยกวัดให้คุณเลย ไปจัดการเอาเองก็แล้วกัน (หัวเราะ) ตอนนี้เป็นอะไร เจ้าคุณรัตนากรวิสุทธิมั้ง
ท่านไปสร้างตรงนั้นเพราะว่าโดนลองดี เจ้าที่ท่านมาในร่างของมังกร อาละวาดจะไม่ให้ท่านอยู่ ท่านบอกว่า ก็ให้มันรู้ไปว่า จะมีอะไรเกินกว่าคุณพระได้ คุณพระรัตนตรัยถือว่าใหญ่ที่สุด ในเมื่อคุณพระรัตนตรัยใหญ่ที่สุด จะยอมแค่ให้เจ้าที่อาละวาดแล้วเราหนีมัน อายเขาก็ไปฟัดกันที่นั่นจนกระทั่งเขายอม แต่ว่าถึงยอมก็ต้องตั้งศาลให้นะ ไม่งั้นเขาแกล้งคนอื่น ไม่งั้นลูกศิษย์ ลูกหาไปนี่ พ่อแกล้งกระจายเลยต้องตั้งศาลให้เขา ทุกวันนี้ถ้าขึ้นไปจะเจอศาลเจ้าพ่อมังกรเขียว บางคนก็แปลกใจ หลวงพ่อเป็นพระไทยแท้ ๆ ทำไมมีศาลจีน ศาลเจ้าอยู่ในวัดด้วย ไม่ตั้งให้ก็ไม่ได้เขาบังคับ
</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=images/right.gif> </TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif> </TD></TR></TBODY></TABLE>
WebSnow
05-08-2005, 12:17 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD>
โปรดเวไนยสัตว์ (๑) เช้าวันหนึ่ง ขณะที่พระพุทธองค์ประทับอยู่ ณ เวฬุวันวิหาร ทรงตรวจดูโลกด้วยพุทธจักษุ ทอดพระเนตรเห็น สิงคาลกบุตร กำลังนอบน้อมทิศทั้งหลายอยู่ พระพุทธองค์ทรงดำริว่าวันนี้เราจักกล่าวธรรมอันเป็นวินัยของคฤหัสถ์ แก่สิงคาลกบุตร ถ้อยคำนั้นจักมีผลแก่มหาชนจึงเสด็จเข้าไปบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์ทอดพระเนตรเห็นสิงคาลกบุตรตรัสถามว่า เธอทำอะไรหนอ
ในอรรถกถา กล่าวว่าบิดาและมารดาของสิงคาลกบุตรเป็นอุบาสก และอุบาสิกาผู้โสดาบัน มีความเชื่อมันในพระผู้มีพระภาคเจ้ามาก พยายามให้บุตรผู้ไม่มีศรัทธา ไม่มีความเลื่อมใสได้เข้าไปเฝ้าและฟังธรรมเทศนาจากรพระศาสดา แต่ก็ไม่สำเร็จ
สิงคาลกบุตรกล่าวว่า การเข้าไปหาสมณะทั้งหลายย่อมไม่มีแก่ัน เพราะการเข้าไปหาสมณะก็ต้องไหว้ เมื่อก้มลงไหว้หลังก็เจ็บ เข่าก็ด้าน จำเป็นต้องนั่งบนพื้นดิน เมื่อนั่งบนพื้นดินผ้าก็จะเปื้อน จำเดิม แต่เวลานั่งใกล้ย่อมมีการสนทนา เมื่อมีการสนทนาย่อมบังเกิดความคุ้นเคย จากนั้นย่อมต้องนิมนต์ แล้วถวายจีวร และบิณฑบาต เป็นต้น เมื่อเป็นเช่นนั้นประโยชน์ย่อมเสื่อม
บิดามารดาแม้จะสอนจนตลอดชีวิต ก็ไม่สามารถจะทำให้บุตร เข้าใกล้พระศาสนาได้ ก่อนจะสิ้นชีิวิต บิดาให้โอวาทบุตรว่าลูกควรจะลุกแต่เช้าตรู่ แล้วจงนอบน้อมทิศทั้งหลาย ทั้งนี้บิดาประสงค์ว่า หากพระพุทธองค์ หรือพระสาวกทั้งหลายเข้าไปบิณฑบาต ได้เห็นการกะทำเช่นนั้นแล้ว จักได้ชี้แจงให้บุตรเกิดความเข้าใจ ความหมายของการไหว้ทิศในทางที่ถูกที่ควร สิงคาลกบุตรจักไ้ด้บังเกิดความศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา
สิงคาลกบุตรไม่เข้าใจ และไม่ทราบจุดมุ่งหมายของบิดา หลังจากบิดาสิ้นชีวิตแล้ว เขาออกไปประคองอัญชลีมีผ้าเปียก มีผมเปียก นอบน้อมทิศทั้งหลายอยู่ทุกเช้าตามคำสั่งของบิดามาตลอด
พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จออกมาบิณฑบาตตรัสถามความเป็นมาของการกระทำเช่นนั้น สิงคาลกบุตรจึงทูลถึงคำสั่งของบิดาให้ทรงทราบพระพุทธองค์ทรงแนะนำสิงคาลบุตร จึงกราบทูลขอประทานโอกาสให้พระองค์ทรงแสดงการนอมน้อมทิศทั้งหลาย ในวินัยของพระอริยะ
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงการละกรรมกิเลส ๔ ประการ คือ ปาณาติบาต อทินนาทาน กาเมสุมิจฉาจาร และมุสาวาท
ไม่เสพความเสื่อมแห่งโภคะ ๖ คือ อบายมุขทั้ง ๖ ได้แก่ เป็นนักเลงสุราชอบเที่ยวกลางคืน ชอบเที่ยวดูการละเล่น เล่นการพนัน คบคนชั่วเป็นมิตรและเกียจคร้านในการงาน แล้วทรงตรัสการนอบน้อมทิศทั้งหลายว่า
<TABLE height=1 cellPadding=4 border=0><TBODY><TR><TD> มารดาบิดาเป็นทิศเบื้องหน้า </TD><TD> คือทิศตะวันออก</TD></TR><TR><TD> อาจารย์เป็นทิศเบื้องขวา</TD><TD> คือทิศใต้</TD></TR><TR><TD> บุตรภรรยาเป็นทิศเบื้องหลัง</TD><TD> คือทิศตะวันตก</TD></TR><TR><TD> มิตรอำมาตย์เป็นทิศเบื้องซ้าย</TD><TD> คือทิศเหนือ</TD></TR><TR><TD> ทาสกรรมกร</TD><TD> เป็นทิศเบื้องต่ำ</TD></TR><TR><TD> สมณพราหมณ์ </TD><TD> เป็นทิศเบื้องบน</TD></TR></TBODY></TABLE>
นี้คือทิศทั้งหลายในวินัยของพระอริยเจ้าที่ควรนอบน้อมคฤหัสถ์ในตระกูลผู้ไม่ประมา่ท ควรนอบน้อมทิศเหล่านี้จักมีแต่ความเจริญ ไม่มีความเสื่อม
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสดังนี้แล้ว สิงคาลกบุตรขอแสดงตนเป็นอุบาสก ผู้ถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิต จากนั้น พระพุทธองค์จึงเสด็จเข้าไปในกรุงราชคฤห์ เพื่อบิณฑบาต
</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=images/right.gif> </TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif> </TD></TR></TBODY></TABLE>
WebSnow
05-08-2005, 12:17 AM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD>
โปรดเวไนยสัตว์ (๒) ครั้งหนึ่ง พระเจ้าพิมพิสาร มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ให้ส่งทูตไปยังเมืองจำปา แคว้นอังคะ มีรับสั่งให้ โสณโกฬิวิสะ บุตรเศรษฐีมาเฝ้า ดุจมีพระราชกรณียกิจบางประการ โสณะออกเดินทางพร้อมกับชนชาวอังคะจำนวนหนึ่ง มาเฝ้าตามพระราชดำรัส ครั้นมาถึงและถวายบังคมแล้ว พระเจ้าพิมพิสารทรงแนะนำชนชาวอังคะเหล่านั้น ในประโยชน์ปัจจุบัน และรับสั่งให้ชนเหล่านั้น ไปเฝ้าพระศาสดา เพื่อพระพุทธองค์จักทรงสั่งสอนประโยชน์ภายภาคหน้า พวกเขาจึงพากันไปเฝ้าพระศาสดาที่เขาคิชฌกูฏ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงอนุปุพพกถา และอริยสัจ ๔ ชนทั้งหมดได้บรรลุธรรม ณ ที่นั้น ได้ขอแสดงตนเป็นอุบาสกผู้ถึงพระรัตนตรัย
โสณเศรษฐีบุตร มีความคิดว่าบุคคลที่ยังครองเรือนอยู่ จะประพฤติพรหมจรรย์ให้บริสุทธิ์ดุจดังสังข์ที่ขัดแล้ว ทำไม่ได้ง่าย เราพึงปลงผมและหนวดครองผ้ากาสาวะออกจากเรือน บวชเป็นบรรพชิต หลังจากชาวเมืองหลีกไปไม่นานนัก โสณโกฬิวิสะ ได้เข้าไปกราบทูลพระพุทธองค์ของบรรพชาอุปสมบท ครั้นได้รับบรรพชาอุปสมบทในพุทธสำนักแล้วไปพำนักอยู่ที่ป่าสีตวัน ท่านปรารภความเพียร เดินจงกรมจนเท้าทั้ง ๒ แตก สถานที่เดินจงกรมเปื้อนโลหิตดุจสถานที่ฆ่าโค
พระโสณโกฬิวิสะคิดว่า บรรดาสาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าที่ปรารภความเพียร เราก็เป็นรูปหนึ่ง แต่ไฉนจิตเราจึงยังไม่หลุดพ้นจากอาสวะ สมบัติในตระกูลของเรามีอยู่ เราอาจบริโภคสมบัติและบำเพ็ญกุศลได้ เราละลาสิกขาไปเป็นคฤหัสถ์ ใช้สอยโภคทรัพย์และทำบุญดีกว่า
พระศาสดาทรงทราบความกังวลใจของพระโสณะ จึงเสด็จจากเขาคิชฌกูฏ ไปปรากฎตรงหน้าท่านพระโสณะที่ป่าสีตวัน ตรัสว่า โสณะเมื่อเธออยู่ครองเรือน เธอเป็นผู้ฉลาดในการดีดพิณ ก็สมัยใด สายพิณของเธอตึงไป หย่อนไป หรือไม่ตึงไม่หย่อน เธอย่อมรู้ในเสียงนั้น ฉันใด ความเพียรที่เธอปรารภมากเกินไป ย่อมเป็นไปเพื่อความฟุ้งซ่าน ความเพียรที่หย่อนเกินไป ย่อมเป็นไปเพื่อความเกียจคร้าน ดูก่อน โสณะ เธอจงตั้งความเพียรให้สม่ำเสมอ จงตั้งอินทรีย์ให้สม่ำเสมอ และจงถือนิมิตในความสม่ำเสมอนั้น พระโสณะกรทะำตามโอวาทนั้น หลีกออกจากหมู่อยู่ผู้เดียว มีความเพียร ตั้งใจแน่วแน่อยู่ในพระโอวาท ไม่นานนัก พระโสณโกฬิวิสะ ก็ได้เป็นพระอรหันต์รูปหนึ่ง ในจำนวนพระอรหันต์ทั้งหลาย
เมื่อบรรลุอรหันต์แล้ว ท่านพระโสณะได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าที่พระคันธกุฎี ภูเขาคิชฌกูฏ กราบทูลว่า ข้าพระองค์ไ้ด้ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว บรรลุประโยชน์ของตนแล้ว หมดสิ้นกิเลสเครื่องประกอบในภพ หลุดพ้นเพราะรู้โดยชอบ ภิกษุนั้นย่อมเป็นผู้น้อมไปในเนกขัมมะ ๑ ความสงัด ๑ ความไม่เบียดเบียน ๑ ความสิ้นตัณหา ๑ ความสิ้นอุปาทาน ๑ ความไม่หลงใหล ๑
</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=images/right.gif> </TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif> </TD></TR></TBODY></TABLE>
vBulletin® v3.8.0 Beta 3, Copyright ©2000-2008, Jelsoft Enterprises Ltd.