PDA

View Full Version : ฉบับที่ ๒ เดือนเมษายน พุทธศักราช ๒๕๔๗


WebSnow
04-08-2005, 11:32 PM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD>สนทนากับพระเล็ก สุธมฺมปญฺโญ




ที่บ้านอนุสาวรีย์ฯ เดือนธันวาคม พศ.ศ ๒๕๔๓











http://www.palungjit.com/board/attachment.php?attachmentid=26964&stc=1

ตอบ: ยึดมั่นถือมันในการปฏิบัติตน คิดว่าดีกว่าคนอื่นเขา มีความสามารถมากกว่าคนอื่นเขา ก็เลยเกาะไม่รู้ตัว ไอ้เกาะไม่รู้็ตัวนี่ว่าไม่ได้ด้วยนะ ถ้าว่าเดี๋ยวเขาโกรธต้องให้เขารู้ตัวเอง
ถาม : ถือว่าคนเข้าไปทีหลังก็ยังได้เข้าไปหาวัดหรือเปล่าครับ ?
ตอบ: ใครก็ตามที่สามารถนำคนเข้าวัดได้จะดีจะชั่วก็ถือว่าใช้ได้ทั้งนั้น เพราะว่าคนที่เข้าวัดก็เหมือนกับคนที่หิวแล้วเข้าร้านอาหาร ถ้ารสชาติไม่ถูกใจเดี๋ยวเขาหาร้านใหม่ของเขาเองแหละ เดี๋ยวก็ไปเจอไอ้ประเภทเชลล์ชวนชิมเข้าจนได้ แรก ๆ อาจจะกินร้านอีเหละเขละขละอะไรไปเรื่อย แต่ขอให้เข้ามากินสักทีเถอะเดี๋ยวติดใจก็กินไปเรื่อยเอง เขาใช้คำว่า “เป็นเหตุเป็นปัจจัยนำไปเบื้องหน้า” การภาวนาแค่ช้างกระดิกหูงูแลบลิ้นมันก็มีอานุภาพกว่ารักษาศีลเป็นร้อยปีนะ
ถาม : ผมว่ามันได้แว้บเดียวจริง ๆ นะครับ อย่างไหว้พระทุกวันนี้ พอหลับตาเห็นหน้าองค์ปฐมสักแว้บรู้สึกชัดเจนแจ่มใส แต่ได้แค่ชั่ว ๒-๓ วินาทีน่ะ แล้วสักพักจะเิริ่มฟุ้งซ่าน
ตอบ: ไม่เป็นไร อย่างน้อยเราก็นึกได้หลายหน มัฏฐกุณฑลีเทพบุตร นี่นึกได้แค่แว่บเดียวแล้วตายเลย (หัวเราะ) ปัจจุบันนี้เป็นพระโสดาบันนั่งปร๋ออยู่ข้างบน พูดถึงไม่ได้หรอก...ใครพูดถึงก้มมอง ใครนินทากูวะ? (หัวเราะ) เป็นตัวอย่างที่ชัด ๆ เลย เพราะฉะนั้นในมหากัมมวิภังคสูตร พระพุทธเจ้าท่านถึงได้ตรัสเอาไว้ว่า “บุคคลผู้ตั้งใจเจริญสมาธิภาวนา เกิดฌานสมาบัติ ได้ทิพจักขุญาณขึ้นมา ไปเห็นนรกเห็นสวรรค์แล้ว กล่าวว่า ผู้ที่ทำความดีไปสวรรค์ทั้งสิ้น ผู้ที่ทำความชั่วไปนรกทั้งสิ้น เราขอกล่าวว่าไม่ใช่” ตัวอย่างชัด ๆ ก็มัฏฐกุณฑลีเทพบุตร ใช่มั๊ย ? นั่นชั่วมาตลอดชีวิตเลย แต่ไปสวรรค์ ขณะเดียวกันพระนางมัลลิกาเทวีดีมาตลอดชีวิตลงนรกซะ ๗ วัน
ถาม : กรรมดีอันไหนล่ะครับถึงมาช่วยไว้วาระสุดท้าย ?
ตอบ: ของมัฏฐกุณฑลีเทพบุตรนี่ในตำราไม่ได้ว่าเอาไว้ แต่หลวงพ่อบอกว่าในอดีตเคยสร้างพระพุทธรูปเอาไว้ ชาติปัจจุบันตัวพุทธานุสตินี่ตามมาทันในวินาทีสุดท้าย ก่อนจะขาดใจ ไม่ได้นึกถึงพระพุทธเจ้าด้วยความเคารพแบบคนอื่น แต่นึกว่า ใคร ๆ เขาลือว่าพระสมณโคดมมีความสามารถ ถ้าหากวา่ท่านมารักษาเราคงจะหาย อยากจะให้พระสมณโคดมมาช่วยรักษาเรา แค่นั้นแหละ..แล้วก็ตาย ไอ้ของเรานึกได้ตั้ง ๓ วินาที มันน่าจะดีกว่านั้น
ถาม : ฟังแล้วมันเหมือนอะไรรู้หรือเปล่าครับ? คนอื่นต้องนึกว่าโฆษณาชวนเชื่อ คือ ไม่ต้องอะไรเลย
ตอบ: มันต้องดูว่าเขามีปัญญาไหม? เพราะว่าสิ่งที่เขาทำมันเป็นบุญเล็กน้อยมาก ตอนที่อากาสจารีเทพบุตรไปประกาศว่าใครจะไปฟังธรรมพระพุทธเจ้าแล้วเห็นวิมานถึงได้ตกใจ วิมานเขา(มัฏฐกุณฑลีเทพบุตร)อับแสงตัวจะตายอยู่แล้วยังไม่รู้เลยทั้ง ๆ ที่มีความดีอยู่แค่ ๗ วันเท่านั้น
ถาม : ไปสวรรค์ไปได้แป๊บเดียวเหรอครับ?
ตอบ: ไปได้แป๊บเดียวถ้าหากว่าพลาดจากตรงนั้นเป็นอันว่านรกทุกขุมต้องผ่านหมดสำหรับรายนี้ แต่บังเอิญนะว่าบุญเก่าของท่านดีจริง ๆ พระพุทธเจ้าเสด็จขึ้นไปโปรดพระพุทธมารดาพอดี ตัวท่านเองก็รู้ตัวอยู่ ความเป็นทิพย์ยังมีอยู่นี่ ก็มองย้อนไป ตายละวา ไม่รอดแน่ ก็ตกใจ ขอให้อากาสจารีเทพบุตรช่วยท่านบอกว่าช่วยไม่ได้ให้ไปหานายเราคือพระิอินทร์ ไปหาพระอินทร์ ๆ ท่านก็บอกว่าช่วยไม่ได้มีแต่พระพุทธเจ้าเท่านั้นที่จะช่วยได้ก็พาไป พระพุทธเจ้ากำลังเทศน์อภิธรรมอยู่ก็ต้องเบรคก่อน เพราะว่าพิจารณาดูแล้วว่าถ้าเทศน์อภิธรรมแล้วจะไม่มีผล เลยเทศน์อุณหิสวิชัยสูตรแทน พอจบท่านเป็นพระโสดาบัน เป็นอันว่ารอดตัวไปจุติเดี๋ยวนั้นเกิดใหม่สบายเลย
ถาม : อีก ๗ วัน กำลังจะตาย รู้ตัวปั๊บชิงลงมาเกิดไม่ได้เหรอครับ?
ตอบ: ได้ แต่จะเอากุศลที่ไหนส่งล่ะ ลงมานี่อ้วกแน่ บุญเก่าไม่ได้ทำไว้เลย
ถาม : ยังดีกว่าลงไปอ้วกในนรกน่ะครับ มันก็ยังเผื่อฟลุค ๆ ได้ทำอะไรบ้าง
ตอบ: แล้วอีกอย่างหนึ่ง ถ้าอยู่ในลักษณะนั้นเทวดาที่ไหนเขาจะเป็นคนรับรองให้ เพราะว่าการลงมาเกิดจะต้องมีเทวดาผู้ใหญ่รับรองให้ว่าลงมานี่กลับไปอย่างเลวที่สุดต้องแค่เดิมน่ะ แต่ว่าจะต้องให้ดีกว่าเดิม
ถาม : ต้องไปขออนุญาตก่อนใช่ไหมครับ?
ตอบ: ต้องไปขออนุญาตก่อน
ถาม : อ้าว อยา่งเห็นหลวงพ่อลงมาก็วิ่งตามหลวงพ่อมาเลย ไม่ได้หรือครับ ?
ตอบ: ไม่มีทางล่ะจ๊ะ
ถาม : แล้วถ้าเป็นพรหมก็ต้องไปขอหัวหน้าพรหมก่อน?
ตอบ: ถ้าเป็นพรหมต้องแจ้งท้าวสหัมสบดีพรหมก่อน ต้องดูว่าใครจะช่วยรับรองให้ด้วย คนรับรองน่ะจะเหนื่อย หมายความว่าต้องคอยดัดเราให้ตรงทางอยู่เรื่อยไม่งั้นคอยจะแหกคอกอยู่ตลอด
ถาม : แล้วอย่างนี้ถ้าเราขอใครลงมาคนนั้นก็ต้องมาคอยประคองซ้าย-ขวา ถ้าเราหลุดไปอเวจีแล้วคนรับรองทำยังไงครับ?
ตอบ: ก็ซวยไป (หัวเราะ) รับรองได้ว่าขึ้นมาโดนซ้ำแน่ (หัวเราะ) อีตอนลง ๆ ไปก่อน ขึ้นมาขอสักฉาดเถอะ (หัวเราะ) ทำให้เสียชื่อหมด
ถาม : แล้วไม่มีสิทธิ์หนีลงมาเองได้เลยหรือครับ?
ตอบ: ไม่ได้เลย มันเป็นการฝืนกฎของกรรม บรรดาผู้ที่มีความเป็นทิพย์อยู่ในระดับนั้นมีความดีสูงระดับนั้นเขาจะไม่ฝืนกัน มีอะไรก็ว่ากันตามกฎตามระเบียบ เปิดช่องให้ขนาดนั้นแล้ว เพราะฉะนั้นถ้าเขาว่าเราชิงหมาเกิดก็อย่าไปโกรธเขานะมันจริง ๆ หมามันจะเกิดก็แย่งโควต้ามันซะงั้นล่ะ





</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=images/right.gif></TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif></TD></TR></TBODY></TABLE>

WebSnow
04-08-2005, 11:33 PM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD>ถาม : อุณหิสวิชัยสูตรนี่เกี่ยวกับอะไรครับ?
ตอบ: เกี่ยวกับ พระพุทธเจ้าท่านสอนว่าจะต้องทำอย่างไร แล้วก็ตัดสินใจทำตาม สุทฺธสีลังสมาทายะ – รักษาศีลให้บริสุทธิ์นะ ธัมมังสุจริตังจเร – ปฏิบัติในธรรมะอันสุจริตเอาไว้ สอนง่ายจะตายไป ในความเป็นทิพย์ของเทวดาเท่ากับมนุษย์ที่เป็นอุคฆฏตัญญู- ฟังหัวข้อก็เข้าใจแล้ว ว่าต้องทำอย่างไร ท่านตัดสินใจว่า “เราทำตาม” เดี๋ยวนั้น ก็เป็นเดี๋ยวนั้นเลย สมัยหลังมานี่เขาก็เลยใช้อุณหิสวิชัยสูตรเป็นคาถาต่ออายุ เพราะเห็นว่าขนาดหมดอายุแล้วมัฏฐกุณฑลีเทพบุตรยังรอดมาได้ ถ้าเขาบอกว่า “สวดต่อนาม” รีบท่องบทนี้ไว้ต้องใช้แน่ ๆ เลย เคยได้ยินไหม? โบราณเขาฉลาดตั้งแต่เกิดยันตายเขาผูกพันเราไว้กับพระตลอด ขนาดใกล้ตายยังให้จิตเกาะพระด้วยการไปสวดต่ออายุ สวดต่อนาม
ในสมัยนี้มันว่าโบราณโง่ สู้โบราณไม่ได้สักราย ตัวอย่างชัด ๆ ก็หลวงตานา หลวงตานา อยู่วัดท่าซุง สมัยก่อนวัดท่าซุงเขาจะมีอยู่ ๒ องค์ คือหลวงตาผ่องกับหลวงตานา แล้วก็จะมีหลวงพี่โอ หลวงพี่ทีป หลวงพี่นันต์ สมัยนั้นถ้าใครเขาจะนิมนต์พระเขาจะเอาหลวงตาผ่อง หลวงตานา หลวงพี่โอ หลวงพี่ทีป เขาจะว่ามาอย่างนี้เลยก็ต้องจัดไปให้ หลวงตานานี่แกสวดปาติโมกข์ โอ้โห คล่องปาติโมกข์มากเลยน่ะ แล้วเวลาแกสวดนี่ถ้าหากว่าสมาธิไม่ดีนี่หัวเราะกันโบสถ์แตก ท่าทางของแกยังกับนักแสดง บางทีก็กระทุ้งเสียงซะ จัตตุก ขัตตุง ปัญจัก ขัตุง ฉักขัตตุง ปรมัง ตุณหี ฯลฯ (หัวเราะ) เขาเล่นของเขาสนุก แต่ว่าไอ้กุศลตัวนี้มันกลับช่วยได้ หลวงตานาแกฟาดเหล้าทุกวันนั่นแหละแต่คนไม่รู้
ถาม : กินเหล้า เป็นพระเนี่ยนะครับ?
ตอบ: ใช่ ใส่ในโอเลี้ยง เย็น ๆ แกก็เล่นกาแฟเย็นหรือโอเลี้ยงของแกหน้าแดง
ถาม : หลวงพ่อก็ต้องรู้สิครับ?
ตอบ: รู้อยู่ แต่ว่าไปถ้าไปห้ามแล้วเขาโกรธหลวงพ่อมันจะหนักกว่านั้นอีก อีกอย่างหนึ่งคือ เรื่องของพระอย่างหลวงพ่อท่านไม่ยุ่งกับจริยาของคนอื่นอยู่แล้ว ก็ปล่อยเขา ปรากฏก่อนตายเขาป่วยหนักลูกหลานเอาไปรักษาเห็นว่ารักษาไม่ไหวก็เอาไปบ้าน คือกะจะให้ตายที่บ้าน เอาพระไปสวดต่อนาม หลวงตานาแกฟังพระสวดน้ำตาไหล คงจะพิจารณาดูแล้วว่าไม่น่าเลยอะไรที่ทำ ๆ มาใช่ไหม? มันบกพร่องในศีล แต่ว่าจิตของแกเกาะพระ ตายตอนนั้นเลยรอดไป หลวงพ่อบอกว่าถ้าไม่ได้อานิสงส์ปาติโมกข์ที่สงเคราะห์พระส่วนรวมอยู่นี่ไม่รอดนะ อานิสงส์ปาติโมกข์ข่วยได้
ถาม : แกทำยังไงล่ะครับที่สงเคราะห์พระอื่น?
ตอบ: ปาติโมกข์ก็คือการทวนศีลพระ ทวนศีล เขาจะสวดไปทีละบท เรียกว่าอุเทศน์หนึ่ง ๆ พอจบแต่ละอุเทศน์ก็จะถามเป็นภาษาบาลีใครแปลออกนี่เหงื่อหยดทุกรายน่ะ “ตัตถา ยัสมันเต ปัจฉามิ กัจจิตถะ ปริสุทธา?” เราขอถามว่าสิกขาบททั้งหลายเหล่านี้บริสุทธิ์แล้วหรือ “ทุติยัมปิ ปุจฉามิ กัจจิตถะ ปริสุทธา ?” ขอถามเป็นวาระที่สองว่าเธอบริสุทธิ์แล้วแน่หรือ “ตติยัมปิ ปุจฉามิ กัจจิตถะ ปริสุทธา?” ขอถามเป็นวาระที่สามว่าเธอบริสุทธิ์แล้วแน่หรือ ไอ้คนที่ทวนศีลตัวเองอยู่จะรู็เลยว่าตัวเองศีลขาดหรือเปล่า
เขาถึงได้มีข้อแนะนำว่าก่อนจะลงปาติโมกข์ควรจะปลงอาบัติกันซะก่อน แสดงอาบัติเพื่อให้ศีลบริสุทธิ์ก่อน แต่ที่แสดงอาบัติได้มันได้แต่ศีลเล็ก ๆไง ศีลใหญ่ ๆ อย่างปาราชิกนี่โดนขาดความเป็นพระไปเลย สังฆาทิเสสนี่โดนขาดความเป็นพระชั่วคราวจนกว่าจะได้รับโทษตามนั้นก่อน โดนกักบริเวณ เขาเรียกอยู่ปริวาส ปัจุบนี้ไม่รู้ว่าใครมันไปเป่าหูซะจนคนเขาเชื่อว่าทำบุญกับพระอยู่ปริวาสจะได้บุญมากเป็นพิเศษ ความจริงทำบุญกับเณรดีกว่า ถ้าเณรศีลบริสุทธิ์ใช่ไหม?
ถาม : หลวงพ่อเคยเล่า ผมจำได้ หนังสือหลวงพ่อบอกว่าถ้าผิดแค่สังฆาทิเสสท่านก็นับว่าขาดแล้วไม่ใช่หรือครับ?
ตอบ: ขาดแล้ว ขาดจากความเป็นพระ ต้องอยู่ชดใช้กรรม เราปิดบังไว้นานเท่าไหร่ โโนกักบริเวณอยู่นานเท่านั้น แล้วใช้อีก ๖ คืน ถ้าบอกเดี๋ยวนั้นเลยก็อยู่ ๖ คืน เสร็จแล้วต้องให้พระ ๒๐ รูป สวดคืนความเป็นพระให้ ถึงกลับเป็นพระอีกทีหนึ่ง คราวนี้บรรดาพวกนักเรียนนักศึกษาท่านก็ฟาดข้าวเย็นแล้วปลงอาบัติกัน เขาถือว่ามันแสดงคืนได้ ไอ้นั่นชั่วอยู่ทุกวันแหละ
ถาม : ถ้าฟังอย่งนี้แสดงว่าพระที่ปาราชิกก็ไม่ใช่ว่าท่านตายแล้วจะต้องลงนรก?
ตอบ: ไม่ใช่ เพราะว่าปาราชิกนี่ปิดมรรคผลแต่ไม่ปิดสวรรค์ ปิดมรรคผลหมายความว่า ท่านจะเข้าถึงความเป็นพระอริยเจ้าตั้งแต่พระโสดาบันขึ้นไปนี่ไม่ได้ แต่ไม่ได้ปิดสวรรค์ถ้าหาว่าล่วงโดยไม่ได้เจตนาตั้งหน้าตั้งตาทำความดี ทาน ศีล ภาวนา ถ้าจิตมันเกาะมั่นคงยังมีโอกาสขึ้นข้างบนได้ แต่ว่าเรื่องของมรรคผลนี่ต้องรอชาิติใหม่ก่อน มันไม่เหมือนกับไอ้ อนันตริยกรรม ฆ่าพ่อฆ่าแม่ ฆ่าพระอรหันต์ ทำร้ายพระพุทธเจ้าถึงห้อพระโลหิต ทำสังฆเภทคือยุสงฆ์ให้แตกกัน ถ้าพวกนี้นี่จะปิดมรรคผล ปิดสวรรค์ หมดเลย ลงอบายภูมิอย่างเดียว
หลวงพ่อท่านเคยแนะนำว่าถ้ารู้ตัวว่าโดน แก้ไขไม่ได้แล้วอย่างปาราชิกเนี่ยนะ ให้นุ่งขาวห่มขาวอยู่กับวัดเลย อยู่รับใช้พระ ทำงานเพื่อสงฆ์ทุกอย่าง ชนิดที่ว่าไม่ต้องย่อท้อ แล้วมีเวลาว่างก็เจริญกรรมฐานภาวนาของเราโอกาสรอดยังมี ถ้าไม่อย่างนั้นแล้ว ส่วนใหญ่แล้วโทษมันหนักจะดึงลงต่ำ คือ ไอ้เรื่องปาราชิกขาดความเป็นพระไปเลยไม่ว่ากัน แต่ว่า...สังฆาทิเสส-ขาดความเป็นพระชั่วคราว ถ้าหากว่าเราไปปกปิดเอาไว้ ไปอยู่ร่วมกิน ร่วมนอน ร่วมสังฆกรรม ทำให้พระอื่นเขาลำบากไปด้วย สังฆกรรมมันไม่บริสุทธิ์ทำไปเท่าไหร่ไม่มีผลโทษมันจะทับซ้อนขึ้นไปเรื่อย ๆ ตามวาระและเวลา
โดยเฉพาะมีอยู่ครั้งหนึ่งหลวงพ่อท่านบอกว่าพวกโดนอาิบัติสังฆาทิเสสนี่ไสยศาสตร์พวกลมเพลมพัดมันชอบ</B> ลมเพลมพัดก็คือว่า พอวันเสาร์หรือวันอังคารพวกบรรดาหมอไสยศาสตร์ที่ร้อนวิชาเขาจะต้องปล่อยของ ๆ เขาออกไป ถ้าไม่ปล่อยแล้วมันหงุดหงิดปล่อยออกไปซะครั้งหนึ่งพวกโดนอาบัิติสังฆาทิเสสท่านบอกว่ามันเหมือนกับแม่เหล็กดูดเศษเหล็กน่ะ วิ่งเข้าใส่เลยน่ะ ไอ้ของคนอื่นนี่ต้องดวงตกกุศลขาดจริง ๆ เป็นช่วงอุปฆาตกรรมเข้าอะไรอย่างนี้ถึงจะโดน แต่สังฆาทิเสสนี่โอกาสโดนเต็ม ๆ เลย

</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=images/right.gif> </TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif> </TD></TR></TBODY></TABLE>

WebSnow
04-08-2005, 11:33 PM
ถาม : อย่างทุกวันนี้ จะว่าไปแล้วเกือบจะไม่เป็นพระกันทั้งประเทศอยู่แล้วน่ะ แล้วอย่างนี้เวลาไปทำบุญหรือต้องออกไปทำสังฆกรรมข้างนอก ทำบุญขึ้นบ้านใหม่อะไรอย่างนี้ คนที่เขานิมนต์พระซึ่งตอนนี้ไม่ใช่พระแล้วเนี่ย ได้อานิสงส์ของการทำบุญครบไหมครับ?
ตอบ: ถ้าตั้งใจเป็นสังฆทานได้ครบ
ถาม : ไม่ว่าคนนั้นจะเป็นพระหรือเปล่า?
ตอบ: ใช่ จะชั่วขนาดไหนก็ตาม เพราะว่าสังฆะนี่หมายถึงหมู่สงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประธานตั้้งแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบันนี้ แต่ว่าตัวของเราเองถ้าหากว่ามีความผิด ปฏิบัติดีไม่ได้ นำทานที่เขาเจตนาให้โดยบริสุทธิ์ไปกินไปใช้นี่มันมีแต่จะหนักไปทุกวัน หลวงพ่อท่านบอกว่ากลืนก้อนเหล็กเผาแดง ๆ ซะยังดีกว่า มันทรมานแล้วตายในยกเดียว แต่ถ้าเราอยู่ทำชั่วนี่มันตกนรกไม่รู้จบ
ถาม : แล้วเรื่องอย่างนี้ระหว่างเพื่อนพระด้วยกัน ถ้าองค์หนึ่งขาดจากความเป็นพระด้วยสังฆาทิเสส ไอ้ที่เหลือก็มาร่วมสังฆกรรมกันนี่ เขาก็ยังไม่ผิดเยอะสิครับ เพราะถ้าเข้าไปร่วมสังฆกรรมกันยังไงมันก็ไม่ได้อยู่แล้ว
ตอบ: เป็นอันว่าสังฆกรรมอันนั้นไม่เป็นสังฆกรรมตั้งแต่แรกแล้ว มันต่างคนต่างผิดทั้งหมด
ถาม : แต่อย่างน้อยก็ยังผิดน้อย ใช่หรือเปล่าครับหลวงพี่?
ตอบ: ใช่ ถ้าหากว่าส่วนอื่นบริสุทธิ์ แต่ตัวของเราเองแย่อยู่คนเดียวนี่โทษหนักเลย
ถาม : ผมหวนนึกไปตอนที่ผมบวชแล้วเราก็เคยทำไม่ดีไว้ อย่างนี้ค่อยยังชั่วหน่อยครับ
ตอบ: (หัวเราะ) สู้ไอ้แจ๊คไม่ได้ ไอ้แจ๊คเขาเป็นเด็กที่ศูนย์ต้นน้ำ เขาบวช ตอนสึกแล้วเขาเอารูปมาให้ดู มันกำลังนั่งโซ้ยมาม่ากลางคืนแล้ว คนเขาถ่ายรูปไว้ ถามว่า “ทำไมเอ็งกินข้าวเย็น?” “ผมทนไม่ไหวครับ ผมอดได้แค่ ๗ วันเอง เขากินกันทั้งวัดเลยต้องกินกับเข้ามั่ง”
ถาม : อย่างนี้ก็ขาดความเป็นพระกันทั้งวัดเลยสิครับ?
ตอบ: มันศีลขาด ถ้าหากไม่ได้ทำความชั่วอื่น ถ้าขาดความเป็นพระมันต้องอาบัติใหญ่ แต่อันนี้เรียกว่าไม่ใช่พระแล้ว มันเจตนาล่วงศีล อุตส่าห์อดได้ตั้ง ๗ วันนะ บวช ๒๘ วัน เหลืออีก ๒๑ วันมันอดไม่ได้
ถาม : เหมือนความดีต้องลองหนัก ๆ ?
ตอบ: ไอ้รายนี้จริง ๆ แล้วดวงมันเฮง นิมนต์เราไปเทศน์ตอนบ่ายโมง รอจนบ่าย ๒ ครึ่งยังไม่ได้เทศน์เลยลาโยมกลับ มันมัวแต่ไปโห่ไปแห่กันทีละบ้าน ๆลาญาติ ลาพี่ ลาน้อง ไม่รักษาเวลา ไอ้ของเรา ๆ ก็นัดโยมเอาไว้เวลาถัดไป ใครจะไปรอมันได้ เขานิมนต์เราเทศน์บ่ายโมงนะ ฎีกาบอกชัดเจนเลย บ่าย ๒ ครึ่ง ยังไม่ได้เทศน์เลยลาโยมกลับ อบรมกันเองก็แล้วกัน มันเลยออกมาสภาพนั้นแล้วอดได้ ๗ วัน ถ้าหากเราอบรมด้วยอาจจะได้สัก ๘ วัน(หัวเราะ) อย่างน้อยมันก็ยังดีขึ้นมาอีกวันหนึ่ง
ถาม : อาบัิติปาราชิกนี่มีอะไรบ้างครับ?
ตอบ: ปาราชิก มีเสพย์เมถุน คือ ร่วมเพศ ไม่ว่าจะคน จะสัตว์ จะซากศพ ไม่ได้ทั้งนั้น โอ๊ย...สมัยก่อนเขาหัวหมอกว่าเราเยอะ พอห้ามเขาก็ออกไปเร่อย ตะแบงข้างไปเรื่อย ๆ สุดท้ายว่าห้ามองค์กำเนิดคือ อวัยวะเพศ เขาก็อกไปทางอื่น ขนาดซากศพเป็นแผลก็แทนได้ เขาไปของเขาเรื่อย ถ้าหากว่าพระพุทธเจ้าบัญญติศีลห้ามไว้เสียตั้งแต่แรก คนจะไม่เชื่อว่ามันจะตะแบงข้างได้ถึงขนาดนั้น คราวนี้ท่านก็เลยค่อย ๆ ห้ามไปทีละข้อ เอ็งมีปัญญาทำข้าก็มีปัญญาบัญัติเพิ่มเหมือนกัน คนเขาทักท้วงมาหลายคนแล้วเรื่องพระพุทธเจ้าเป็นสัพพัญญูรู้ทุกอย่าง ทำไมไม่บัญญัติกันไว้ก่อน
ถ้าบัญญัติกันไว้ก่อนใครมันจะไปเชื่อว่ามันจะไปได้ถึงขนาดนั้น ก็มีเสพย์เมถุน, ลักของเขาราคาตั้งแต่ ๕ มาสกขึ้นไป, ฆ่ามนุษย์ให้ตาย ฆ่าสัตว์นี่ไม่โดนปาราชิกนะโดนอาบัิตปาจิตตีย์ โดนเบากว่า, อวดอุตริมนุสสธรรมที่ไม่มีในตน ตัวนี้ท่านระบุไว้เลยว่า เป็นฌาน เป็นวิโมกข์ เป็นวิมุติ เป็นอะไรพวกนี้ สมาธิสมาบัติ ถ้าไม่มี...ปรับ
ถาม : เอ๊...แล้วฆ่าสัตว์นี่นับสัตว์ใหญ่หรือสัตว์เล็กครับ
ตอบ: สัตว์ใหญ่ สัตว์เล็กอะไรก็ตามปรับ เพราะว่าเป็นสัตว์เดรัจฉาน แต่ว่าถ้าเป็นมนุษย์โอกาสบรรลุธรรมของเขามี โดนปาราชิกไปเลย
ถาม : ถ้าเป็นสัตว์เดรัจฉานไม่มีสิทธิ
ตอบ: เข้าถึงไตรสรณคมน์ได้ แต่ว่าบรรลุธรรมไม่ได้ ปาราชิก ๔ ข้อ นี่ของภิกษุนะ ถ้าภิกษุณี ๘ ข้อ ภิกษุจับต้องกายหญิงด้วยจิตกำหนัด อย่าลืมคำว่าจิตกำหนัดนะ ต้องอาบัติสังฆาทิเสส แต่ภิกษุณีจับต้องกายเด็กชายแม้แรกเกิดในวันนั้นมีจิตกำหนัดหรือไม่ก็ตามโดนปาราชิกขาดความเป็นภิกษุณีไปเลย
ถาม : แล้วถ้าเห็นเด็กตกจากที่สูงแล้วตกใจกลัวเด็กจะเป็นอะไร ?
ตอบ: ก็ต้องยอม คือช่วยเด็กได้แต่ตัวเองต้องสึก
ถาม : ทำไมล่ะ? ก็จิตใจไม่ได้มีอะไร
ตอบ: ใช่ แต่ถ้าไม่ห้ามเอาไว้ขนาดนั้นมันจะเละยิ่งกว่านี้ พระพุทธเจ้าท่านรู้ว่า ที่ไหนก็ตามทีผู้หญิงกับผู้ชายอยู่ด้วยกันโอกาสที่พรหมจรรย์จะทรงตัวได้มันน้อยเหลือเกิน มีน้อยมาก ก็เลยต้องห้ามเอาไว้หนัก ๆ ไว้ก่อน ต้องชมกำลังใจว่าพระนางปชาบดีโคตมี พระน้านางต้องเรียกพระมาตุจฉาใช่ไหม? กำลังใจท่านเหลือเกินจริง ๆ ท่านตั้งใจจะบวชให้รับครุกรรม ๘ ประการ เป็นเราได้ยินก็ถอยกรูดแล้วใช่ไหม แต่ว่าท่านเอา ขอให้ได้บวชเท่านั้นแหละ เสร็จแล้วยังยากถึงขนาดว่าต้องเป็นสิกขมานาก่อน ๒ ปี ลักษณะก็เหมือนเป็นสามเณรผู้หญิงนั่นแหละ รักษาสิกขาบทให้เคร่งครัดภายใน ๒ ปี ถ้าไม่ขาดเลยถึงอนุญาตให้บวช
เมื่อบวชในสำนักภิกษุณีแล้วต้องมาญัตติในสำนักภิกษุอีก แต่ว่าที่ภิกษุณีขาดลงเพราะว่าช่วง ๆ หลังนี่บางทีสิขมานายังไม่ครบ ๒ ปี อุปัชฌาย์ตายแล้ว มันก็เลยค่อย ๆ ขาดไป ๆ จนกระทั่งไม่มี ปัจจุบนมหายานเขาว่าของเขายังมีอยู่ ปัจจุบันประเทศไทยก็ยังมีภิกษุณีอยู่ ๑ องค์ คือแม่เลี้ยงเจ้าลูกเกด อุตส่าห์ไปบวชยันโน่นแน่ อินเดียหรือว่าลังกาก็ไม่รู้
ถาม : ถ้านับตามจริงนี่มีไหมครับ?
ตอบ: ไม่มี
ถาม : อย่างนี้เวลาเขาทำอะไรนี่เขาได้บุญ ม้นเหมือนกับเราบอกว่า เราเอาใจตัวตั้งขึ้นใช่ไหมครับ ในเมื่อใจเราบอกว่าเราเป็นภิกษุณีแล้ว ถือว่าเราเป็นภิกษุณีไหมครับ?
ตอบ: ไม่เป็น

WebSnow
04-08-2005, 11:33 PM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD>ถาม : อย่างนี้ผู้หญิงก็เป็นเพศที่โชคร้ายสิครับ?
ตอบ: เรียกว่าโชคร้ายก้ได้นะ แต่จริง ๆ แล้วน่าจะโชคดีมากกว่า เป็นฆราวาสมันทำง่ายกว่าพระเยอะ จะไปแบกศีล ๓๑๑ ข้อ หรือจะเอา ๕ ข้อดี ไอ้ถนนมันมีรู ๕ รู เดินไปหลบซ้ายหลบขวามันก็พอพ้นนะ ไอ้ ๓๐๐ กว่ารูี่นี่เดี๋ยวก็ร่วงแอ้กจนได้ ก็เลือกเอา
ถาม : อ๋อ อย่างพระโสดาบันก็แค่ศีลห้าบริสุทธิ์ใช่ไหมครับ?
ตอบ: ใ่ช่ อยากทำของยากเผื่อสำเร็จอาจจะดัง (หัวเราะ) ๓๑๑ เยอะกว่าพระ พระ ๒๒๗ ต้องไปดูในภิกขุณีวิภังค์ในพระไตรปิฎก โหแต่ละข้ออ่านแล้วสะอึก ไม่มีผ้ารัดอกออกจากกุฏไม่ได้ เข้าไปยังสำนักของท่านใช้คำว่า สำนักของมนุษย์ คือ เข้าไปอยู่ในเขตบ้านคนไม่ได้ กระทั่งการแต่งเนื้อแต่งตัวยังบังคับไว้หมดเลย
ถาม : อ้าว แล้วถ้าเกิดที่มีชีวิตทำยังล่ะครับ?
ตอบ: เขาต้องหาครบก่อน หากรบก่อนถึงบวชได้ ลำบากมากเลยอยู่ในอาวาสที่ปราศจากภิกษุไม่ได้ แต่อยู่ร่วมกับภิกษุไม่ได้ เพราะฉะนั้นก็ต้องอยู่ในเขตอาวาส คือ ในบริเวณวัด อาจจะเป็นมุมใดมุมหนึ่งที่กันเขตให้ต่างหากไป เพราะว่าสมัยก่อนพวกโจรพวกปล้นเยอะ บางทีก็โดนเขาปล้อน โดนเขาฆ่า โดนเขาข่มขืน
ถาม : แล้วในสมัยนั้นมีพระภิกษุณีที่เป็นปฏิสัมภิทาญาณไหมครับ?
ตอบ: บานเบิกเลย (หัวเราะ) จะเอาสักเท่าไหร่ล่ะ พระนางเขมาเถรี นี่เป็นอัครสาวิกานะ เลิศทางปัญญา พระนางอุบลวรรณาเถรีเลิศทางมีฤทธิ์ มีเหมือนกัน เป็นอัครสาวิกาเหมือนกัน มีมหาสาวิกาเหมือนกัน มีอยู่หลายต่อหลายองค์ สมัยโ้น้นเขาเป็นกันง่ายเพราะฉลาด สมัยของเราเป็นยากเพราะเราฉลาดกว่า
ถาม : ยังติดอยู่ตรงภิกษุณีครับ ทั้ง ๆ ที่ตั้งใจทำดี?
ตอบ: ภิกษุไม่มีปัญหา แต่ถ้าภิกษุณีโดนแน่เลย ผู้หญิงตกน้ำอุ้มได้ช่วยได้ แต่ต้องจิตไม่กำหนัดนะ แต่ว่าภิกษุณีนี่ไม่มีจิตกำหนัดก็โดนเลย
ถาม : ทั้ง ๆ ที่เห็นคนจะตายต่อหน้า ?
ตอบ: ตายต่อหน้า? ถ้าจะให้ดีก็ต้องยอมขาดจากความเป็นภิกษุณี
ถาม : อย่างนี้ผมว่าเป็นพระอรหันต์ปฏิสัมภิทาญาณง่ายสุด
ตอบ: ดีดบึ๊งเดียว (หัวเราะ) ของท่าน ท่านเจตนาบอกแล้วว่า หากว่าในศาสนานี้มีภิกษุณีอยู่จะตั้งได้ไม่ถึง ๕,๐๐๐ ปี ก็ไอ้ัปัจจุบันนี้อยู่นอกวัดมันยังลากเข้าไปในวัดจนเป็นข่าวเป็นคราวกันตั้งเท่าไหร่ต่อเท่าไหร่ จนลูกโตแล้วเป็นแถว อยู่ในวัดด้วยกันมันไม่ง่ายกว่ารึ? เป็นยังไงฟังแล้ว อยู่ในบ้านเขายังลากเข้าวัดไปได้หรือไม่ก็ออกจากวัดไปหา
ถาม : แล้วอย่างพระที่แต่งตัวเป็นนายทหารล่ะครับ?
ตอบ: ปรับอาบัติทุกกฎ ทำตัวเลียนแบบฆราวาส แต่อีคราวนี้ของมัน ๆ แต่งไปเพื่อหลอกชาวบ้านเขา ปรับได้อีกหลายชั้นเลย โดยเฉพาะแต่งไปอวดเมียอยางนี้ ไอ้มีเมียนี่มันขาดความเป็นพระไปแล้ว
ถาม : แต่ถ้าที่ทำเพื่อตัวเองให้คนเลื่อมใสเข้าวัดก็ได้ทั้งบุญและบาปไปในคราวเดียวกันใช่ไหมครับ?
ตอบ: ท่านเปรียบเอาไว้ว่า ทำร้อยได้บุญสลึกนึง นี่หลวงพ่อโตวัดระฆังท่านเปรียบไว้เอง คือ ขาดทุนไป ๙๙ บาท สามสลึง
ถาม : ทำไมท่านถึงเปรียบไว้อย่างนั้นล่ะครับ หลวงพ่อโตท่านไปเจอตัวอย่างอะไรหรือครับ?
ตอบ: ตัวอย่างของยายแฟง เคยได้ยินชื่อวัดใหม่ยายแฟงไหม? ปัจจุบันนี้ชื่อวัดคณิกาผล ยายแฟงแกเป็นแม่เล้า เปิดซ่อง รวยขึ้นมาแกก็เลยเอาเงินไปสร้างวัดแล้วนิมนต์หลวงพ่อโต วัดระฆังไปเทศน์ หลวงพ่อวัดระฆังท่านก็เลยบอกว่าทำบุญจากบาปได้ไม่ถึงเฟื้อง (หัวเราะ) เพราะว่าเงินมันไม่ได้มาโดยบริสุทธิ์ วัตถุทานต้องบริสุทธิ์ เจตนาในการทำบริสุทธิ์ ผู้ให้บริสุทธิ์ ผู้รับบริสุทธิ์ ถึงจะอานิสงส์เต็ม ไอ้อันนี้มันมาไม่ดีตั้งแต่แรกแล้ว แต่ก็ยังดีที่เขาอุตส่าห์ไปสร้างวัด
ถาม : ถึงแม้ว่าหากิน ใช้ร่างกายเรา เราก็หากินปกติไม่ใช่หรือครับ?
ตอบ: ปกติ แต่ปกติของเขานี่ต้องดูด้วยว่าของเขาเองเจตนาโดยตัวเขาหรือเปล่า ส่วนใหญ่มันโดนบังคับน่ะสิ ถ้าเจตนาประกาศตัวชัดเจนนี่คุณไปเที่ยวได้สบายศีลไม่ขาด เขาประกาศตัวเป็นของกลางอยู่แล้ว ไม่ได้เป็นสมบัติของคนใดคนหนึ่ง แต่ถ้าหากว่าเป็นสมบัติของคนใดคนหนึ่งยังมีพ่อ มีแม่ มีสามี มีพี่ มีน้อง อะไรดูแลอยู่อย่างนี้ล่วงเมื่อไหร่เราศีลขาดเมื่อนั้น
ถาม : แสดงว่าโดนล่อลวงมา แล้วถ้าพ่อแม่เขายอมล่ะครับ พวกตกเขียวอย่างนี้
ตอบ: ไอ้อย่างนั้นมันก็ต้องดูด้วยนะ ตัวเขาเองเต็มใจหรือเปล่า มันยากเต็มทีที่จะมีใครเต็มใจ ถ้าคนทำใจได้ขนาดนั้นมันต้องหน้าทนขนาด
ตอบ: ท่านหมอชีวกนะครับ ท่านมีน้องสาวเป็นโสเภณีใช่ไหมครับ?
ตอบ: แต่องค์นั้นเป็นพระโสดาบันนะ
ถาม : ผมงงตรงที่ ในเมื่อฐานะทางบ้านก็ร่ำรวยขนาดนั้นน่ะทำไมต้องไปเป็นด้วย
ตอบ: สมัยก่อนนั้นเขาได้รับการยกย่องพอ ๆ กับนางสาวไทยสมัย เขาเรียก นครโสเภณี แปลว่า ทำให้เมืองนี้งาม เป็นชื่อเสียง เป็นเกียรติยศ ของประเทศชาติเลย
ถาม : แต่ก็ต้องมีหน้าที่ไปนอน?
ตอบ: มีหน้า่ที่ปฏิบัติดูแลอะไรก็ตามที่แขกต้องการ แต่แหม ค่าตัวแพงหูดับเลย มีอยู่่ท่านหนึ่งชื่อนางอัฒฑกาสี เมืองกาสีที่เป็นเมืองที่ทอผ้าได้สวยมาก ผ้าจากมเืองกาสีราคาจะแพงเป็นพิเศษ เพราะฉะนั้นจะเก็บภาษีจากเมืองนี้ได้มหาศาล นางอัฒฑกาสีนี่ค่าตัวของแกครึ่งเมืองเท่ากับภาษีครึ่งเมือง สมัยนี้ก็งบประมาณแผ่นดินของเราครึ่งหนึ่ง
ถาม : อยากทราบว่าพระพุทธเจ้ามีเทวดาอารักขาไหมคะ?
ตอบ: จะเอาสักกี่แสนล่ะ แหม...ถามมาได้ว่าพระพุทธเจ้ามีเทวดาอารักขาไหม อาตมายังมีตั้งหลายองค์

</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=images/right.gif> </TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif> </TD></TR></TBODY></TABLE>

WebSnow
04-08-2005, 11:34 PM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD> ถาม : ทำอะไรควรจะดูฤกษ์ไหมครับ?
ตอบ: เรื่องของฤกษ์มันเหมือนกับการข้ามถนน ข้ามถนนต้องดูทางไหมล่ะ ดูซะหน่อยมันก็ปลอดภัยกว่าใช่ไหม...? เพราะว่าไอ้เรื่องขจองบุญของบาปของเรานี่จังหวะเวลาของมันนี่มันมีของมันอยู่ ถ้าหากว่าไปเจอไอ้จังหวะรถมาเยอะ ๆ ข้ามไม่พ้นมันก็เดี้ยง ดูซะหน่อยแต่อย่าไปยึดถือมันมาก ถ้าหากว่ายึดถือมันมากมันจะหนักอกหนักใจเสียเปล่า ๆ เจอหลายต่อหลายรายแล้วแก้กันไปก็แก้กันมาอยู่นั่นแหละ คนเดียวเปลี่ยนไปเกือบจะ ๒๐ ชื่อยังไม่ได้ดังใจเลยก็มี ไอ้นั่นมันเกินไป (รับโทรศัพท์)
คนเขาถามว่าพระผงที่แตกที่หักเอาไปบดทำผงสร้างพระใหม่ได้ไหม ? ไม่ได้นะ จำไว้เลยนะ โทษเท่ากับทำลายพระพุทธรูปเลย พระที่แตกที่หักถ้าจะให้ดีก็เอาบรรจุองค์ใหญ่ไว้ ไอ้ที่ไม่รู้น่ะมันหานรกใส่ตัวไปเยอะแล้ว
ถาม : (ไม่ได้ยินคำถามเบามาก)
ตอบ: ทาน ศีล ภาวนา โดยเฉพาะการภาวนาถ้าอารมณ์ใจทรงตัว แค่อุปจารสมาธิขึ้นไปท้าวมหาราชจะส่งบริวารมาช่วยรักษาให้ เพราะว่ากลัวพวกผีพวกยักษ์ที่ไม่ดีเขาจะมากวน แล้วพระพุทธเจ้าท่านต้นตำรับของทาน ศีล ภาวนา เลยนะจะเอาสักกี่แสนองค์ดีล่ะ หลวงพ่อที่วัดท่าซุงเฉพาะเทวดาชั้นจาตุมหาราชนี่ ๒,๐๐๐ องค์ หน่อยเดียวนะ อยู่ที่ไหน ๆ เขาก็คงไม่เอานายพลไปขนาดนั้นหรอก แต่ที่วัดท่าซุงนี่เขาเล่นนายพลซะ ๒,๐๐๐ และยังมีระดับจอมพลอีก ๔ อยากได้อย่างนั้นก็ต้องทำ ขยันเกิดหน่อย สร้างบารมีสัก ๑๖ อสงไขยกว่า ๆก็ได้แล้ว ไม่ยากเลย
ถาม : (คำถามเบามากเกี่ยวกับการเข้าทรง)
ตอบ: ส่วนใหญ่แล้วถ้าหากของเราทรงสมาธิได้เขาจะทายผิด เขาจะทายผิดหมดเพราะว่าของเราสูงกว่า การมองบุคคลที่สูงกว่าจะไม่เห็น เขาจะเห็นได้แค่เสมอกันหรือต่ำกว่าแค่นั้น เพราะฉะนั้นไม่เห็นมันก็กลัวเสียหน้ามันมั่วไปเรื่อยมันก็ผิด ๑๐๐ % ยังดีมันไม่ด่าเอา (หัวเราะ) อย่าไปลองเลย เคยไปลองมาหลายรายแล้ว ลองถึงขนาดเขาเข้าทรงไม่ได้เลย ไม่ได้เจตนาแต่เราไปเราก็ต้องป้องกันตัวเราก็นึกถึงพระครอบเราไป แล้วผีที่ไหนมันจะมาได้ (หัวเราะ) ทรงไ่ม่ได้เลยนะ ถ้าหากว่ามาได้แสดงว่ากำลังของเขาสูงพอ แต่ว่าถ้าหากว่ามีอะไรเกี่ยวกับตัวเราเขาจะทำนายผิด แต่ให้เราภาวนาให้อารมณ์ใจทรงตัวไว้
เรื่องของการทรงเจ้าเข้าผีอะไรเนี่ยต้องเรียกว่าปลอมเกือบ ๑๐๐ % ไอัที่จริงในความหมายของเราก็ต้องหมายความว่าเป็นพระ เป็นพรหม หรือว่าเป็นเทวดามาสงเคราะห์ ถ้าเป็นพระ เป็นพรหม เป็นเทวดามาสงเคราะห์เนี่ยคือ ข้อสังเกตข้อแรกเลย เขามาโดยจำกัดเวลา บางรายมาปีละครั้ง พระเจ้าตากมาปีละครั้งเดียว บางรยมาเฉพาะวันพระใหญ่ บางรายมาเฉพาะวันพฤหัส มาเฉพาะวันอังคาร เขาจะจำกัดเวลา เรื่องที่สองส่วนใหญ่ต้องการแค่ความเคารพจากเราจะไม่เรียกร้องผลประโยชน์อะไรมาก นอกจากดอกไม้ ธูปเทียน เครื่องบูชาครู อาจจะมีเงินสัก ๓ บาท ๙ บาท เต็มที่ไม่น่าจะเกิน ๑๐๘ บาท อันดับที่สามเรื่องที่เขารับปากว่าจะช่วยนี่จะสำเร็จตามนั้น สังเกตได้ง่าย ๆ ถ้านอกเหนือจากนี้แล้วส่วนใหญ่เรียกว่า ประเภทไปถึงแล้วเข้าทรงได้ทุกเวลาที่ต้องการ อันนั้นถือว่าปลอมไว้ก่อน
ถาม : เราดูแผนที่กรมอุตุแบบที่มีพายุเข้าน่ะครับ แล้วที่้พอวิ่งเข้าเมืองไทยแล้วน่ะ พอจะขึ้นฝั่งที่ชุมพรแล้วพายุมันเลี้ยวขวาออกทันที (พายุแองเจลล่า)
ตอบ: ตอนนั้น คุณสมิท ธรรมสโรช อยู่ คุณสมิทรายงานว่าพายุขึ้นแน่นอน ในหลวงบอกว่าไม่ขึ้นหรอกเชื่อฉันเถอะ พอเขารายงาน ๒ ครั้ง ครั้งที่ ๓ พอพายุมันเลี้ยวกลับคุณสมิทเลิกเชื่อลูกน้องตัวเอง มีอะไรถามในหลวง
ถาม : ในหลวงให้ตั้งนกกระสาตัวหนึ่ง ท่านตั้งชื่อคุณสมิทด้วยหรือครับ ?
ตอบ: นกกระทุง ท่านพูดเล่นสนุก ๆ จริง ๆ แล้วบางอย่างถ้ามันไม่เกินกฎของกรรมเทวดาก็ช่วยได้ ไอ้เรื่องของพายุน่ะ มันเกี่ยวกับนางเมขลา นางเมขลาเขามีหน้าที่รักษาท้องทะเลเกี่ยวกับลมฟ้าอากาศ พอพายุเข้าในหลวงท่านไปขอร้องให้ช่วย นางเมขลาท่านบอกว่าท่านไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจะฝืนได้ไหมแต่จะลองดู ในหลวงเองท่านก็ไม่ได้ประมาทถึงเทวดารับปากแล้ว ท่านก็สั่งพวกกรมประชาสงเคราะห์พวกราชประชาสโมสรพวกกองทัพเรือให้เตรียมพร้อมหมด เรือหลวงจักรีนฤเบศร์ ลอยลำรออยู่แล้วถ้ามันขึ้นตึงก็ต้องช่วยเลย
ถาม : อย่างนี้ที่หาดใหญ่แสดงว่าไม่ไหวสิครับ?
ตอบ: อันนั้นไม่ไหว ถ้าไหวช่วยแล้ว ท่านเองท่านจะบอกเอาไว้ชัดเลย ท่านบอกว่าปรากฏว่านางเมขลาท่านเก่งกว่าพายุมันเลยขึ้นฝั่งไม่ได้
ถาม : อย่างนี้มันไม่เหมือนกับว่าเราผลักดันเราไปให้เขาหรือครับ?
ตอบ: ไม่ใช่ ถ้าหากว่ากรรมมันจำเป็นต้องรับมันก็แปลว่าต้องรับ แก้ไขไม่ได้ ถ้ายังแก้ไขได้ก็แปลว่ามันยังไม่หนักนักไม่เกินวิสัย ภาษาพระหรือภาษาเทวดาเรียกว่าไม่เกินวิสัยยังช่วยได้อยู่
ถาม : อ้าว อย่างนี้ คนเวียดนามเขาก็เรียกว่าซวยน่ะสิ ?
ตอบ: ไอ้นั่นถึงเวลามันก็ต้องรับของมัน เพราะไม่ทำเอาไว้แล้วใครจะได้ล่ะของแบบนี้ จะดีจะชั่วก็ตามถ้าไม่ทำเอาไว้มันไม่ได้รับง่าย ๆ หรอก เดี๋ยววันที่ ๔ นี้ก็คอยฟังแล้วกัน วันที่ ๔ ทุกปี ๆ เวลาออกมหาสมาคมในหลวงท่านจะพูด ไอ้บางเรื่องมันเกินไปคนฟังไม่รู้เรื่องบางทีท่านพูด ๆ ไปเห็นเขาไม่เข้าใจแน่ ท่านก็ดึงออกทะเลไปเลย แต่ถ้าเห็นว่าคนเข้าใจท่านก็ว่าของท่านไปเรื่อย
ถาม : นั่งสัปหงกกันเลยครับ
ตอบ: ไอ้พวกนั้นมันน่าเตะเป็นใหญ่เป็นโตในแผ่นดินซะเปล่า โง่บรรลัย ถ้าเป็นเราไม่ต้องทำอะไรหรอก แค่ถามในหลวงว่าจะมีพระราชดำริออกไปทางด้านไหนเกี่ยวกับการปกครองประเทศ ไม่ว่าจะเป็นด้านนิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ พอท่านให้พระราชดำรัสลงมาเราก็ทำตามอย่างเดียว สมัยนี้มันอวดเก่ง เจ๊งกันบรรลัยเลย สู้คุณสมิทไม่ได้ คุณสมิทนี่ต้องยอมรับว่าฉลาดจริง ๆ นะแล้วเขามาจากไหนรู้ไหม ? มาจากกรมไปรษณีย์โทรเลข โดนย้ายกระเด็นไปเป็นอธิบดีกรมอุตุ แต่ฉลาดใช้ได้เลย รายงาน ๒ ครั้ง ๆ ที่ ๓ เลิกรายงานเลย มีอะไรถามในหลวง
ถาม : แล้วนกกระสาคุณสมิทไม่รู้็ยังอยู่หรือเปล่าครับ ? ผมจำได้เลย ในหลวงท่านบอกว่าดูนกกระสา ถ้าหันซ้ายแสดงว่าอากาศต้องอย่างนี้ หันขวาต้องอย่างนี้ (หัวเราะ)
ตอบ: นกกระทุง เคยเห็นไหม ไอ้ที่มันใช้ปากช้อนปลา ไอ้ที่ปากเป็นถุง ๆ น่ะ
ถาม : มันก็คล้าย ๆ นกกระสา?
ตอบ: ไม่เกี่ยวกัน นกกระสามันคล้าย ๆ นกกระยาง มันขายาว ๆ ไอ้นกกระทุงนี่มันห่านดี ๆ นี่เอง ใหญ่กว่าห่านอีก ปากเบ้อเร่อเลย มันใช้ปากมันเป็นสวิงช้อนปลา
ถาม : แล้วมันช้อนทันเหรอครับ ? ปลามันไว
ตอบ: มันฉลาดพอที่มันจะรู้จักรวมหมู่สามัคคีกันน่ะ ถึงเวลาก็ว่ายต้อนปลา มันประเภทแปรขบวนแล้วมันจะเล็งตัวเดียว จำเอาไว้นะ พวกเราเหมือนกันนักปฏิบัติน่ะ ไอ้ที่มันเอาดีไม่ได้ทุกวันนี้เพราะมันไม่ได้เล็งกรรมฐานกองเดียว กรรมฐานมันยากกองแรกเท่านั้น ถ้ากองแรกได้กองอื่นเหมือนกันหมดเพียงแต่เปลี่ยนวิธีกรรมหน่อยเดียว กำลังใจเท่ากันหมด นกกระทุงก็เหมือนกันอย่าเห็นว่ามันช้านะ มันฉลาดพอถึงเวลาต้อนปลาเข้าฝั่งก็ต่างคนต่างไล่ ๆๆ ไป มันจะเล็งปลาตัวเดียว ไอ้ตัวที่มันเล็งเนี่ยรอดยาก ถ้าหลายตัวมันหลายใจไม่ได้กินหรอก ปลามันเร็วกว่า
ถาม : อ้าว แล้วหลาย ๆ ตัวเล็งตัวเดียวกันแล้วใครกินล่ะครับ ?
ตอบ: มันต่างคนต่างมีมุมของมันอยู่ มันจะว่ายแปรขบวนไป ไอ้พวกปลานี่เห็นเงานกมันก็จะว่ายหนีว่ายไปว่ายมาติดฝั่งคราวนี้จะทำยังไงล่ะ ก็ต้องหาทางแหวกขบวนไปให้ได้ ไอ้ตอนช่วงนั้นก็ตัวใครตัวมัน ก็แบบเดียวกับพวกปลาโลมาน่ะ มันแปลกอยู่อย่างว่าสัตว์เล็ก ถ้าหากว่ารวมฝูงกันอยู่ สัตว์ใหญ่จะไม่กล้าโจมตี พวกปลาโลมาเขาใช้วิธีนี้ทำให้ให้มันแตกขวน ไอ้ตัวไหนแตกขบวนไอ้ตัวนั้นตาย สามัคคีมีสุข แตกสามัคคีเมื่อไหร่ก็ทุกข์ถึงแก่ชีวิต เดี๋ยววันที่ ๔ ต้องดักฟังให้ได้ หากว่าเขาไม่ถ่ายทอดสดก็ฟังตอนข่าว ตอนช่วงท่านป่วยหนักคงนึกว่าไม่รอดแล้ว มีอะไรท่านบอกหมด เจอเทวดาอย่างนั้นเจอพระอย่างนี้ว่าไปหมดเลย

</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=images/right.gif> </TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif> </TD></TR></TBODY></TABLE>

WebSnow
04-08-2005, 11:34 PM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD> ถาม : เมื่อ ๒-๓ วันก่อนนี่ผมฝันว่าท่านสวรรคตครับ
ตอบ : ฝันให้แปลตรงกันข้าม ถ้าฝันว่าคนป่วยหายโอกาสตายเกิน ๙๐% แต่ถ้าฝันว่าคนป่วยตายโอกาสรอดมากกว่า ๙๐%
ถาม : ฝันมาจากไหนครับ?
ตอบ : มีหลายอย่างด้วยกัน มันจะเก็บความฟุ้งซ่านกลางวันไปฝันอย่างหนึ่ง เป็นเรื่องของบุญกรรมที่เราทำเอาไว้แสดงเหตุนิมิตให้รู้ล่วงหน้าอย่างหนึ่ง เรื่องของเทวดาท่านจะสงเคราะห์ให้รู้อย่างหนึ่ง แล้วก็ธาตุไม่ปกติคือท้องไส้ไม่ดีอีกอย่างหนึ่ง ๔ แบบด้วยกัน เขาเรียกธาตุวิปิริต ไอ้พวกนี้ท้องไส้ไม่ดี กินมากไม่ได้ขี้ฝันเละเทะไม่เป็นเรื่องเลย อีกอย่างก็กรรมนิมิตบุญบาปที่เราทำไว้ในอดีตแสดงเหตุให้รู้ว่าผลอะไรจะเกิดขึ้นจะไม่มีต้นไม่มีปลาย มาเฉย ๆ
ถาม : คนไม่มีโชคนี่มันไม่มีจริง ๆ เนะครับ ขนาดแบบตรงเป๊ะยังซื้อไม่ได้เลย
ตอบ : ของเรานี่มันยัง มันต้องกำนันเถา กำนันเถานี่อยู่ยุคหลวงปู่ปาน หลวงปู่จง หลวงปู่่ปานเรียกไอ้เถากระเพาะยางมันแดกข้าวทีละกาละมังแน่ะ ท่านบอกกระเพาะมันยืดได้เหมือนยาง นั่นแหละ กำนันเถาไปหาหลวงปู่จง ขอหวย หลวงปู่จงบอกว่าอย่าเอาเล้ยให้ไปเอ็งก็ไม่ได้เล่นหรอก กำนันเถาเขาก็ยืนยันหลวงพ่อผมเล่นครับเล่นแน่ หลวงพ่อจงบอกไม่ได้เล่นหรอกอย่าเอาเลยมันก็จะเอาให้ได้ หลวงพ่อจงท่านก็เขียนให้มัน ๓ ตัว มันก็ใส่กระเป๋าเสื้อไป วันหวยออกปรากฏว่าไปตรวจโพยไปดูปรากฏว่าซื้อทุกรายที่มาขอยกเว้นของหลวงปู่จง คว้าปืนจะยิงกะบาลตัวเองลูกเมียห้ามแทบไม่ทัน คนเราถ้าหากว่าผลของทานบารมีไม่ส่งผล ลาภพวกนี้ไม่มีหรอก แล้วท่านรู้นี่ พระระดับหลวงปู่จง หลวงปู่ปาน นี่ไอ้เรื่องของยถากัมมุตาญาณ ท่านจะรู้ละเอียดมาก มันจะต้องเป็นทานที่ทำโดยไม่ได้ตั้งเจตนาไว้ คล้าย ๆ กับว่าเห็นการบุญการงานอะไรที่มันเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมที่ไหนเราก็ทำมันเดี๋ยวนั้นเลย ถ้าเจตนาทำไว้ไม่ต้องไปรอหวยหรอก เป็นเศรษฐีไปแล้ว
ถาม : แล้วอย่างตอนปัจจุบันนี้ ตั้งใจไว้เลยว่าเจอที่ไหนเราจะทำอย่างนี้ล่ะครับ มันก็เหมือนว่าเราตั้งใจไว้ก่อนใช่ไหมครับ?
ตอบ : ไม่ใช่ คนละอย่างกัน ไอ้บุญตั้งใจไว้มันมีการเตรียมการ อันนี้ไปถึงชนเมื่อไหร่ก็ให้เดี๋ยวนั้น
ถาม : เดี๋ยวนี้ผมก็ทำอย่างนั้นบ่อยนะครับ ไม่เห็นถูกหวยเลย
ตอบ : ชาติก่อนได้ทำไหมล่ะ (หัวเราะ) ผลของปัจจุบันมาจากอดีต แต่ว่าอย่าลืมว่าวินาทีข้างหน้าวินาทีนี้มันก็เป็นอดีตแล้วนะ ทำ ๆ ไว้ เผื่อฟลุค ๆ แก่ ๆ อาจจะถูกหวยบ่อย
ถาม : ถึงตอนนั้นก็ไม่รู้จะเอาไปทำอะไรแล้วมั้ง
ตอบ : เอาไว้ซื้อตะบัน (หัวเราะ) เอาไว้ตะบันน้ำกิน ไอ้เรื่องของการทำแล้วหวังมันขาดตัวอุเบกขา พอขาดตัวอุเบกขาผลมันจะส่งช้า กำลังใจไม่มั่นคง จำไว้ว่าตัวอุเบกขาต้องมีอยู่ในทุกอารมณ์กรรมฐาน ทานบารมี อย่าลืมว่าบารมี ๑๐ ตัวไหนตัวหนึ่งนำขึ้นมาอีก ๙ ตัว มันได้ด้วยตัวท้ายสุดคือตัวอุเบกขาบารมี
ถาม : มันเหมือนกับว่าตอนนี้มันรู้แล้วนะครับ เรามั่นใจแล้วว่าทำแล้วเราต้องได้ มันกลายเป็นว่าทุกครั้งที่เราทำปั๊บเนี่ยเราจะรู้็สึกขึ้นมาเลยว่าเราต้องได้แน่
ตอบ : มันได้แน่ อันนี้ไม่เถียงหรอกแต่เมื่อไหร่ล่ะ?
ถาม : ทำยังไงถึงจะรู้ได้ด้วยและอุเบกขาได้ด้วยล่ะครับ ?
ตอบ : ต้องทำให้ได้ถึงระดับนั้น คือทำเสร็จเรียบร้อยแล้วรู้ว่าเรามีหน้าที่ทำเขาต้องการเราให้ หลังจากที่เราให้แล้ว เขาจะเอาไปทำอย่างไรเราไม่เกี่ยว นั่นน่ะอุเบกขาแน่ ๆ แขนก็เบกด้วย
ถาม : การที่มีอุเบกขามากไปทำให้เป็นคนไม่ยอมคนหรือเปล่าครับ ?
ตอบ : มันต้องดู คนที่เข้าถึงธรรมจริง ๆ ไม่ใช่เป็นคนไม่ทุกข์ไม่ร้อน แต่เขารู้ว่าอะไรมันเหมาะมันควรกับวาระกับเวลาอย่างไร โบราณเรียกว่ากาลเทศะ เรื่องที่ดิ้นรนไปแล้วไร้ประโยชน์เขาก็นอน มันเสียเวลาไปดิ้นทำไม รถชนกันตูมพังกระจายจะเสียเวลาไปเข็นรถเหรอ ก็โทรเรียกประกันมาแล้วก็นนอนรอมันสิ
อุเบกขา เป็นอุเบกขาที่ประกอบไปด้วยปัญญา ไม่ใช่ปล่อยวางแบบลูกศิษย์หลวงพ่อชา ลูกศิษย์หลวงพ่อชา เป็นพระด้วยนะ โดนลมตีหลังคากุฏิเปิดไปหลังคามุงด้วยแฝก ท่านเองท่านก็ปล่อยมันไปเรื่อยแหละ ฝนจะตกแดดดจะออกก็ช่างกูจะนั่งกรรมฐานของกู หลวงพ่อชาทนไม่ได้ไปถึงก็ คุ้ณ ซ่อมหลังคาสักหน่อยสิ ท่านบอกผมปล่อยวางซะแล้วครับ หลวงพ่อชาบอกว่าไอ้ปล่อยวางแบบนี้มันปล่อยวางแบบควาย (หัวเราะ) ควายมันตากแดดตากฝนทนกว่าคุณอีก คนเรามีปัญญามันต้องแก้ไข แก้ไขให้สิ้นกำลังตัวเอง สิ้นกำลังปัญญา สิ้นกำลังคน สิ้นกำลังทรัพย์ ถ้าแก้ไขไม่ได้แล้วค่อยยอมรับว่ามันเป็นกฎของกรรม ถ้ายังมีช่องทางให้ดิ้นรนแม้แต่นิดเดียวก็ต้องทำก่อน ไอ้ปล่อยวางแบบนั้นเดี๋ยวก็นั่นล่ะ ควายอึดกว่าเราเยอะเลย

</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=images/right.gif> </TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif> </TD></TR></TBODY></TABLE>

WebSnow
04-08-2005, 11:35 PM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD> ถาม : เมื่อตะกี้ผมเล่าให้น้องเขาฟังครับ เรื่องดารา ถ้าเกิดไม่เคยทำบุญอย่างอื่นตกนรกหมด เพราะทำให้คนยึดติดก็รู้สึกเอ๊ะ ในเมื่อดารามันทำสัมมาอาชีวะแล้วทำไมต้องไปตกนรกด้วยในเมื่อเถ้าเขาไม่ทำเขาก็ไม่มีกิน ?
ตอบ : มันเป็นมิจฉาทิฏฐิ คือ สิ่งที่เขาทำมันค้านกับธรรมะที่แท้จริง เพราะว่าสิ่งที่เขาทำมันเป็นมายา มันทำให้คนหลงยึดติดอยู่ สังเกตไหมล่ะว่านางอิจฉาเข้าไปในตลาดดีไม่ดีเจอเปลือกทุเรียนก็รองเท้าขว้างเอานั่นน่ะ คนมันยึดขนาดนั้น พระพุทธเจ้าสอนให้ละ ไอ้พวกนี้ทำให้ยึด มันตรงกันข้ามกับสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนเรียกว่ามิจฉาทิฏฐิ โทษของมิจฉาทิฏฐินี่มันหนักมากนะ อเวจีทีเดียว น่าสงสารมากเลย ในพระไตรปิฎกมีอยู่คือ พระตาลปุตตคามินีเถระ ท่านเป็นนักแสดงที่มีชื่อเสียงมาก ได้รับการอบรมมาจากวงการนักแสดงเขาบอกไว้ว่า บุคคลที่สร้างความรื่นเริงให้แก่ผู้อื่นจะได้เป็นสหายของเทวดาชั้นดาวดึงส์ ก็คือว่าจะได้ไปเกิดที่นั่น ภาษาบาลีฟังยากมันต้องแปลเป็นไทยอีกทีหนึ่ง ท่านเองท่านก็ยึดมั่นในจุดนั้นมา
คราวนี้พอไปเปิดการแสดงที่เมืองสาวัตถี ได้ยินมาว่าสมณโคดมทราบเรื่องทุกอย่าง ได้โอกาสก็เข้าไปกราบทูลถามพระพุทธเจ้าว่า สิ่งที่ท่านทำจะให้ท่านได้เกิดบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์จริงไหม พระพุทธเจ้าท่านบอกว่า ดูก่อน มายาการ อย่าเพิ่งให้ิเราพยากรณ์เลย ท่านเองตื้อถามถึง ๓ วาระ พอถึงครั้งที่ ๓ พระพุทธเจ้าบอกว่าลงอเวจีมหานรก คราวนี้ดีตรงที่ว่าท่านเชื่อ นั่งร้องไห้เลยถามว่าทำยังไงถึงจะรอดได้ พระพุทธเจ้าบอกว่าบวชแล้วปฏิบัติ ไม่นานท่านก็เป็นพระอรหันต์รอดไป ถ้าไม่เชื่อก็ซวย คราวนี้มันมีตัวอย่างอยู่ ไอ้ดาราวัยรุ่นธรรม์โทณวนิก น่ะ ไอ้ที่มันตายดูคนไปงานศพมันกี่หมื่น ถ่ายหนังสือพิมพ์ออกมาเห็นแล้วตกใจมันทำให้คนติดได้ขนาดนั้นแล้วไอ้ดาราเพลงร็อคของญี่ปุ่น มันมากันทีคนแห่กันไปดอนเมืองรถติดบรรลัยวายวอดเลย คนติดมันขนาดไหน แต่มันเป็นการยึดในทางที่ผิด จริง ๆ แล้วการปฏิบัติมันต้องปล่อย ยึดเมื่อไหร่ก็อยู่แค่นั้นแหละ
ถาม : แต่มันเป็นเรื่องทางโลกนะครับ ไม่มีก็ไม่ได้
ตอบ : ก็มันไม่มีก็ได้ถ้าหากว่าคนเราพอใจมีธรรมะประกอบอยู่แต่ บังเอิญว่าคนเรามันไม่สนใจจะหันมาหาธรรมะ มันสนใจแต่ทางด้านโน้นจริง ๆ แล้วพวกนี้น่าสงสารมาก การแสดงแสง สี เสียง อะไรต่าง ๆ ก็ดี ที่มันเกิดขึ้นมาเพื่อกระตุ้นในเรื่องของรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส เหล่านี้มันทำให้ปีติเกิดขึ้นในใจชั่วคราว ทำให้จิตมันฟูขึ้นมา ทำให้รู้สึกว่ามีความสุข แต่มันเป็นความสุขที่เกิดจากการกระตุ้นภายนอก มันไม่เหมือนกับการรักษาศีลเจิรญภาวนาที่เป็นความสุข ที่เป็นปีติที่เกิดขึ้นจากภายใน มันอยู่ยั้งยืนยงกว่าเพราะมันเพาะสร้างขึ้นมาเอง แต่ว่าอันโน้นมันเกิดจากการกระตุ้นภายนอก
เมื่อขาดสิ่งกระตุ้นนั้นมันก็ขาดไป พวกนี้ก็จะเกิดอาการทุกข์ขึ้นมา ทุกข์ตรงที่ว่า เอ๊ะ ทำไมไอ้ความสุขที่เคยมีมันหายไปก็ตะเกียกตะกายไปหาอีก ก็ต้องไปกินเหล้าเมายา ไปเต้นรำ ไปเข้าคลับ เข้าบาร์กัน เข้าโรงหนัง ฟังเพลง ไปกรี๊ดกันมันถึงจะมันส์
ถาม : พวกนักร้องก็เหมือนกันเหรอครับ
ตอบ : เหมือนกันหมด พวกนี้ส่วนใหญ่แล้วทำให้คนยึดติด ถ้าไม่เคยทำบุญอื่นมาในลักษณะที่เรียกว่ากำลังใจทรงตัวน่ะนะ โอกาสรอดอเวจีน้อยเต็มที น่าสงสาร
ถาม : อย่างนี้พวกนักฟุตบลมันก็เกี่ยวเนื่องไหมครับ ?
ตอบ : มันก็มีสิทธิ์เหมือนกัน
ถาม : อย่างพวกแมนยู ลิเวอร์พูล อาร์เซนอล
ตอบ : พวกนี้จริง ๆ มันไม่น่าโทษเขานะไอ้คนระยำดันไปติด
ถาม : เลยพาเขาซวยไปด้วย
ตอบ : ต้องดูเจตนาของเขา ถ้าเจตนาของเขาคือว่าวางลีลาจะมีท่าแปลก ๆ อะไรออกมาเพื่อดึงดูดใจคน ไอ้นี่เจตนาชัดเลย โทษ ๑๐๐%ถ้าหากว่าเป็นอาชีพของตัวเองทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดคนอื่นจะเป็นอย่างไรเราไม่เกี่ยว นี่โอกาสรอดยังมีเยอะ คราวนี้แบบแรกมันจะเยอะ เป็นแบบแรกซะเกือบหมด
ถาม : ตายแน่ เดวิด เบคแฮม (หัวเราะ) โห ทั้งสามีภรรยาเลย
ตอบ : เอาให้ถึงเวลาก็ไปดูแล้วกัน ถ้าคนไปติดเขาเองน่ะจริง ๆ แล้ว โทษเขาไม่มี แต่ว่าพวกนี้ส่วนใหญ่เจตนาหาจุดเด่นขึ้นมาเพื่อดึงดูดไง มันช่วยได้เยอะชื่อเสียงของตัวเองก็ได้เงินทองก็มากขึ้น
ถาม : คือว่าถ้าเป็นดาราก็คิดซะว่าเราทำหน้าที่ของเรา
ตอบ : คือทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุดไป แล้วถึงเวลาเรื่องของบุญ ของบาปของอะไรบาปเราก็ละบุญเราก็ทำให้จิตใจมันเกาะบุญมากกว่าบาป โอกาสรอดมันก็มี
ถาม : เอาใจเป็นที่ตั้งเหรอครับ ?
ตอบ : ทุกอย่างมันเกิดที่ใจ มโนปุพพังคมาธัมมา – ธรรมทั้งหลายใจเป็นหัวหน้า, มโนเสทฏา – สูงสุดที่ใจ, มโนมยา – สำเร็จที่ใจ ถ้าใจเราบอกว่าไม่มันก็ไม่
ถาม : ครับแล้วคนที่แต่งตัวให้สวยเพื่อที่จะยั่วยวนก็บาปสิครับ ?
ตอบ : จริง ๆ แล้วก็คือว่า ถ้าในส่วนของธรรมะแล้วพร่อง อันนี้มันเกี่ยวกับศีลระดับสูงอย่างเช่นศีล ๘ เรื่องของการประดับตกแต่งร่างกายอะไรตนเองนี่ถ้าเจตนาที่จะไปดึงดูดเพศตรงข้ามมีโทษ แต่ถ้าหากว่าเก้อเขินออกสังคมไม่ได้จึงจำเป็นจะต้องแต่งตัวตามเขาเจตนาอันนั้นไม่มีอันนี้ไม่เป็นไร
ถาม : แต่ว่าผิดน้อยกว่าดาราใช่ไหมครับ ?
ตอบ : อันนี้น้อยกว่าเยอะ ส่วนของธรรมะมันพร่องไป แต่ดารานั่น ถ้าหากเจตนาทำนี่ โทษหนักเลยเขาเป็นมิจฉาทิฏฐิหมด
ถาม : ผมนึกถึงพระเอกนางเอกเมืองไทยนี่ก็ล้วน ๆ เลย
ตอบ : ส่วนใหญ่ใจบุญนะ
ถาม : แล้วอย่างที่เขาแสดงละครสะท้อนสังคมอย่างเจ้ากรรมนายเวรนี่เขาได้กุศลไหมครับ ?
ตอบ : ดูเจตนาของเขาว่าตั้งใจจะสอนคนหรือเปล่า ถ้าเจตนาของเขาตั้งใจจะสอนคนให้เป็นคนดีจริง ๆ มันก็ได้ แต่ถ้าหากเขารู้แต่ว่าคนจ้างเขาเล่นแล้วเขาทำหน้าที่อันั้นไปส่วนนี้มันก็น้อยลง ยังไงเจ้ากรรมนายเวรน่ากลัวไหม (หัวเราะ) จริง ๆ มันน่าจะเห็นอย่างงั้นนะ

</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=images/right.gif> </TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif> </TD></TR></TBODY></TABLE>

WebSnow
04-08-2005, 11:35 PM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD> ถาม : เห็นเป็นตัวเป็นตนเลยนะครับ ?
ตอบ : ทุกคนสามารถเห็นได้เพียงแต่ว่าเขาทอดทิ้งการกระทำอันนั้นเสียเพราะว่าขาดความอดทน ถ้าหากว่ามีความอดทนเพียงพอตั้งใจปฏิบัติมันได้ทุกคนแหละ โอกาสที่มันจะเข็นยากเต็มที่น่ะไม่มีหรอก เพราะว่าขนาดเนยยะก็คือประเภทที่ต้องเคี่ยวเข็นกันพระพุทธเจ้าท่านยังบอกว่าโอกาสที่จะเข้าถึงไตรสรณคมน์ของเขาก็มี พอเข้าถึงไตรสรณคมน์นี่สวรรค์เปิดโล่งอยู่แล้วล่ะไปได้สบาย ๆ
ปทปรมะนี่ไม่ใช่โง่นะ ฉลาดเกินไป ปทปรมะนี่ภาษาบาลีเขาแปลว่ามากด้วยบทบาท พวกนี้ฉลาดเกินไปชอบเถียงครู มันเกง ปทปรมะที่บอกว่าสอนไม่ได้นี่ไม่ใช่ว่าเขาโง่ หากแต่มันไม่ฟังใคร ยึดความเห็นของตัวเองเป็นใหญ่ ตะแบงข้างหรือไม่ก็ที่เขาเรียกว่าคนขวางโลกอะไรพวกนั้น มันเลยเป้า เราต้องการแค่หัวมัน เอื้อมมือเลยหัวทุกที
ถาม : อย่างนี้พระโพธิสัตว์บารมีเข้มจะเป็นปทปรมะไหมครับ ?
ตอบ : ก็ไม่แน่เหมือนกันนะ ตัวอย่างโตไทยพราหมณ์ ก็ยังอยู่อวเจีอยู่นี่ อันนั้นเจตนาขวางพระพุทธเจ้าเลยเพราะว่ากลัวว่าพระพุทธเจ้ามาจะเอาบริวารตัวเองไปหมด พระโพธิสัตว์เขาต้องมีบริวาร โตไทยพราหมณ์ โตไทยพราหมณ์ จริง ๆ ก็คือคนไทย โต-ไทย–ยะ-พราหมณ์ =พราหมณ์คนไทยชื่อนายโต สมัยก่อนเขาไม่มีนามสกุล เขาก็เลยต้องมีฉายาต่อท้าย สมัยก่อนเขาใช้ฉายากันใช่ไหม ภัททิยะศากยราชา ก็จะได้รู้ว่า ภัททิยะที่เป็นราชาของเหล่าศากยะเขา เพราะ่ว่าชื่อภัททิยะเขามีเยอะ อลกุณฑกะภัททิยะ ภัททิยะที่เป็นคนเนี้ย,คนค่อมน่ะ เขาบอกเอาไว้ชัด ๆ ไม่งั้นชื่อซ้ำกันจะแยกไม่ออกว่าเป็นคนไหน
คราวนี้พระพุทธเจ้าเข้าไปประกาศศาสนาในเขตนั้นโตไทยพราหมณ์เขากลัวว่าจะเอาลูกศิษย์เขาไปหมด เลยไปยืนลำเลิกเบิกประจานด่าพระพุทธเจ้าไล่ให้ออกไปจากเขต ตายตอนนั้นยังไม่ลงนรกนะ กลายเป็นหมา เกิดเป็นลูกหมาก่อน เกิดเป็นลูกหมาอยู่ในบ้านตัวเอง พระพุทธเจ้ามาบิณฑบาตมาเห่าอีก พอมาเห่าไล่พระพุทธเจ้าก็บอกว่า โตไทยพราหมณ์สมัยเธอเป็นคนอยู่ก็ขวางทางตถาคตแล้ว เกิดเป็นหมาแล้วยังจะทำอย่างนี้อีกหรือ โตไทยพราหมณ์ก็ตกใจ เอ๊ะ สมณโคดมรู้ด้วยว่าเราเป็นใคร ก็เลยเสียใจไปนอนซุกกองขี้เถ้าไม่ยอมกินอะไร บรรดาคนใช้เขาได้ยินเขาก็ไปฟ้องเจ้านาย ไปฟ้องสุภมานพ ที่เป็นลูกของโตไทยพราหมณ์ บอกว่าสมณโคดมประจานตระกูลนี้ว่าโตไทยพราหมณ์ที่จะต้องเกิดเป็นพรหมแน่ตามความเชื่อของเขาน่ะ เกิดเป็นเดรัจฉาน ศุภมานพก็เลือดขึ้นหน้ากะว่าจะบุกไปโซ้ยพระพุทธเจ้าถึงเชตวันเลย พาบริวารพาอะไรไปพอไปถึงก็ว่า ถ้าหากว่าพระสมณโคดมพิสูจน์ไม่ได้ว่าลูกสุนัขตัวนี้เป็นบิดาของเรา เราก็จะประจานสมณโคดมต่อหน้ามหาชน เขาตั้งความคิดไว้อย่างนั้นเลย
พอไปถึงพระพุทธเจ้าก็เลยบอกว่า ท่่านกล่าวอย่างนั้นจริง ๆ เอาอย่างนี้สิ ให้เอาลูกสุนัขนั้นมาอาบน้ำทำความสะอาดให้ดีหาอาหารให้กิน พอเขากินอิ่มแล้วกระซิบตรงข้างหูว่า สมบัติอะไรที่พ่อยังไม่ได้บอกแก่ลูกขอให้ช่วยบอกด้วย สุภมานพก็เอา ไอ้เรื่องแค่นี้มันพอทำได้ก็ทำดู ถ้าไม่ได้อย่างนั้นจริง ๆ แล้วค่อยกลับมาด่าใหม่ ก็ไป พอทำอย่างนั้นปุ๊บโตไทยพราหมณ์ได้ยินลูกพูดอย่างนั้นก็ความลับแตกแล้วน่ะ ก็เลยพาไป ตะกุยดินตรงไหนสุภมานพก็ขุดตรงนั้นได้มาลัยทองราคาตั้งแสนกหาปณะ ได้ถาดทองราคาตั้งแสนกหาปณะ อะไรขึ้นมาบานเบิกเลย
สุภมานพก็ อ๋อ พระพุทธเจ้าท่านตรัสจริง ก็เลยเลื่อมใสนับถือพระพุทธเจ้าปฏิญาณตนเป็นพุทธมามกะ แต่โตไทยพราหมณ์เขาใช้คำว่าอกแตกตาย ก็คงหัวใจสลายน่ะนะ คนอื่นรู้ความลับตัวเองหมดทั้ง ๆ ที่คิดว่าพราหมณ์เป็นตระกูลที่สูงมากอย่างไร ก็ต้องเกิดเป็นพรหมมันกลับไปเกิดเป็นลูกหมาซะได้ ตายในขณะที่จิตเศร้าหมองคราวนี้ลงอเวจีไปเลย
ถาม : หลวงพ่อเคยบอกไว้ไม่ใช่หรือครับว่าหมานี่ไม่มีทางไปต่ำ ?
ตอบ : ท่านบอกว่าส่วนน้อยที่จะไปอย่างนั้น โอกาสที่จะพลาดมันมีแต่มันน้อยมาก ส่วนใหญ่แล้วก็ไปแค่หมา แต่ไอ้ส่วนน้อยมันมีอยู่อาจจะเปอร์เซ็นต์เดียว แล้วไอ้เปอร์เซ็นต์เดียวมันดันลงไปให้เห็นชัด ๆ ซะด้วย
ถาม : พระพุทธเจ้าท่านเคยพยากรณ์ไว้หรือเปล่าครับว่าโตไทยพราหมณ์เป็นพระโพธิสัตว์ชั้นไหน

</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=images/right.gif> </TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif> </TD></TR></TBODY></TABLE>

WebSnow
04-08-2005, 11:36 PM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD> ถาม : พระพุทธเจ้าท่านเคยพยากรณ์ไว้หรือเปล่าครับว่าโตไทยพราหมณ์เป็นพระโพธิสัตว์ชั้นไหน
ตอบ : นิยตะโพธิสัตว์แน่นอนด้วยว่าจะตรัสรู้ในภัทรกัปนี้
ถาม : ทำไมเรียกภัทรกัปล่ะครับ ?
ตอบ : ภัทรกัปแปลว่ากัปที่มีความเจริญมาก
ถาม : ไม่ใช่ ๕ องค์ ใช่ไหมครับ ?
ตอบ : กัปที่มีพระพุทธเจ้าจะประกอบไปด้วยสารกัป มีพระพุทธเจ้า ๑ องค์ มัณฑกัป มีพระพุทธเจ้า ๒ องค์ วรกัป มีพระพุทธเจ้า ๓ องค์ สารมัณฑกัปมีพระพุทธเจ้า ๔ องค์ และภัทรกัป มีพระพุทธเจ้า ๕ องค์ คราวนี้มันจะมีพวกสุญกัป อันตรายกัป ที่ว่างจากพระพุทธเจ้ามีแต่สิ่งชั่วร้ายอะไรต่าง ๆ เยอะแยะไปหมดนาน ๆ ถึงจะมีกัปที่มีพระพุทธเจ้าขึ้นมาทีหนึ่ง แต่ปรากฏว่าช่วงนี้เป็นช่วงที่ฟลุคที่สุดเป็นภัทรกัป ๒ กัปติดกนั้นมีพระพุทธเจ้าได้ ๑๐ องค์ ใครเกิดช่วงนี้เฮงที่สุดแล้วก็ซวยที่สุด เฮงที่สุดก็คือทำความดีไม่ต้องมากหรอกขึ้นไปได้แค่สวรรค์น่ะ พระศรีอาริยเมตไตรย์ขึ้นไปตรัสโดยเฉพาะพวกเรายึดในทานศีลภาวนาอยู่รับรองว่า ตอนนั้นสวรรค์ร้าง ท่านคงกวาดไปหมด แต่ถ้าพลาดลงนรกนี่เอาแค่ขุมตื้น ๆ เท่านั้นนะ ผ่านไป ๑๐ องค์นี่ยังไม่ทันได้โผล่หรอก เพราะฉะนั้นเฮงที่สุดแล้วก็ซวยที่สุดในเวลาเดียวกัน
ถาม : อย่างนี้มาเกิดในพุทธศาสนานี่ก็วัดดวงที่สุดเลยสิครับ ?
ตอบ : ก็โดยเฉพาะโตไทยพราหมณ์กับสุภมานพตรัสรู้ติดกันสุภมานพตรัสรู้ก่อน สุภมานพจะเป็นสมเด็จพระพุทธเทวเทพสัมมาสัมพุทธเจ้า โตไทยพราหมณ์จะเป็นสมเด็จพระพุทธนรสีหสัมมาสัมพุทธเจ้า พ่อไปทีหลังลูก ลูกได้ก่อน คำพยากรณ์เขาพยากรณ์แน่นอนอยู่แล้ว อาจจะป็นไปได้ด้วยว่าช่วงนี้ท่านลงกว่าจะขึ้นมาก็เลยไปทีหลังลูกก็ได้
ถาม : อย่างนี้ก็ครบ ๑๐ องค์แล้วนี่ครับ พระศรีอาริยเมตไตรย์ หลวงปู่ปาน ?
ตอบ : เกิน เขาบอกเอาไว้เกิน แสดงว่าจะต้องมีผู้ที่ลาพุทธภูมิในช่วงนี้อีก พระที่รู้แน่ ๆ ก็คือพระยามาราธิราชลาใช่ไหม ในอนาคตวงศ์เขาเริ่มพระศรีอาริยเมตไตรย์องค์ที่ ๑ ช้างปาลิไลยกะองค์ที่ ๑๐ แต่ว่าเรต้องการแค่ ๖ เพราะฉะนั้นต้องลาอย่างน้อย ๔ องค์ พระยามาราธิราชลาไปแล้วก็เหลืออีก ๓ องค์ ก็ดูว่าใครจะสละสิทธิ์
เมตเตยยพราหมณ์จะเกิดเป็นพระศรีอาริยเมตไตรย์ พระรามจะเป็นสมเด็จพระรามสัมมาสัมพุทธเจ้า พระเจ้าปเสนทิโกศลจะเป็นสมเด็จพระพุทธธรรมราชาสัมมาสัมพุทธเจ้า
ถาม : องค์นั้นไปแล้วนี่ครับ ?
ตอบ : อันนั้นน่ะมหาปเสนทิโกศลนะ เป็นหลวงปู่ปาน เป็นองค์พ่อกษัตริย์ผู้ครองแคว้นโกศลเขาเรียก ปเสนทิโกศลทุกองค์แหละ ก็พระยามาราธิราชถ้าไม่ลาซะก่อนจะเกิดเป็นสมเด็จพระธรรมสามีสัมมาสัมพุทธเจ้า อสุรินทราหูถ้าหากว่าไม่ลาก็จะเกิดเป็นสมเด็จพระพุทธนารทสัมมาสัมพุทธเจ้า
ถาม : ใครนะครับองค์นี้ ?
ตอบ : ราหู ไม่ใช่ราหูอมจันทร์นะ ท่านเคยบอกไว้ว่าท่านไม่ไปอมขี้ดินหรอก คนมันลือกันไปเอง (หัวเราะ) ก็พระพุทธรูปจะมีอยู่ปางหนึ่งปางไสยยาสน์น่ะ ไสยยาสน์พระบาทเสมอเป็นปรินิพพาน ถ้าหากว่าไสยยาสน์พระบาทซ้อนเหลื่อมก็จะเตรียมตัวลุก แต่มีปางไสยยาสน์อยู่อันหนึ่ง เขาเรียกว่าไสยยาสน์ลืมเนตร ไม่ได้หลับตา อันนั้นเขาเรียกว่าปางโปรดอสุรินทราหู ไปโปรดพระราหูเพราะพระราหูนี่ท่านคิดว่าตัวท่านใหญ่มาก ตามในบาลีเขาบอกว่ารอยต่อระหว่างคิ้วนี่โยชน์หนึ่ง ๑๖ กิโลเนี่ย ของเรามันได้ ๒ นิ้วมือหรือเปล่าก็ไม่รู้ คราวนี้ตัวท่านใหญ่ขนาดนั้นก็เลยว่าจะไปกราบพระพุทธเจ้าแต่กลัวว่าจะเป็นการไม่เคารพ เพราะว่าตัวใหญ่ต้องก้มลงดูพระพุทธเจ้า อยากจะไปแต่ไม่ได้ไปกลัวจะเป็นการปรามาสพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าท่านเลยเสด็จไปโปรด ปรากฏว่าพระพุทธเจ้านอนตัวใหญ่กว่าราหู (หัวเราะ) ปางนั้นแหละเขาเรียกว่าไสยยาสน์ลืมเนตร-ปางโปรดอสุรินทราหู
ถาม : แล้วอย่างนี้คนสร้างเขารู้ประวัติความเป็นมาหรือเปล่าครับ ?
ตอบ : ส่วนใหญ่แล้วบรรดาที่เขาเขียน ๆ ขึ้นมาก็มักจะป็นผู้ที่ได้อภิญญาได้อะไร แต่ว่าต่อมาหลังบ ๆ มันมีเฝือเยอะ ถ้าอธิบายพระไตรปิฎกลงมาเป็นอรรถกถานี่โอเคล่ะ เพราะว่าส่วนใหญ่เป็นพระอรหันต์ปฏิสัมภิทาญาณไม่ใช่ส่วนใหญ่ล่ะทุกองค์ แต่อรรถกถามาฎีกา ฎีกามาเป็นอนุฎีกา อนุฎีกามาเป็นเกจิอาจารย์นี่ไม่ไหวแล้ว ชักจะเลอะ ก็เลยกลายเป็นว่าเพิ่มอะไรขึ้นมาเยอะเกินไป มันเฝือ ทีนี้ถัดจากอสุรินทราหูก็เป็นโสณพราหมณ์ จะเป็นสมเด็จพระพุทธรังสีมุนีสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วก็เป็นสุภมานพเป็นสมเด็จพระพุทธเทวเทพสัมมาสัมพุทธเจ้า โตไทยพราหมณ์เป็นสมเด็จพระนรสีหสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วก็ช้างนาฬาคิรี ที่เทวทัตปล่อยไปจะเหยียบพระพุทธเจ้าน่ะ จะเป็นสมเด็จพระพุทธติสสสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วช้างปาลิโลยกะ ที่อุปฐากพระพุทธเจ้าตอนที่อยู่ป่าเลไลย์น่ะ ตอนหนีภิกษุโกสัมพีที่ทะเลาะกัน นั่นจะเป็นองค์สุดท้าย จะเป็นสมเด็จพระพุทธสุมังคลสัมมสัมพุทธเจ้า
อันนี้ก้เกินโควต้า เพราะต้องการ ๖ มาตั้ง ๑๐ จะต้องมีอย่างน้อย ๆ อีก ๔ องค์ที่จะลา เรารู้แน่ ๆ คือท้าวมาลัย ท้าวมาราธิราช ลาแล้ว ที่เหลือท่านไม่ได้พยากรณ์มิบังอาจบอก ลาก็คือลา ไปแทรกคิวเขาไม่ได้เดี๋ยวโดนดีเขี้ยวมันยาวจัด (หัวเราะ)
ถาม : อย่างนี้คิวก็มีไปเป็น
ตอบ : โหไม่ต้องนับเลยล่ะ แค่ที่บารมีเต็มอยู่นี่เข้าคิวกันยาวกี่กิโลก็ไม่รู้ ต้องชมบรรดาพระโพธิสัตว์ว่ากำลังใจท่านทรงตัวจริง ๆ กำลังใจท่านทรงตัวมาก อย่างพลตรีศรีพันธ์ วิชชุพันธุ์ น่ะ หลวงพ่อท่านถาม “ไอ้แดง ของเอ็งน่ะอีก ๘๑ กัปนะ สู้ไหม” “สู้ครับ” ๘๑ กัปนะ ไม่ใช่ ๘๑ องค์ แต่ละกัปอาจจะเกิดหลายองค์ก็ได้ สู้ครับ มันไม่ถอยน่ะ กำลังใจของพระโพธิสัตว์ส่วนใหญ่แล้วเข้มแข็งมาก เรื่องลำบากไม่กลัว
ถาม : ถ้าเราเป็นนี่เราจะรู้ไหมครับว่าอีกนานไหม ?
ตอบ : ถ้าทำถึงเดี๋ยวมันรู้เองแหละ หรือไม่ก็รอได้รับการพยากรณ์ พยากรณ์ว่าเมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น แบบเดียวกับพระพุทธเจ้านามว่า ปทุมมุตรพยากรณ์...ญาติพระเจ้าพิมพิสาร “อีก ๙๑ กัปญาติของเธอจะเกิดเป็นพระราชานามว่าพิมพิสาร ถึงเวลานั้นแล้วเธอจะได้ส่วนบุญ” ดีใจแทบตาย ๙๑ กัป
ถาม : แล้วหลวงพ่อท่านพยากรณ์ว่าอีก ๘๑ กัปได้ด้วยเหรอครับ ?
ตอบ : พระท่านบอกจ้ะ ท่านก็ว่าต่อ ท่านเองท่านไม่เสียเวลามาพยากรณ์หรอก สำหรับหลวงพ่อเองท่านบอกว่าถ้าไม่ลาซะก่อนอีก ถัดจากพระศรีอาริยเมตไตรย์ไปอีก ๒๒ องค์ รอกันอ่วมเลยท่านบอกรอไม่ไหว ไปดีกว่า พวกที่หมดเรื่องแล้วรอได้ ไอ้ที่มีเรื่องต้องลงเรื่อย

</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=images/right.gif> </TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif> </TD></TR></TBODY></TABLE>

WebSnow
04-08-2005, 11:36 PM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width=15 background=images/left.gif></TD><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD> ถาม : อาินิสงส์การซ่อมพระละครับ ?
ตอบ : พวกที่ซ่อมแซมพระนี่ได้เปรียบนะ เกิดเป็นนางงามจักรวาลได้ง่าย ๆ เลย
ถาม : ผมพยายามมานั่งปิดอยู่เรื่อย ๆ ครับ
ตอบ : (หัวเราะ) อยากเกิดเป็นผู้หญิงเหรอ ทรงเมตตาบารมีอย่างหนึ่ง ซ่อมแซมของเก่าให้เป็นของใหม่โดยเฉพาะของเคารพ อย่างเช่น พระพุทธรูปหรือโบสถ์วิหารอะไรพวกนี้ พวกนี้เกิดมาใหม่รูปร่างหน้าตาสวยงามกันทั้งนั้น
ถาม : เผื่อโดนจับไปเป็นดาราก็ซวยอีก (หัวเราะ)
ตอบ : ก็ตั้งใจซิว่าเราเล่นเพื่อเป็นอาชีพของเราเท่านั้น กิเลสมันมีกันทุกคนนั่นแหละตราบใดที่เรายังไม่ได้เป็นอรหันต์ คราวนี้ว่ามันสำคัญตรงที่เรารู้ว่าไม่ดีเราก็ควรจะรีบ ๆ ปล่อย แต่เห็นมันยึดกันทั้งนั้นแหละ
ถาม : ปีหน้าไปจนถึงเมษายังนับว่าเป็นปีมะโรงเหรอครับ ?
ตอบ : ถึงแรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๔ ยังเป็นปีมะโรงอยู่ พอขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๕ ก็เป็นปีมะเส็ง
ถาม : พระอรหันต์นี่มีฟุ้งซ่านไหมครับ ?
ตอบ : จะฟุ้งซ่านอะไรล่ะ มันหมดแล้วน่ะ
ถาม : แล้วพระอนาคามีล่ะครับ ?
ตอบ : พระอนาคามียังต้องการในส่วนที่เป็นกุศลบางอยา่งอยู่ เรียกว่าฟุ้งซ่านก็ได้
ถาม : แล้วพระโสดาบัน พระสกิทาคามี นี่ถ้าฟุ้งซ่านจะฟุ้งซ่านไปในเรื่องของอะไรครับ
ตอบ : จะไม่เกินในเรื่องของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เรื่องของความดี โอกาสที่จะฟุ้งซ่านเรื่องรัก โลภ โกรธ หลง ของท่านน้อยนะ พระโสดาบันยังมีอยู่แต่ว่ามันน้อย โกรธ แต่ไม่ผูกโกรธ โกรธแล้วแล้วกัน หันหลังให้ก็ลืมไม่ไปตามชกหน้าใคร สกิทาคามีนี่อาจจะประเภทที่ยั่ว ๆ ตอนนี้อีก ๓ วันนึกขึ้นมาได้โกรธซะหน่อย เดี๋ยวเสียธรรมเนียมหมด
ถาม : สุนัขหายค่ะ
ตอบ : อะไรนะ หมาหาย ?
ถาม : ที่เคยอุ้มเอามาด้วยน่ะค่ะ
ตอบ : โอ๊ย ตายแล้ว ไปหายที่ไหนล่ะ ไม่เป็นไรเดี๋ยวไปเอาที่วัดมาอีกตัวหนึ่ง หมาน่ารักอย่า่งนั้นไม่ต้องไปห่วงเขาหรอกมันหลุดออกไปมีแต่คนเขาช่วยเลี้ยงสบาย เดี๋ยวไปเอาที่วัด เอาพันธุ์แท้ อันนั้นเพ็ดดิกรี รับรองว่าหมาไทยแท้ ๒ วันแล้วเหรอ ไปหลุดออกไปอีท่าไหนล่ะ
ถาม : ตอนแรกเล่นอยู่ในบ้านค่ะ แล้ววิ่งออกมา
ตอบ : ไม่เป็นไรหรอก ถ้าภายใน ๒ วันไม่ได้ก็แปลว่าคนเขาช่วยเลี้ยงไปแล้ว เลี้ยงหมาอย่าติดหมาสิ เลี้ยงหมาติดหมา เลี้ยงคนติดคน มันไปไม่รอดหรอก นะ เราเองต้องทำใจให้ได้ว่าทุกคนมีกรรมเป็นของตน เคยท่องไหม กัมมัสสสะโกมหิ กัมมะทายาโท กัมมะโยนิ กัมมะพันธุ กัมมะปฏิสสรโณ ทุกคนมีกรรมเป็นของตน มีกรรมเป็นทายาท มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย
เราเลี้ยงเขาดีแล้วถึงเวลาถ้าวาระมันมาถึงเขาจำเป็นต้องไปเราก็ต้องวางอุเบกขาด้วย เราเมตตาเราสงเคราะห์เขาแล้วนี่ ถ้ามัวแต่ไปใจหมอง ๆ เดี๋ยวนี้นี้เป็นอะไรไปเราแย่เอง ไปเลี้ยงหมาติดหมาเลี้ยงคนติดคนเดี๋ยวไปไม่รอด ไม่เป็นไรเอาค่าอาหารมาเลี้ยงน้องบัวแทน ได้ค่าขนมเยอะขึ้น หมาที่วัดมีแต่ตัวเมีย มีตัวผู้อยู่ตัวเดียว ไอ้สิบกว่าตัวนั่นน่ะ เพราะว่าเวลามีตัวผู้มาจะโดนเขาเอาไปหมด มันไม่เอาตัวเมีย มันทิ้งตัวเมียไว้ให้พระเลี้ยง ปรากฏว่าไอ้ที่พึ่งได้ก็หมาตัวเมียนั่นแหละ เขาไม่ไปไกลนี่ ไอ้ตัวผู้ถึงเวลาติดสาวไปแน่บเลย
ถาม : (เสียงไม่ชัด)
ตอบ : พอเ้ข้าถึงตัวสุขมันจะเยือกเย็นอย่างบอกไม่ถูก ถ้าหากว่าถัดจากนั้นอีกนิดเีดียวมันจะเป็นการทรงฌานไปเลย สังเกตดูตอนนั้นว่าการภาวนาของเรามันทรงตัวอยู่ ลมหายใจจะยาวจะสั้นเรารู้อยู่ ภาวนาไว้อย่างไรรู้อยู่ ตัวฟุ้งซ่านอารมณ์ข้างนอกมันเหลือน้อยมาก อาการรับรู้ทางด้านนอกรู้อยู่แต่ไม่รำคาญ มันเข้าถึงตัุวสุขจะเป็นเอกัคตารมณ์ ขยับจากนั้นอีกนิดเดียวจะเป็นปฐมฌานไปเลย
ถาม : ช่วงนั้นก็จะเห็นรูปพระองค์ที่จับ เห็นอยู่ค่ะ
ตอบ : เห็นอยู่จ๊ะ
ถาม : แต่มันมีความรู้สึกว่ามีความเย็นเกิดขึ้น
ตอบ : อย่าไปติดอยู่ตรงนั้นก็แล้วกัน ถ้าทำใหม่อยากให้เป็นอย่างนั้นอีกจะไม่เป็น เราต้องทำใจให้สบาย ๆ คิดว่าเรามีหน้าที่ภาวนาอารมณ์ใจอย่างนั้นจะเกิดขึ้นหรือไม่เกิดขึ้นก็ตามเป็นเรื่องของเขา เราทำได้เท่าไหร่เป็นเรื่องของเรา ถ้าทำอย่างนั้นก็จะก้าวหน้าเร็วจ๊ะ
แต่ถ้าทำเมื่อไหร่ต้องการให้ถึงอารมณ์ตรงจุดนั้นไอ้ตัวต้องการตัวอยากมันนำหน้าอยู่มันจะไปไม่ได้ อีกนิดเดียวเท่านั้น อีกนิดเดียวความเป็นพระโสดาบันเหลือไม่ยากแล้ว เพราะกำลังของพระโสดาบันแค่ปฐมฌานเท่านั้นเอง สามารถตัดกิเลสระดับนั้นได้สบายเลย ขยับอีกนิดเีดียวก็ถึงแล้ว เออ เดี๋ยวนี้เก่งกันเยอะนะทำป๊อบแป๊บ ๆ ก็ได้ดีกันเป็นแถว
ไอ้ประเภทอยากรวยแล้วขี้เกียจน่ะ มันน่าจะรวยไหมล่ะ กรรมฐานสำหรับคนขี้เกียจหายาก กรรมฐานต้องขยันทำจริงจังและสม่ำเสมอด้วย ขยันเป็นพัก ก็ไม่ได้ ไปโหมเอาเหมือนกับทำงานใช่ไหม วันนี้จะเอาค่าแรงให้ได้สักพันหนึ่งตั้งหน้าตั้งตาทำไป พรุ่งนี้ก็ไปไหนไม่รอด อย่าลืมว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เราทำอยู่ อย่างเช่นว่าความคิดว่าจะไปนิพพานก็เป็นอุปสมานิสติอยู่ใช่ไหม กรรมฐานกองใหญ่มากด้วย
เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าถามว่า ไม่ทำกรรมฐานไปนิพพานได้ไหม ? ไปไม่ได้ แต่เราอาจทำกรรมฐานอยู่โดยที่เราไม่รู้ตัว ความอยากไปนิพพานนั่นมันเป็นกรรมฐานอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าไอ้ตัวอยากน่ะลดให้มันน้อย ๆ ลงหน่อย ให้มันเหลือความรักนิพพานที่มันเต็มอยู่ในจิตในใจของเราก็พอ จะได้ไม่ต้องไปอยากมันมาก อยากแล้วมันขวางบังหน้าอยู่ไปไม่รอด

</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=images/right.gif> </TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif> </TD></TR></TBODY></TABLE>

WebSnow
04-08-2005, 11:37 PM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width=15 background=images/left.gif></TD><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD> ถาม : กรรมฐานกองไหนเหมาะนักปฏิบัติที่หวังจะให้หลุดอย่างจริงจัง ?
ตอบ : จริง ๆ แล้วกรรมฐานทุกกองใช้ได้ทั้งหมด สมัยที่ปฏิบัติอยู่นะ พอพูดถึงเรื่องกามราคะขึ้นมามันจะหนักใจมาก โดยเฉพาะผู้ชายทุกคนน่ะเป็นเหมือนกันหมด คราวนี้ว่าตัวกรรมฐานคู่ศึกของมันจริง ๆ คือกายคตานุสสติกับอสุภกรรมฐาน แต่ปรากฏว่า อสุภกรรมทฐานนี่ถึงขนาดพี่สุรินทร์น่ะ พี่สุรินทร์ตอนนั้นแกอยู่ห้องผ่าตัดของนิติเวช โรงพยาบาลตำรวจ เป็นลูกศิษย์หลวงพ่อเหมือนกัน นั่นขนาดเขาเปิดห้องผ่าตัดให้พระเข้าไปดูเลยนะ เข้าไปใหม่ ๆ นี่อ้วกแตกอ้วกแตนกินข้าวกันไม่ได้ไป ๒-๓ วันเลย แต่พอนานไป ๆ ความระยำของจิตมันก็ปรากฏ มันเลือกดูแต่ที่ดี ๆ ไอ้ตรงที่ผ่ามันก็ไม่ดู ยิ่งวันไหนมีศพสวย ๆ นี่พี่สุรินทร์เขาจะโทรบอกเลย รีบมา เดี๋ยวจะผ่าให้ นั่นเจตนาดีของเขา
แต่คราวนี้ไอ้ของเรานี่แรก ๆ มันก็ไม่ชิน มันก็ได้ผล แต่ปรากฏว่าดูไปดูมามันตายด้าน มันชักจะชินกับสภาพของมัน พอชินกับสภาพของมัน ๆ ก็เลือกไปดูตรงที่ดี ๆ ตรงผ่าเราก็ไม่ดู มันก็แย่ละวา กรรมฐานคู่ศึกมันก็ทำไม่ได้ ตัวกายคตานุสสติพยายามแยกทุกอย่างเลยนะ ก็ทำไม่ได้ อสุภกรรมฐานนี่ทำถึงขนาดนอนอยู่กับโครงกระดูก ๓ ปี น่ะ พิจารณาอยู่ เวลาคุยกับผู้หญิงสวย ๆ นี่เอากระดูกใส่มันครึ่งหนึ่ง ให้มันเป็นกระดูกครึ่งหนึ่งเป็นเนื้อครึ่งหนึ่ง นั่งดูมันอ้าปากแง็บ ๆๆ อยู่มันรู้สึกตลกก็ตลก แต่อีกครึ่งมันก็ยังสวย เอากะมันสิวะ ถึงเวลาแล้วใจมันสู้ไม่ได้
ปรากฏว่า ...พอดีปีนั้นเรียนนักธรรมโท ก็จะมีอนุพุทธประวัติ คือ ประวัติของพระอรหันต์อสีติมหาสาวก ๘๐ องค์ ไปถึงประวัติของพระรัฐบาลเถระ พระเจ้าอุเทนก็อย่างว่าพระราชาใช่ไหม นางสนมเยอะ ท่านก็สงสัยมากถามพระรัฐบาลเถระว่า “ภิกษุในธรรมวินัยนี้เป็นคนหนุ่ม ย่อมมากด้วยกามราคะ เหตุใดจึงทรงอยู่ในพรหมจรรย์ได้” ท่านขอ้งใจมากเลยตัวท่านเองท่านไปไม่รอดแน่แล้วทำไมพระทำได้ พระรัฐบาลเถระตรัสว่า “มหาราชะ ดูก่อนมหาราช ภิกษุในธรรมวินัยนี้พิจารณาดังนี้ มาตุคามนี้สมควรตั้งไว้ในที่แห่งมารดาก็ตั้งไว้ในที่แห่งมารดา มาตุคามนี้สมควรตั้งไว้ในที่แห่งพี่สาวก็ตั้งไว้ในที่แห่งพี่สาว มาตุคามนี้สมควรตั้งไว้ในที่แห่งน้องสาวก็ตั้งไว้ในที่แห่งน้องสาว มาตุคามนี้สมควรตั้งไว้ในที่แห่งลูกสาวก็ตั้งไว้ในที่แห่งลูกสาว ดูก่อน มหาราชะ ภิกษุในธรรมวินัยนี้พิจารณาดังนี้จึงตั้งอยู่ในพรหมจรรย์ได้” โอ้โห พออ่านมาถึงตรงนี้ ๓ โลกสว่างหมดเลย เห็นชัดเลยว่าเนี่ยเป็นตัวเมตตาบารมี เห็นผู้อื่นเป็นคนครอบครัวเดียวกับเราก็เลยรักเขาเสมือนคนครอบครัวเดียวกับเรา ไอ้อารมณ์ใจที่มันจะไปคิดเรื่องระหว่างเพศแบบคนอื่นเขาก็เลยไม่มี
พอเห็นตรงนี้นี่รู้แจงแทงตลอดไปเลยว่า อ๋อ มิน่าล่ะ ว่ากรรมฐาน ๔๐ กอง ๆ ใดกองหนึ่งก็สามารถไปนิพพานได้ทั้งนั้น เพราะว่าจริตของแต่ละคนมันไม่เหมือนกัน ไอ้ของเรานี่จะเอาตัวนี้ไปสู้มันสู้ไม่ได้หรอก กรรมฐานคู่ศึกมันสู้ไม่ได้ แต่ปรากฏว่าตัวพรหมวิหาร ๔ กลับสู้ได้ มันกลายเป็นเราไปถนัดอย่างนั้นแทน เพราะฉะนั้นถ้าถามว่า ไอ้ตัวไหนที่มันเด็ดขาด มันก็ต้องดูว่าตัวเราถนัดแบบไหน แล้วก็ใช้กรรมฐานกองนั้น
ถาม : จะรู้ได้ยังไงครับ ?
ตอบ : ค่อย ๆ คลำไป เดี๋ยวถึงเวลาเมื่อไหร่มันก็อ๋อเองแหละ อันนั้นก็คลำอยู่ตั้งนานเหมือนกัน บังเอิญวันนั้นกำลังจะไปกิจนิมนต์ แล้วบ้านโยมก็แหม ลูกสาวสวยซะด้วย ไปกราบลาหลวงพ่อขออนุญาตไปกิจนิมนต์ครับ หลวงพ่อท่านว่า “อ้าวไปกิจนิมนต์เหรอ นึกว่าจะไปงานแต่ง” ไอ้เราฟังก็สะดุ้งใช่ไหม ครูบาอาจารย์ทักอย่างนี้ มันต้องยิ่งระวังตัวเองให้หนักยิ่งขึ้น ก็พอดีไปท่องตำราเจอตรงนี้เข้าพอดี พอเจอตรงนั้นปุ๊บ อารมณ์ใจมันแทงตลอดไปรุ่งขึ้นไม่หนักใจแล้วมาเท่าไหร่ก็มาเหอะ
ถาม : แต่ก็ยังรู้สึกว่าสวยอยู่หรือเปล่าคะ ?
ตอบ : พอหลังจากที่ทำได้แล้วนะไอ้ความรู็สึกมันเห็นก็สักแต่ว่าเห็นไป มันไม่เสียเวลาไปคิดแล้ว
ถาม : กลัวข้าวต้มเขาจะเสียเจ้าค่ะ ทำข้าวต้มาถวายท่าน
ตอบ : ไม่ต้องห่วงจ้ะ อยู่ที่โน่นไม่ทันได้เสียหรอกเราไล่แจกดะไปตลอดทางเลย เพราะว่าอยู่ที่โน่นก็เหมือนกับเป็นที่พึ่งของเขา ถึงเวลาเขาก็จะรอแต่ของเรา แถวนั้นเขาลำบากหน่อยเพราะพระเจ้าส่วนใหญ่จะอยู่ในเขตป่า เขตป่าคนเข้าถึงยากแล้วเขาเองก็ไม่ได้เข้าเมืองมาหาศรัทธาญาติโยม เรามีอะไรก็ไปสงเคราะห์เขา
ถาม : จอคอมพิวเตอร์ของผมเเองเนี่ยครับ ผมเอารูปสมเด็จองค์ปฐมน่ะครับ เป็นแบคกราวน์ เราทำงานไปก็มองไป พอมานั่งนึกก็จำได้มั่งไม่ได้มั่ง คือรายละเอียดมันเอยะมากเลยครับ
ตอบ : อย่าเพิ่งเอารายละเอียด ใหม่ ๆ เราเองแค่นึกออกก็พอ ถึงได้ไม่เต็มองค์ำได้เพียงบางส่วนให้กำลังใจของเรามั่นใจว่าเป็นพระพุทธเจ้าก็ใช้ได้ แล้วขณะเดียวกันว่าถ้ามีการเปลี่ยนแปลงสีสัน ท่านจะเปลี่ยนบ้าง อริยาบถท่านจะเปลี่ยนบ้าง จากนั่งเป็นยืน เป็นเดิน เป็นนอนอะไรใช้ได้ทั้งนั้น เป็นพุทธานุสสติเหมือนกันแล้ว ร่างกายของเรานี่มันแย่อยู่อย่าง เจ็บไข้ได้ป่วยขึ้นมา สมาธิมันตกที่เคยชัด ๆ มันก็เลยมัวไปหมด ของเรามันต้องค่อยเป็นค่อยไป
ถาม : แล้วบางทีเนี่ยผมรู้สึกว่าการจำพระพุทธรูปเนี่ย จำยากเหลือเกินครับ พอดีที่บ้านที่ห้องพระมีรูปพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันนี่น่ะครับเป็นรูปถ่าย ผมก็เลยนึกถึงหน้าท่านแทน เพราะว่าหน้าคนนี่รู็สึกว่าจะจำได้ง่ายกว่า
ตอบ : อันไหนทำให้เรารู้เห็นได้ชัดเจนกว่า สะดวกกว่า ง่ายกว่า ก็อันนั้น หลวงพ่อท่านบอกเสมอว่าให้เป็นภาพพระที่เราชอบใจที่สุด มันจะได้ง่ายและก็สะดวกใจสำหรับเรา เพราะของที่เรารักพอนึกถึงมันก็ง่าย

</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=images/right.gif> </TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif> </TD></TR></TBODY></TABLE>

WebSnow
04-08-2005, 11:37 PM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD> ถาม : ตั้งแต่ตอนเด็ก ๆ แล้วฝันว่าตัวเองมีเขี้ยว ๒ ข้างเลย ก็ไม่ได้มีสาระสำคัญอะไรแต่ว่าสงสัยว่าทำไมเพ้อเจ้อเกี่ยวกับงู คือตัวเองเกิดมาชอบเขี้ยวอยู่แล้ว
ตอบ : บางอย่างมันเป็นจริตนิสัยเดิมของตัวเองมันเป็นมาอย่างนั้นก็ปล่อยเขาแล้วกัน นาน ๆ มันก็ผุดขึ้นมาที ถ้าเราควบคุมมันได้มันก็ไม่มีปัญหาอะไร
ถาม : เป็นยังไงคะจริตเดิม ?
ตอบ : พวกของอะไรที่เราเคยชอบเคยชินมาตั้งแต่อดีตมาบางอย่างมันตามมา สิ่งที่ตามมาก็คือว่าลักษณะรูปร่าง หน้าตาอาจจะเปลี่ยนน่ะนะ เพราะว่าเปลี่ยนไปตามบุญตามกรรมที่เราทำ ทำบุญเอาไว้เยอะเมตตาบารมีมากทรงศีลได้ทรงพรหมวิหารเป็นปกติหน้าตาก็จะสวยงามมากขึ้น แต่ลักษณะรูปร่างจะคล้ายของเดิมอย่างหนึ่ง นิสัยในการกินอย่างหนึ่ง ในอดีตเคยชอบอาหารแบบไหนมาสมัยนี้มันก็อย่างนั้นน่ะ พวกนี้เขาตามข้ามชาติกันนะ
ถาม : อันนี้ผมเชื่อนะครับเรื่องอะไรที่มันเกิดในปัจจุบันนี่แม้วิทยาการที่จะเกิดต่อไปในอนาคตที่เจริญเนี่ยมันมีมาหมดแล้ว
ตอบ : จ้ะ ไปเรียนของเดิม
ถาม : ครับ มันเป็นของเดิมแม้แต่วิทยาศาสตร์นี่ มันดี มันใช้มาหมดแล้วแต่เรา สติ ไอ้ความรู้ของเรามันย้อนไปไม่ถึง คือ พูดง่าย ๆ เรามีดิสเก็ตใหญ่มากเลยแต่เครือข่ายเราอ่านไปได้ไม่ถึงจุดนั้น
ตอบ : ดีไม่ดีเครื่องมันยังทำงานไม่ถึงด้วยซ้ำไป อย่างแอตแลนติสไง แอตแลนติสนี่เขาใช้พลังงานแสงอาทิตย์สร้างเป็นไฟฟ้า ยานยนต์ทุกอย่างของเขาทันสมัยกว่าสมัยนี้มหาศาลเลย แล้วปรมาณูเขาก็มีสมัยนี้เพิ่งค้นคว้าไปได้ใกล้เคียงเขาเท่านั้นเอง ยังสู้เขาไม่ได้ซะด้วยซ้ำ
ถาม : อย่างนี้แต่ก่อนชอบเหาะ คือว่าเคยได้อภิญญาใช่ไหมคะ ?
ตอบ : พวกนี้พื้นฐานอภิญญาเก่าจะมี ฝันว่าเหาะบ่อยอะไรอย่างนี้
ถาม : การที่จะทำให้คนที่ไม่เคยรู้เรื่องอะไรอย่างนี้ เกิดความรู้สึกที่ไม่ดี จะถือว่าเป็นกรรมมาบังเขาหรือเปล่าคะ ?
ตอบ : ก็ไม่ใช่ เพราะว่าวิสัยของแต่ละคนชอบไม่เหมือนกัน อัชฌาสัย คือ ความปรารถนาส่วนตัวไม่เหมือนกัน ถึงได้ต้องแบ่งเป็น ๔ หมวดใหญ่ ๆ หมวดแรก คื สุกขวิปัสสโก พวกนี้แบบจับปิดตาเดินก็ไปแบบนิ่ม ๆ เลย ไม่ด้ินไม่รนไม่อะไรทั้งนั้น ใครให้ไปทางไหนก็ไป พวกเตวิชโช อย่างนั้อย ๆ นี่ขอแงะดูหน่อยเถอะ ว่าทางเดินตรงหรือเปล่า แต่ถ้าอภิญญานี่มันกระชากผ้าปิดตาตั้้งแต่แรกแล้ว ส่วนปฏิสัมภิทาญาณนี่เขาต้องรู้ครบ ความสามารถจะคุมทั้งอภิญญา ๖ วิชชา ๓ และ สุกขวิปัสสโกด้วย
พวกอภิญญานี่ อาจารย์จันทร์ รายนั้นเจออะไรรื้อกระจาย อยากรู้อยากเห็น พาไปเชียงรายพักที่ณัฐิพลรีสอร์ต เขามีพวกอ่างน้ำร้อนน้ำเย็นอะไรพวกนั้น ท่านเปิดไม่เป็นก็ให้เราสอนว่าเปิดยังไง น้ำมันถึงจะลงอ่าง เปิดยังไงน้ำมันถึงจะขึ้นฝักบัว แกก็กดแกก็ดึงแกก็หมุนของแกไปเรื่อย อีตอนถือฝักบัวดันหันมาหาเราแล้วน้ำมันก็ออกพอดี (หัวเราะ) เปียกไปครึ่งตัวไม่มีอะไรจะทำน่ะบ้านเขาไม่มี
พม่านี่พวกเครื่องอำนวยความสะดวกต่าง ๆ มันน้อยมาก ในเมื่อมันน้อยมากแล้วเขาเห็นอะไรที่เขาไม่เคยพบไม่เคยเห็นก็รื้อกระจาย ลูกบิดประตูน่ะ ลูบ ๆ คลำ ๆ เปิด ๆ ปิด ๆ อยู่ได้เป็นครึ่งวันค่อนวัน อยากรู้ว่ามันทำงานยังไง จะว่าไปแล้วบ้านเขาลำบากมาก เพราะว่าขนาดพลเอกนี่เงินเดือน ๒,๕๐๐ ๆ ของเขาประมาณ ๓๐๐ บาทถ้วนของเรา ครูจบปริญญาโทเงินเดือน ๑,๒๐๐ ไหวไหม ? ไอ้ ๑,๒๐๐ นี่ ร้อยกว่าบาทไทยนะ เขาก็เลยไม่สามารถหาพวกเครื่องสุขภัณฑ์เครื่องอำนวยความสะดวกอะไรได้แบบเรา
ถาม : ตั้งใจไว้ว่าที่ไหนบูรณะห้องน้ำจะทำบุญ
ตอบ : พวกนี้พวกเดียวกับพระพากุละเถระ พระพากุละเถระนี่ประวัติท่านพิสดารมาก ท่านบวชเป็นพระแล้วเป็นเอตทัคคะ คือ เป็นผู้ที่มีความสามารถยอดเยี่ยมในด้านเป็นผู้ที่มีโรคน้อย ปกติแล้วพระต้องฉันเภสัชรักษาโรคอยู่เสมอ
พระพากุละเถระนี่ในชีวิตแม้แต่สมอชิ้นเดียวก็ไม่เคยฉัน ตอนที่ท่านเกิด พอเกิดมาปุ๊บตัดสายสะดือเสร็จพี่เลี้ยงอุ้มลงไปล้างตัวที่ท่าน้ำ ปลายใหญ่มันฮุบตูมเดียวเอาไปเลย ปรากฏว่าปลาใหญ่ตัวนั้นวา่ยข้ามเมืองไปอีกเมืองหนึ่งไปติดข่ายเขา พ่อค้าเขาก็เอามาขายในตลาด คนใช้เศรษฐีของเมืองนั้นเจอเข้าเลยซื้อปลาไปมันอ้วนดี พอเอาไปทำอาหาร ผ่าท้องปลาออกมา เด็กชายพากุละยังดิ้นกระแด่ว ๆ อยู่เลย ไม่เป็นอะไรบุญรักษาอยู่ได้ พอดีเหลือเกินว่าเศรษฐีนั่นเขาพยายามอย่างไรก็ไม่มีลูก พอเห็นเด็ก โอ๊ย สวรรค์ประทานให้ ดีอกดีใจทั้งผัวทั้งเมียอุ้มชูเลี้ยงดูมาแบบประเภทรักยิ่งกว่าแก้วตาดวงใจ เรื่องมันก็ลือออกไปสิ ว่าเศรษฐีนี่ได้ลูกจากท้องปลา ทางด้านโน้นได้ยิน ลูกกูนี่หว่า (หัวเราะ) ก็ตามไปทวง เขาก็ำไม่ให้ก็เขาได้มาเอง เรื่องเลยไปถึงพระราชาท่านต้องมาตัดสินให้ว่าให้อยู่ทางบ้านี้ ๓ เดือน แล้วไปอยู่บ้านนี้ ๓ เดือน ท่านก็เลยได้ชื่อว่า พากุละ คือจากตระกูลสู่ตระกูล กลับกันไปกลับกันมาผลัดกันเลี้ยงคนละ ๓ เดือน เป็นลูก ๒ ครอบครัว
พอโตขึ้นมาหน่อยก็ได้บวช บวชเสร็จเป็นพระอรหันต์ผู้ที่เลิศในทางเป็นผู้ที่มีอาพาธน้อย คือ ป่วยน้อย พระพุทธเจ้าตรัสว่า บุรพกรรมที่ทำให้ป่วยน้อยเพราะว่า ในอดีตเคยสร้างเว็จกุฎี คือ ส้วม ถวายพระ เพราะฉะนั้นพวกเรานี่ ประเภทชอบสร้างส้วมนี่พวกเดียวกับพระพากุละ ทำให้คนอื่นหมดทุกข์ ตัวเองก็เลยทุกข์น้อยไปด้วยน ก็ขนาดสมอสักชิ้นหนึ่งฉันเพื่อรักษาโรคยังไม่เคยเลย ความจริงมันน่าจะไม่หิวด้วยนะ

</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=images/right.gif> </TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif> </TD></TR></TBODY></TABLE>

WebSnow
04-08-2005, 11:38 PM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width=15 background=images/left.gif></TD><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD> ถาม : เอาเรื่องอัฐิของบรรพบุรุษนะคะ ที่บ้าน (ชื่อฟังไม่ชัด) อมาตยนนท์น่ะค่ะ พอดีมีช่องว่างที่วัดสระเกศน่ะค่ะ ทีนี้ส่วนหนึ่งจะเอาไปไว้ที่วัดสระเกศอีกส่วนหนึ่งยังไว้ที่เดิมเป็นอะไรไหมคะ
ตอบ : อ้าว แล้วทำไมไม่ไว้รวมกันล่ะ คือ เรื่องของอัฐิแยกแยะไม่เป็นไร มันอยู่ที่เราสะดวก แต่ถ้าหากไว้ที่เดียวกันอย่างของคุณย่า หรือใครก็อยู่ที่วัดสระเกศอยู่แล้วต่อไปเราทำบุญจะได้สะดวก ถ้าไว้หลายที่่มันต้องวิ่งหลายแห่ง
ถาม : ท่านคะ แล้วมีเรื่องปลวกอีกค่ะ ปลวกขึ้นบ้าน
ตอบ : รังใหญ่ไหม ? หรือว่าเป็นทางเดินเฉย ๆ
ถาม : เป็นทางเดินค่ะ จะให้ช่างมา
ตอบ : ถ้าเป็นทางเดินเฉย ๆ แซะมันทิ้งได้เลย
ถาม : ไม่ได้ค่ะ เพราะมันขึ้นตามฝ้าแล้ว ให้ช่างเขามาดูแล้วค่ะ ทีนี้ก็บอกว่าขอให้เขาบอกไปได้ไหมคะ เพราะกำลังจะหาคนมาจัดการ
ตอบ : ถ้าอย่า่งนั้น หลวงพ่อท่านเคยแนะนำว่า ให้จุดธูป ๕ ดอก บอกกล่าวท้าวจตุมหาราชท่าน ว่าขอให้ช่วยสงเคราะห์นำเขาออกไปในช่วงนั้นจะได้ไม่ถึงแก่ชีวิต รบกวนท้าวจตุมหาราชท่านนิดหนึ่ง ขอให้ท่านช่วยสงเคราะห์ด้วยการป้องกันไม่ให้เขาเข้ามาในช่วงนั้นหรือว่านำเขาออกไปเลยก็ได้ ช่วงที่เขามาจัดการจะได้ไม่เป็นอะไร
ถาม : ทำในวันนั้นหรือก่อนวันนั้นคะ ?
ตอบ : ทำก่อนวันนั้นได้หน่อยก็ดี บอกว่าวันนั้นเวลานั้นเราจะให้ช่างมาจัดการ เพราะท้าวมหาราชท่านเมตตาเป็นปกติอยู่แล้ว พระอนาคามีนี่ ท่านเต็มใจช่วย หลวงพ่อท่านเคยแนะนำเอาไว้
ถาม : ไปสอนหนังสือค่ะท่าน แต่ว่านักเรียนดื้อมากค่ะ
ตอบ : เราต้องทำใจไว้เลยว่า ในช่วงวัยรุ่นเด็กดื้อกับซนเป็นเรื่องปกติ ถ้าเราทำใจตรงจุดนี้ได้ไม่มีปัญหา หน้าที่ของเราก็คือถ่ายทอดความรู้ให้แก่เขาให้เต็มที่ที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ พยายามทุกวิถีทาง เราเป็นครูเป็นอาจารย์เนี่ยถ้าเราเก่ง สามารถทำของยากให้เป็นของง่ายได้ เด็กจะสนใจทุกคน สำคัญอยู่ตรงเราด้วย อย่าโทษเด็กอย่างเดียว
ถาม : เขาถามกันมาในรถบอกว่าหลวงพี่ตอบให้เสร็จแล้ว
ตอบ : บางทีมันก็ฟลุคนะ ส่วนใหญ่มาตรงนี้แล้วเขาไม่ค่อยมีปัญหากัน มีอยู่ ๒ อย่าง คือว่ามาถึงได้รับคำตอบไปแล้วหรือไม่ก็มาถึงลืมคำถามหมดเลย ไอ้ที่มาถึงลืมคำถามหมดมันลักษณะตัวเองอยู่ในที่ร้อน มันกระวนกระวายอยากจะหาที่เย็นอยากจะหาทางออก มาถึงที่เย็นแล้ว มันไม่กระวนกระวายคำถามก็เลยพลอยหมดไปด้วย

</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=images/right.gif> </TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif> </TD></TR></TBODY></TABLE>

WebSnow
04-08-2005, 11:39 PM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD> ถาม : การปฏิบัตินั้น ทำอย่างไรถึงจะทรงตัวและก้าวหน้าคะ ?
ตอบ : การปฏิบัติน่ะ พวกเราลืมจุดที่สำคัญไปจุดหนึ่ง ส่วนใหญ่ก็คือว่าพอภาวนาจนอารมณ์ใจทรงตัวแล้ว ลุกแล้วก็ลืม รักษาอารมณ์ไม่เป็น ตัวรักษาอารมณ์ไว้สำคัญที่สุด ต้องประคับประคองอารมณ์นิ่ง อารมณ์สงบอารมณ์เย็นนั้น ให้อยู่กับเราให้นานที่สุดไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม ให้แบ่งกำลังใจส่วนหนึ่งนึกถึงอารมณ์นั้นไว้เสมอ ๆ
แรก ๆ มันอาจจะได้สักครึ่งชั่วโมงแล้วก็สลายหายไป สังเกตดูทำใหม่ ๆ แหม มันเย็นอยู่ในอก ชื่นอกชื่นใจ ลองรักษามันดูซิว่ามันจะได้นานสักแค่ไหน แล้วนาน ๆ ไป ความเคยชินที่เราประคับประคองมันไว้มันก็จะได้เป็นวัน ๒ วัน ๓ วัน ๕ วัน ๗ วัน ครึ่งเดือน เดือนหนึ่ง หรือถ้าหากว่าใครมีความคล่องตัวมาก ๆ ก็ได้เป็นปีเลย
ถ้าเราทำต่อเนื่องติดตามกันไปอย่างเนี้ยเรื่อย ๆ กำลังใจมันทรงตัวอยู่้ นิวรณ์ห้าเข้าไม่ได้ รัก โลภ โกรธ หลง มันกินใจเราไม่ได้ กำลังของสมาธิที่ทรงตัวอยู่นี้มันจะกดกิเลสตายไปเอง แต่ถ้าหากว่าใครไม่ชอบอย่างนี้ต้องขยันพิจารณา การพิจารณาก็มีอยู่ ๓ แบบ
แบบแรกตามอริยสัจ คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ดูทุกข์ตัวเดียวก็พอ แต่ถ้าหากว่ารู้สึกว่ามันยากเกินไปก็ดูเหตุที่มันกิดทุกข์ แล้วก็อย่าสร้างเหตุนั้น ทุกข์มันก็จะดับ ถ้าทุกข์ดับเขาเรียกว่านิโรธ ไอ้การที่เราทำเขาเรียกว่ามรรค เพราะฉะนั้น มรรคกับนิโรธ นี่ไม่ต้องไปแตะมัน อย่างเก่งก็ดูทุกข์ตัวเดียว ถ้าเก่งน้อยหน่อยก็ดูสมุทัยคือเหตุเกิดทุกข์ด้วย
เส้นทางที่สองก็คือดูตามแนวเส้นทางของไตรลักษณ์ ลักษณะความเป็นจริง ๓ อย่าง คือ ทุกอย่างไม่เที่ยง ทุกอย่างเป็นทุกข์ ทุกอย่างไม่มีอะไรที่เป็นตัวเป็นตนยึดถือมั่นหมายไม่ได้ในที่สุดก็ตายก็พังหมด ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตามเห็นทุกสิ่งทุกอย่างในลักษณะนี้หมด
อย่างที่สามดูตามแนววิปัสสนาญาณ ๙ อย่างตามนัยวิสุทธิมรรคในคู่มือปฏิบัติกรรมฐานจะมี เริ่มตั้งแต่อุทยัพยานุปัสสนาญาณ ดูการเกิดและดับ เห็นให้มันเป็นปกติ เห็นเด็กเมื่อกี้นี้ใช่ไหม เออ ไอ้นี่เกิดแล้วนะ เดี๋ยวมันก็แก่ เดี๋ยวมันก็เจ็บ เดี๋ยวมันก็ตาย หรือไม่ก็ภังคานุปัสสนาญาณ ดูเฉพาะความดับ ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นในที่สุดก็พังหมด ไม่มีอะไรเหลือ ไล่ไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งถึงตัวนิพพิทาญาณ คือ เบื่อหน่าย โดยเฉพาะเบื่อในร่างกายนี้ ในที่สุดก็เป็นสังขารุเปกขาญาณ คือ รู้จักปล่อยวางเห็นธรรมดาของมัน
คำว่า “ธรรมดา” สำคัญที่สุด ถ้าเราคลำจุดนี้เจออาศัยกินได้ตลอดชีวิตเลย แต่ว่่าธรรมดาของมันก็มีระดับของมันอยู่ ธรรมดาแบบผู้ทรงฌานทำกำลังใจได้ระดับหนึ่ง ธรรมดาของผู้เป็นพระโสดาบันทำได้ระดับหนึ่ง พระอนาคามีอีกระดับหนึ่ง พระอรหันต์นี่ธรรมดาที่สุด เห็นทุกอย่างเป็นไปตามปกติไม่มีอะไรกระทบใจของตัวเอง เพราะว่าปกติของมันเป็นอย่างนั้น ใช่ไหม ? ปกติของเด็กมนต้องดื้อต้องซน ปกติของเราเกิดมามันต้องทุกข์ ปกติของการอยู่้ร่วมกับคนอื่นต้องมีการกระทบกระทั่งเป็นธรรมดา จะเห็นธรรมดาไปหมด ท่านก็เลยเลิกแบกแล้วก็ปล่อย
เพราะฉะนั้นตัวรักษาอารมณ์ของการปฏิบัติเนี่ยสำคัญที่สุด ต้องประคับประคองให้อยู่กับเราให้ยาวนานที่สุดเท่าที่จะพึงเป็นไปได้ เพื่อที่เราจะได้มีความสุขจิตใจไม่ว้าวุ่นไม่ขุ่นมัวไปตามกิเลสตัณหาอุปทานและอกุศลกรรม สติจดจ่ออยู่เฉพาะหน้าไม่ไปในอดีตและไม่ไปในอนาคต ไม่ว่าจะคิดเรื่องอดีตที่ผ่านมาหรือว่าเรื่องอนาคตที่มาไม่ถึงมันทุกข์ทั้งคู่ คนเราจะไปนิพพานได้หรือไม่ได้ก็อยู่กับปัจจุบันนี้เท่านั้น อดีตไปไม่ได้แน่ถ้าไปได้ไม่มานั่งอยู่อย่างงี้ อนาคตยังมาไม่ถึงจะไปได้อย่างไร มันก็ต้องตอนนี้ เดี๋ยวนี้ อยู่กับลมหายใจเฉพาะหน้าเท่านั้น ประคับประคองอารมณ์อยู่อย่างนั้น รักษาความสงบเยือกเย็นอยู่อย่างนั้น
; คอยสังเกตในแต่ละวันว่านิวรณ์ ๕ อย่างกินใจเราได้ไหม ไอ้เครื่องกั้นความดี ๕ อย่างประกอบไปด้วย กามฉันทะ-ความพอใจในรูปสวย เสียงเพราะ กลิ่นหอม รสอร่อย สัมผัสระหว่างเพศ พยาบาท โกรธ เกลียด อาฆาตแค้นคนอื่นเขา ตัวโกรธน่ะมันโกรธเป็นปกติอยู่แล้วแต่อย่าพยาบาท พยาบาทคือผูกโกรธ ไม่รู้จักลืม คิดอยู่เสมอ ตัวนี้ใช้ไม่ได้ แต่ไอ้ที่โกรธน่ะ มันโกรธปกติโกรธไปเถอะไม่มีใครเขาว่าหรอก พระโสดาบันก็ยังโกรธ พระสกิทาคามีก็ยังโกรธ หมดโกรธต้องเป็นพระอนาคามีขึ้นไป โกรธแต่อย่าผูกโกรธ ถีนมีทธ-ความง่วงเหงาหาวนอนในระหว่างปฏิบัติและไอ้ตัวชวนให้ขี้เกียจตัวเดียวกันเลย อุทธัจจะ-อารมณ์ฟุ้งซ่านไม่ต้งมั่น แล่นไปสู่อารมณ์อื่น หลุดจากการภวานา หลุดจากการประคองอารมณ์เฉพาะหน้า วิจิกจฉา-ลังเลสงสัย ไอ้ตัวนี้จริง ๆ แล้วกินเราได้น้อย เพราะว่าถ้าสงสัยเราไม่มานั่งทำ วัน ๆ ดูแค่นี้พอ ถ้าจิตใจของเราไม่มีนิวรณ์ ๕ แสดงว่า อารมณ์ใจตอนนั้นอยู่ในระดับที่ดีน่าพอใจ แต่อย่าไปยึดถือมั่นหมายมันว่ามันจะดีอย่างนั้นตลอด
การทำแต่ละวันไม่เท่าเทียมกัน วันนี้กำลังใจทรงตัวถ้าร่างกายดีไม่เจ็บไข้ได้ป่วยหรือไม่เหน็ดเหนื่อยมาก ไม่หิวมาก อารมณ์ใจทรงตัวอาจจะภาวนาได้ แหม สดชื่นสบาย ๓๐ นาทีแล้วยังต่อได้อีก ดีไม่ดีชั่วโมง ๒ ชั่วโมงเลย เอ้า ได้เท่านั้นเราทำเท่านั้น พรุ่งนี้แค่ ๓ นาทีก็ประสาทจะกินแล้ว เพราะว่าสิ่งที่มารบกวนมีมากเหลือเกิน แต่อย่าลืมว่า ๓ นาทีไปรวมกับชั่วโมงหนึ่งเมื่อวานเป็นหนึ่งชั่วโมงกับสามนาที เราไม่ได้น้อยลงนะ แต่มากขึ้น เพียงแต่ผลงานในแต่ละวันเราอาจจะดูว่าน้อยไปหน่อย แต่ ๒ วันรวมกันมันได้ชั่วโมงกับสามนาที
เพราะฉะนั้นเราต้องรู้จักทำกำลังใจของเราให้พอใจอยู่กับสิ่งที่เราได้ ได้นาทีหนึ่งเอานาทีหนึ่งได้ ได้ชั่วโมงหนึ่งเอาชั่วโมงหนึ่ง สะสมไปเรื่อย ๆ ไม่ได้อะไร พุทโธคำเดียวก็เอา วนไหนจิตใจฟุ้งซ่านมาก ๆ ไปไม่รอดนั่งมองพระประธานก็เอา ไม่รู้จะทำยังไงพระพุทธรูปอยู่ตรงหน้าอย่างน้อย ๆ ก็เอาแค่นี้แหละ อตีตังสญาณ-รู้อดีต-ไม่เอา อนาคตังสญาณ-รู้อนาคต-ไม่เอา ยถากรรมมุตาญาณ-รู้กรรม-ไม่เอา ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ-ระลึกชาติ-ไม่เอา จุตูปปาตญาณ-รู้ว่าคนและสัตว์เกิดแล้วไปไหนตายแล้วไปไหน-ไม่เอา เอาปัจจุบันนังสญาณคือตอนนี้ เดี๋ยวนี้ เรานั่งมองพระอยู่พระพุทธเจ้าอยู่ตรงหน้าเราคือเราเห็นท่านอยู่กับท่านน่ะ ตีขลุมให้มันเป็นแล้วจะสบายใจ เอามันง่าย ๆ สะดวก ๆ
พระพุทธเจ้าท่านไม่เคยสอนอะไรยาก คนสมัยใหม่มันสอนให้ยากเอง รักษาอารมณ์ไว้อย่างเนี้ยได้มากเอามาก ได้น้อยเอาน้อย ได้เท่าไหร่ถือว่าเป็นเท่านั้น ทุกสิ่งทุกอย่างจะรวมตัวมากขึ้นไปเรื่อย ๆ ตัวที่ได้มากเรารับไว้มาก ได้น้อยเรารับไว้นอ้ยไม่ดิ้นรนไม่อะไรไม่อยากจะนเกินพอดีมันเป็นตัวอุเบกขาในการปฏิบัติ การปฏิบัติทุกระดับถ้าไม่มีตัวอุเบกขาในอารมณ์ ก้าวหน้ายากมาก แต่ถ้ามีตัวอุเบกขาในอารมณ์ลักษณะนี้จะก้าวหน้าได้ง่ายและได้เร็ว
เรื่องของธรรมะมันปฏิภาคผกผันแปลก ๆ ถ้าเราอยากอยู่มันจะไม่ค่อยได้หรอก แต่ถ้าหมดอยากเมื่อไหร่มันไหลมาเทมา ฟังดูน่าจะง่ายใช่ไหม ? เก็บเอาไว้จำด้วยนะ เคล็ดลับแบบนี้เขาไม่บอกกันง่าย ๆ หรอก จำแล้วก็ทำด้วย ถ้าเราฟังเทปหลวงพ่อจะได้ยินอยู่เสมอว่าฟังแล้วจำ จำแล้วคิด คิดแล้วนำไปปฏิบัติด้วย แทบทุกม้วนจะย้ำอย่างนี้ พวกเราส่วนใหญ่ฟังแล้วไม่ค่อยจำก็เลยไม่ต้องคิด ปฏิบัติก็ไม่ค่อยจะทำ

</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=images/right.gif> </TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif> </TD></TR></TBODY></TABLE>

WebSnow
04-08-2005, 11:39 PM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD> ถาม : นิวรณ์ ๕ มันชอบมากวนใจ
ตอบ : พอมันกวนใจปุ๊บเราโดดไปอยู่กับลมหายใจเข้าออก ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ว่าจะรัก โลภ โกรธ หลง แบบไหนก็ตาม ถ้าเราเป็นสุกขวิปัสสโกโดดไปอยู่กับลมหายใจเข้าออก ถ้าเราอยู่กับลมหายใจเข้าออกสิ่งกวนใจอื่น ๆ จะไม่มี
ถ้าหากว่าได้มโนมยิทธิหรือว่าได้อภิญญาเผ่นไปนิพพานเลย เราไปอยู่เฉพาะพระพักตร์ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรงนั้นเป็นเขตปลอดกิเลส นิพพานทั้งหมดเป็นเขตปลอดกิลสโดยสิ้นเชิง เราอยู่ตรงนั้นนิวรณ์กินใจเราไม่ได้ รัก โลภ โกรธ หลง กินใจเราไม่ได้ เพราะว่ารัก โลภ โกรธ หลง เป็นสมบัติของร่างกายนี้ ถ้ามีเราอยู่ไปคอยปรุงแต่งมัน แหม มันจะรัก จะโลภ จะโกรธ จะหลง อย่างมีรสชาติมากเป็นพิเศษ แต่ถ้าเราไม่อยู่ปรุงแต่งมัน มันเหมือนกินก๋วยเตี๋ยวไม่ได้ใส่เกลือ ใส่น้ำปลา ใส่น้ำส้มอะไรมันไม่มีรสชาติหรอกมันเบื่อไปเอง
เราไปอยู่ข้างบนจิตอยู่ข้างบนไม่มาปรุงแต่งอยู่กับรัก โลภ โกรธ หลง ที่เป็นสมบัติของร่างกาย ไม่มีใครมาเพิ่มเชื้อให้มัน ๆ ไม่สามารถจะลุกลามต่อไปได้ อย่างเก่งก็ ๓ นาที ๕ นาที มันก็ตายไปเอง แล้วเราก็ลงมาแบบระมัดระวัง คอยจ้องมันไว้ มาเมื่อไหร่หนีมันอีก นี่แหละคือตัวมโนมยิทธิที่สำคัญที่สุด ว่าเรารู้จักนิพพานและหนีกิเลสได้ มันเป็นวิธีตัดกิเลสที่ลัดที่สุด เพราะอยู่ตรงนั้นกิเลสไม่มีอยู่แล้ว ลงมาในร่างกายเมื่อไหร่ถึงจะโดนมันเล่นงานเอา
เราค่อย ๆ ทำในลักษณะนี้ ตัวประโยชน์ใหญ่ที่สุดของมโนมยิทธิก็คือว่าไปนิพพานได้ รู้จักนิพพาน ขณะเดียวกันตัดกิเลสอัตโนมัติได้ ถ้าทำอย่างนี้ได้ตัวมโนมยิทธิจะมีประโยชน์มหาศาล แต่ถ้าไปทำอย่างที่ว่า ๆ มา คือ ไปดูโน่นดูนี่ดูนั่น แทนที่จะละก็ไปติดไปยึดมันก็โทษมหันต์เหมือนกัน
พระพุทธเจ้าท่านบอกว่าระยะหลัง ๆ ไป สัญญา ปัญญา ของคนมันเสื่อมลงไปเรื่อย ๆ เพราะงั้นก็เลยไม่ค่อยจะได้อะไรยังไม่พอ ทำไม่ค่อยจะรู้เรื่องอีกต่างหาก ผ่านมาแล้วเห็นโทษของมัน ไม่อยากให้คนอื่นเขาเป็นก็เลยได้แต่นั่งมองว่าคนที่ยังอยากอยู่เราห้ามเขาไม่ได้ แต่ถ้ามีโอกาสก็จะสะกิดให้ว่าไอ้ที่เขาทำนั่นน่ะมันไปคาอยู่ตรงไหน มันไปพลาดอยู่ตรงไหน ถ้าไม่ดื้อมากก็ไปได้เร็ว
ไอ้สมัยของเรานี่ปล้ำเอง แหม...เหนื่อยเหงื่อหยดติ๋งเลย หลวงพ่อท่านสอนพระได้ดีมากวิเศษเหลือเกิน พระวัดท่าซุงหลวงพ่อสอนให้ช่วยตัวเองทั้งหมด ไปบิณฑบาตนี่แทบจะไม่มีลูกศิษย์ตามต้องหิ้วปิ่นโตเองด้วยน่ะ ถึงขนาดนั้น ท่านบอกว่าหนังสือมี เทปมี พวกท่านไปอ่านเอา ฟังเอา แล้วปฏิบัติตามนั้น ติดขัดตรงไหนแล้วมาถามผม ผมจะบอกให้ ไอ้ของเรามันโตมาด้วยวิธีนี้มันก็เลยเคยชิน ถึงเวลาไอ้เรื่องที่จะมาถึง เอ้า กินซะลูก ไม่มีหรอก โยนชามข้าวให้ ๑ ใบ อาหารพร้อมแล้วนี่ไม่รู้จักตักกินเองปล่อยให้มันหิวซะให้เข็ด ตรงนี้เลยไม่ค่อยเอาใจใครล่ะจ้ะ ไปวัดเหมือนกันบอกเขาแล้วว่าถ้าจะมาเที่ยววัดมาได้ แต่ถ้าจะเอากฐินเอ้าผ้าป่ามาไปถามซะก่อนด้วยถ้าไม่ถามก่อนว่าต้องการหรือเปล่าไปถึงโดนไล่กลับห้ามบ่นนะ
ถาม : นึกว่าถึงวัดแล้วก็
ตอบ : ไม่มี ถึงวัดแล้วนั่นแหละไล่กลับมาแล้ว

</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=images/right.gif> </TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif> </TD></TR></TBODY></TABLE>

WebSnow
04-08-2005, 11:40 PM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD> ถาม : แบบผีถึงป่าช้าแล้วไม่เผาก็ต้องฝังล่ะค่ะ
ตอบ : ไล่ให้ไปฝังที่อื่น ส่วนใหญ่จะทำอย่างนั้น มีคนเขาทอดผ้าป่าทุนการศึกษาเราก็พาไปทอดที่โรงเรียนให้ผู้อำนวยการหรืออาจารย์ใหญ่รับไปเลย หมดเรื่องไป เรามีหน้าที่เป็นแค่ทางผ่านไปเฉย ๆ
เรื่องเงินเรื่องทองมันเป็นของบาดใจสำหรับคนอื่น แต่มันเป็นเรื่องน่าเบื่อสำหรับอาตมา เมื่อกลางวันคณะของป้าตุ๋ยบอกว่ามีแต่คนถามว่าทำไมหาเงินง่ายจัง บอกกับเขาว่าไม่ได้หาเอง ทุกสิ่งทุกอย่างงานที่เราทำเป็นเรื่องของพระท่าน ถ้ามันจำเป็นท่ายนจะเป็นผู้หามาเอง เพราะฉะนั้นเรานั่งอยู่ตรงนี้ได้เงินหรือไม่ได้เงินดีเหมือนกัน ได้เงินก็คือดีได้ทำงาน ไม่ได้เงินก็คือดีได้พักนอน ได้ทั้งขึ้นทั้งล่อง ก็หลวงตาโทรมา “เล็กโว๊ย ช่วยบอกทีซิเอ็งทำใจยังไงวะข้าหัวจะหงอกหมดแล้ว” บอก “ก็ทำใจอย่างเงี้ย” หลวงตาบอก “ฟังแล้วมันง่ายดีแต่ทำยากจัง” ดิ้นรนจนเกินไปไม่มีสำหรับพ่อเรา เราต้องย้อน ๆ หลังไป หลวงพ่อก่อสร้างทุกอย่างท่านเป็นหนี้อย่างเดียว คือ ร้านค้า เพราะว่าร้านค้าเขาไว้ใจเขาให้ของมาก่อนไม่ได้ไปเรียกไปร้องอะไรเขาหรอก เขารู้ว่าให้มาแล้วหลวงพ่อมีเงินหลวงพ่อให้เขาแน่เพียงแต่ว่าเมื่อไหร่เท่านั้นเอง ถึงขนาดต้องไปกู้คนอื่นมา ต้องไปอะไรมาดิ้นรนมากจนเกินไป สร้างความทุกข์ให้เกิดแก่ตัวเองและคนรอบข้าง หลวงพ่อไม่ได้ประพฤติอย่างนั้น
เพราะฉะนั้นใครจะดิ้นก็ดิ้นเถอะแต่อาตมาไม่เอาด้วยหรอก ทำแค่ที่มี มีแล้วถึงทำ และก็มีอยู่ในลักษณะไม่ได้ขอใคร ที่วัดจะมีระเบียบวัดชัดเจนเลยนะ ระเบียบวัดข้อที่ ๑๓ ห้ามบอกบุญห้ามเรี่ยไรใด ๆ ทั้งสิ้น ใครจะทำบุญที่วัดต้องมาง้อให้ทั้งน้ำตาถึงจะรับไว้ (หัวเราะ) น่าอิจฉาเนอะ มันดีอยู่อย่างก็คือว่าไม่ต้องไปเป็นขี้ปากใคร ใครมาแปลว่าเขาเต็มใจให้จริง ๆ ถ้าไปขอเขาแบบคนอื่นจะทำให้ญาติโยมลำบากใจ
หลวงพ่อท่านแนะนำให้ตั้งแต่สมัยบวชใหม่ ๆ ว่า ภิกษุถึงแปลว่าผู้ขอ ถ้าไม่จำเป็นก็อย่าขอ แต่ถึงจำเป็นก็ไม่ควรขอ ถ้าเราปฏิบัติตามที่พระพุทธเจ้าท่านสอนแล้วโดยมเขาไม่เมตตาสงเคราะห์เราก็ยอมอดตายไปเลย แต่ปรากฏว่าปฏิบัติตามไปได้แค่ไม่ถึงส่วนเสี้ยวเดียว มันก็กลายเป็นว่าโยมเขาแย่งกันสงเคราะห์ ต้องคอยระวังอยู่ตลอดเวลาเพราะเมื่อทำไป ๆ ถึงระดับหนึ่งมันเหมือนกับ...กุศลมันส่ง ต้องการอะไรจะได้อย่างนั้น อย่าเอ่ยปากนะ เอ่ยปากเมื่อไหร่มาเลย แค่คิดต้องการก็จะมาเลย คราวนี้มันลำบากตรงที่ว่าเราต้องคอยควบคุมกำลังใจของเรา อย่าให้คิดอยากไอ้สิ่งที่มันเกินความเป็นสมณะไป
วันก่อนท่านเต่า ท่านเต่าเขาอยู่วัดท่าซุงน้องเพิ่งได้ ๖ พรรษา ถึงจะห่างกันระดับพ่อกับลูกก็เถอะ ท่านไปดู ๆ รอบวัดแล้วก็บอกว่า ทำไมหลวงพี่ไม่มีไอ้นั่น ทำไมหลวงพี่ไม่มีไอ้นี่บ้าง เพราะว่าที่วัดนี่สั่งห้ามไว้เลย มีระเบียบวัดว่าห้ามมีเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกชนิดยกเว้นเทปสำหรับฟังธรรมะอย่างเดียว ก็บอกกับท่านว่า เราเป็นพระ เราต้องระวังตัวอยู่เสมอ ถ้าเราเผลอเมื่อไหร่บางทีจุดมุ่งหมายมันแปรโดยที่เราไม่รู็ตัว แทนที่จะทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวม เพื่อประโยชน์ของสงฆ์ จะกลายเป็นบำรุงความสุขของตัวเอง ใช่ไหม ? เดี๋ยวก็ไปติดแอร์กุฏ ไปหาที่นอนดี ๆ มีเครื่องเสียงดี ๆ มีคอมพิวเตอร์ มีวีดิโอ มันจำเป็นตรงไหนล่ะ เป็นพระมีผ้า ๓ ผืน บาตรอีกใบหนึ่งเหลือเฟือแล้ว ยัง ๆ ก็ไม่อดแน่ ถ้าบาตรใบนั้นไม่หายซะก่อน (หัวเราะ)
ถาม : ตรงนี้หรือเปล่าคะ บางทีพระบางองค์ที่ปฏิบัติพอมาถึงดีในระดับขั้นหนึ่งแล้วเนี่ย แล้วก็พอหลังจากนั้นเนี่ย ?
ตอบ : พัง เหตุที่พังเพราะขาดสติ ไม่ได้ระมัดระวังตัวเอง โดยเฉพาะพระที่ยังเป็นโลกียฌานอยู่ ยังต้องใช้การข่มกลั้นกำลังใจอยู่ ถ้าหากว่าท่านไม่มีเวลาทำให้ต่อเนื่องจะพังได้ง่าย ๆ น่าเสียดายมาก อย่างเช่น ท่านอาจารย์นิกร ท่านอาจารย์ยันตระ หลวงพ่อภาวนาพุทโธ ท่านทั้งหลายเหล่านั้นจริง ๆ แล้วเป็นพระนักปฏิบัติที่ดีนะ
แต่เนื่องจากว่าเมื่อถึงเวลาที่ความดีเริ่มแสดงผลมันเหมือนยังกับดอกไม้เริ่มผลิดอกออกผล คนโน้นก็มาทึ้งไป คนนี้ก็มาทึ้งไป รับกิจนิมนต์หัวไม่วางหางไม่เว้นจนไม่มีเวลาเป็นของตัวเอง ก็ไม่ได้ปฏิบัติจิตอย่างต่อเนื่อง การไม่ได้ปฏิบัิตจิตอย่างต่อเนื่องถ้าไม่ใช่พระอริยเจ้ายังเป็นโลกียฌานอยู่มันกำเริบได้ทุกเวลา ถ้ากิเลสมันตีกลับนี่สาหัสเลย เพราะว่ามันเหมือนกับเก็บกดไว้นาน ก็เลยพังไปอย่างที่เห็น น่าเสียดายมากทั้ง ๆ ที่รู้จักมักคุ้นท่านดีทุกองค์เลย บางองค์อย่างท่านอาจารย์ยันตระนี่เรารู้ว่าท่านเป็นอย่างไร เคยพาท่านวิ่งมาแล้วน่ะ พระอาจารย์ยันตระเรียบร้อยจะตายใครจะเชื่อว่าพาท่านวิ่งมาแล้ว บอกลูกศิษย์เขาตีให้ตายเขาก็ไม่เชื่อ เห็นท่านเครียดมากเพราะลูกศิษย์ท่านไปกำหนดคุณสมบัติพระอรหันต์นะ ต้องพูดเบา ๆ ต้องยิ้มอยู่ทั้งวัน นั่งนิ่ง ๆ ประสาทกินน่ะสิ พระอรหันต์ไม่ใช่ตอไม้นี่ เจอหน้าท่านรู้เลยว่าท่านเครียดขนาดหนัก ก็เลยบอกกับท่านบอกว่า “ไปกับผมทางด้านโน้นได้ไหมครับ” ท่านก็ตกลงไป ลูกศิษย์พรวดลงมาเป็นคันรถเลยจะตาม บอกว่าขึ้นรถไปซะนี่ไม่เกี่ยวแล้วเรื่องของพระกับพระ พอพ้นมุมตึกพาท่านวิ่งเลย (หัวเราะ) พระนี่เรียบร้อยมากเลยนะวิ่งจีวรปลิวเหมือนกัน
ถาม : เอาให้หายเครียดเลยเหรอคะ ?
ตอบ : เอาให้หายเครียดก่อน เพราะว่าท่านเองพอถึงเวลาก็ต้องประเภทเดินนิ่ม ๆ ใช่ไหม นั่งยิ้มอย่างเดียว ต้องพูดเบา ๆ เสียงดังก็ไม่ได้ เดี๋ยวคนจะว่าไม่ใช่พระอรหันต์ กลายเป็นไปกำหนดคุณสมบัติพระดีเข้าโดยที่ไม่รู้ว่าจริง ๆ พระดีเป็นอย่างไร พระดีหลวงปู่บอกว่าเหลือแต่ีกิริยาเท่านั้นมายาไม่มี กิริยาอาจจะโฉ่งฉ่างยังไงก็ปล่อยท่านเหอะวิสัยท่าน เดิมเป็นอย่างไรจะเป็นอย่างนั้น แต่มายาคือการหลอกกันไม่มี จิตของท่านมันสะอาดเสียแล้ว ก็ตรงไปตรงมาอย่างเดียว ของท่าน ๆ ต้องไปโดนปิดโดนกั้นอยู่ในลักษณะที่เขากำหนดคุณสมบัติให้ ไม่ใช่กำลังใจที่แท้จริง เครียดมาก พาท่านวิ่งเข้าท่านชอบใจมากเลย
ท่านบอกคุณไปอยู่กับผมเถอะ วัดของผมอนุญาตให้อยู่ได้เต็มที่ไม่เกิน ๒ เดือน แต่สำหรับคุณจะอยู่นานแค่ไหนก็ได้ แต่บอกท่านไปว่า หลวงพ่อยังต้องการใช้งานผมอยู่ ถ้าหากว่าหมดงานเมื่อไหร่แล้วจะไป โห งานวัดท่าซุงมีหรือจะหมด (หัวเราะ) หลังจากนั้นอีกไม่กี่ปีก็เจ๊ง บอกว่าเหลือ
ถาม : อย่างนี้ท่านมีสิทธิ์กลับมาได้ฌานเหมือนเดิมไหมครับ
ตอบ : ก็ไอ้เรื่องของอาบัติปาราชิกนี่มันปิดมรรผลเท่านั้นนะ ปิดมรรคผลคือโอกาสที่จะได้เป็นพระอริยเจ้าไม่มีเพราะว่าล่วงศีลหนักในขณะที่เป็นพระ แต่ไม่ได้ปิดสวรรค์ ไม่ได้ปิดพรหม สุคติไม่ได้ปิดนี่ ถ้าหากท่านกำลังใจดีตีคืนมาได้เมื่อไหร่ทรงฌาน ทรงสมาบัติได้เหมือนเดิมแต่จะให้เป็นพระอริยเจ้าชาตินี้ไม่ได้แล้ว ต้องรอรับการลงโทษหรือไม่ก็เกิดใหม่อีกทีหนึ่ง ชาติใหม่เมื่อไหร่แล้วค่อยว่ากัน เสียดายพระดี ๆ พวกเรานี้ แหม เห็นต้นไม้ยังเล็กอยู่ทึ้งกินกระจายเลย ตายทีละต้น ๆ อย่ารีบนะอย่างน้อย ๆ เปิดโอกาสให้โตบ้าง

</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=images/right.gif> </TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif> </TD></TR></TBODY></TABLE>

WebSnow
04-08-2005, 11:41 PM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD> ถาม : ตรงนี้ใช่ไหมคะ ที่ว่าตอนที่ท่านยังทรงความดีอยู่ ที่คนเข้าไปมาก ๆ ๆ... ?
ตอบ : นั่นเรื่องของบารมีเก่าที่ท่านสร้างมาด้วย พอความดีเริ่มกลับมาทุกอย่างก็จะรวมตัว มันเหมือนยังกับว่าขุดบ่อเสร็จเรียบร้อยแล้วถึงเวลาฝนตกน้ำก็ไหลมาทุกทิศ แต่อีคราวนี้ว่าบ่อนั้นมันลึกไม่พอน้ำไหลมา ก็เลยล้นท่วมซะเดือดร้อนกันไปหมด สำคัญที่สุดตรงตัวนักบวชเองต้องรู้ตัวและระมัดระวังอยู่เสมอ
ถาม : ถ้าอย่างนี้นี่ถ้ารู้ตัวเราอาจต้องหนี หมายถึงว่าหนีกลุ่มนี้ไปเข้าป่าหรือไปไหนที่ห่างจากตรงนั้นก่อน
ตอบ : ต้องอย่างนั้น เพื่อให้มีเวลาของตัวเอง อาตมาพอมีเวลาเมื่อไหร่ก็พาพระออกป่า คนเห็นแปลกใจมาก เอ๊ะ กลุ่มนี้มันมาทำอะไรกัน ไม่มีกลด ไม่มีบาตร ไม่มีอะไรกับใครทั้งนั้นแหละ เดินดุ่ย ๆ หายเข้าป่าไปเลย แล้วอยู่ได้นานกว่ามันด้วย (หัวเราะ) แปลกดีมั๊ย ไปเอจกันกลางทุ่งใหญ่ เขาถามว่าพวกคุณมาทำอะไร บอกก็เหมือนกับพวกคุณนั่นแหละ เฮ้ย พวกคุณธุดงค์กันได้ยังไงไม่มีอะไรเลย บอก อย่างนี้แหละอยู่ได้นานกว่าคุณอีก เขาติดรูปแบบกัน ประเภทออกธุงดงค์ที่ห่มพากสังฆาฏิ สะพายกลด สะพายบาตรไป อย่างนั้นเดินได้วันละ ๑๐ กิโลเก่งตายชัก ของเรามันไปวันหนึ่ง ๕๐-๖๐ กิโลเป็นเรื่องเล็ก ๆ
ถาม : เวลาไปมีอะไรบ้างคะ ?
ตอบ : ย่ามใบหนึ่งใส่ชุดครองพระไปแล้วก็มีกระติกน้ำไป มีพวกไฟฉาย ไฟแช๊ค ยารักษาโรคนิดหน่อยแล้วก็ไป สนุกดี ไปเสี่ยงดวงเอาข้างหน้าว่าจะอดตายหรือเปล่า ไม่เคยอดหรอกมีแต่กินจนล้น พระวัดท่าซุงหลวงพี่นันต์ท่านบอกพวกคุณถ้าอยากธุดงค์แบบมีเสือมีช้างให้ไปหาท่านเล็กนะ ก็มีพระรุ่นน้องไป ๒ รุ่น
หลังจากนั้นเข็ดไม่มีใครไปอีกเลย มันเข็ดไอ้รุ่นที่ ๒ น่ะ เพราะรุ่นที่ ๒ นี่พวกท่านสหชาติท่านเป็ดเขาไปกัน ถามเขาว่าคุณจะฉันไหม ถ้าคุณจะฉันผมจะแบกอาหารไปเผื่อ เขาบอกว่าแล้วแต่หลวงพี่ อ้าว แล้วแต่ผม ๆ ขี้เกียจแบกมันหนักนี่ก็ไปกันอย่างนั้นแหละ ปรากฏว่าวันที่ ๓ เขาขอกลับบอกไม่มีแรงเดินแล้ว (หัวเราะ) กำลังใจเขาไม่ทรงตัว พอไม่ทรงตัวไปกังวลอยู่กับร่างกายมันแย่ ปรากฏว่าหมดแรงเอากลางทาง เราเดินออกมาข้างนอกเสร็จแล้วต้องขอให้ชาวบ้านเขาขี่มอเตอร์ไซค์เข้าไปรับ ทางป่านี่มอเตอร์ไซค์มันพอจะซอกแซกไปได้ กลับไปถึงวัดท่าซุงเขาลือกันให้หึ่งเลยว่าท่านเล็กพาน้องไปฝึกธรรมปีติอดซะแทบตาย
ถาม : เลยไม่มีใครมาเลย ?
ตอบ : ไม่มีใครมาอีกเลย ตอนนี้ท่านเต่าเพิ่งมา ไปใหม่อีกแล้ว รุ่นพี่ชักจะลืม ๆ เรื่องรุ่นน้องมันไม่ได้รับการบอกเล่าต่อเนื่องไปกันอีกแล้วเดี๋ยวเข็ดไปเองแหละ บอกแล้วว่าเห็นภาพน่ะอย่างที่ว่ามันน่าสนุก ไปเองแล้วจะรู้ เห็นชัด ๆ ว่าความตายอยู่แค่ลมหายใจเองน่ะไม่ได้ไกลไปกว่านั้นเลย มันจะขาดใจตายลงไปเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ห้ามแล้วไม่ฟัง เขาไม่รู้ว่าที่เราพูดน่ะเป็นเรื่องที่เบามาก จริง ๆ แล้วมันหนักกว่านั้นแต่เขามักจะคิวด่าเราขู่ ก็เลยไปกัน เดี้ยงกันเป็นแถวเลย
ถาม : ไปแล้วได้อะไรคะ ?
ตอบ : ก็ได้แบบเอไง มรณานุสติ ตายแน่ ๆ คำเดียวคำอื่นไม่มีเหลือเลย จริง ๆ หลวงพ่อท่านบอกว่าธุดงค์มี ๒ แบบ แบบหนึ่งคือเดินไปภาวนาไป แบบนี้มันจะได้ระยะทางเยอะมาก อีกแบบหนึ่งก็คือเมื่อพบที่ ๆ เราพอใจก็หยุดภาวนาที่นั้น เราขอดันไปถนัดแบบแรก โห เดินสะใจเลยทุ่งใหญ่ ๙๓ กิโล แสงชัยเขาถามว่า หลวงพี่เดินยังไงวันเดียวถึง บอกมา จะเพาเดินให้ดู พาเขาเดินตั้งแต่ตี ๓ บ่าย ๓ ถึงแล้ว ตาแสงชัยหัวไถพื้นสลบไปเลย (หัวเราะ) เขาบอกว่าเห็นหลวงพี่เดินเหมือนกับว่าร่อแร่ ๆ จะตาย ๆ เผลอแพล็บเดียวไปไกลลิบ จริง ๆ แล้วไม่ใช่คนเดินเร็วนะ เพียงแต่ว่ากิโลแรกกับกิโลสุดท้ายเราก้าวยาวเท่ากัน ขณะที่คนอื่นนี่พอเดินไปแล้วมันจะก้าวสั้นลงไปเรื่อย ๆ บางทีก็ก้าวไม่ออกไปเลย จากที่ว่าไม่ใช่คนเดินเร็วจนคนต้องวิ่งตาม
ถาม : กำหนดใจอย่างไรคะ ?
ตอบ : อย่าไปสนใจร่างกายอยู่กับลมหายใจเข้าออกอย่างเดียวมันไม่เหนื่อย

</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=images/right.gif> </TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif> </TD></TR></TBODY></TABLE>

WebSnow
04-08-2005, 11:41 PM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD>โปรดเวไนยสัตว์





ขณะที่พระพุทธองค์ประทับอยู่ในกรุงสาวัตถี ทรงปรารภเรื่องของ พระปูติคัตตติสสเถระ ว่ากุลบุตรในสาวัตถีผู้หนึ่ง ฟังธรรมในสำนักพระศาสดา ศรัทธาถวายชีวิตในพระศาสนาได้บรรพชาอุปสมบทแล้วได้ชื่อว่า พระติสสเถระ
เมื่อกาลล่วงไป ตุ่มทั้งหลายประมาณเท่าเมล็ดผักกาด ผุดขึ้นตามสรีระของท่าน ตุ่มนั้นเม็ดโตขึ้นตามลำดับ ประมาณเท่าเมล็ดถั่วเขียว เมล็ดถั่วดำ มะขามป้อม และผลมะตูม ตุ่มเหล่านั้นแตกแล้ว กายของท่านเน่า จึงได้ชื่อว่าพระติสสเถระผู้มีกายเน่า ผ้าสบงและจีวรเปื้อนด้วยเลือดและหนอง ไม่มีใครดูแล ทอดทิ้งให้นอนอยู่เช่นนั้น
พระพุทธองค์ทรงทราบด้วยพระญาณ ทรงเห็นอุปนิสัยที่จะบรรลุพระอรหัตของพระเถระ จึงเสด็จไปสู่โรงไฟ ทรงล้างหม้อ ใส่น้ำยกตั้้งบนเตา รอให้น้ำร้อน แล้วเสด็จไปจับปลายเตียงที่พระเถระนอน ทรงให้ภิกษุที่ติดตามนำร่างมา ทรงเทน้ำร้อนลงให้ไหลไปตามร่าง รับสั่งให้ภิกษุเหล่านั้นเปลื้องจีวรที่ห่มอยู่ ไปขยำด้วยน้ำร้อน พระองค์รงรดสรีระนั้นด้วยน้ำอุ่น ถูสรีระของพระเถระให้อาบน้ำ เมื่อจีวรแห้ง พระศาสดาทรงช่วยเธอให้ห่มจีวร ทรงขยำผ้าสบงที่พระเถระนุ่งแล้วผึ่งแดด เมื่อน้ำที่กายแห้ งสบงก็แห้ง เธอนุ่งผ้ากาสาวะผืนหนึ่ง ห่มผืนหนึ่ง เป็นผู้มีสรีระเบา มีจิตที่มีอารมณ์เป็นหนึ่ง พระศาสดาประทับยืนเหนือศีรษะพระเถระ ตรัสว่า
ไม่นานหนอ กายนี้จักนอนทับแผ่นดิน
ปราศจากวิญญาณ เหมือนท่อนไม้
อันบุคคลทิ้งแล้ว หาประโยชน์มิได้
จบพระธรรมเทศนา พระติสสเถระบรรลุพระอรหัต พร้อมด้วยปฏิสัมภิทา แม้ชนเหล่าอื่นเป็นอันมากได้เป็นพระอริยบุคคล มีพระโสดาบัน เป็นต้น พระเถระบรรลุพระอรหัตแล้วก็นิพพาน พระศาสดาทรงให้จัดการฌาปนกิจสรีระของท่าน ทรงเก็บอัฐิธาตุ แล้วโปรดให้สร้างสถูปบรรจุไว้
ภิกษุทั้งหลาย ทูลถามถึงเหตุแห่งกายเน่า และเหตุที่ถึงความบรรลุพระอรหัต พระศาสดาตรัสเล่าถึงบุพกรรมของพระเุถระว่า ผลแห่งกายเน่าและกระดูกแตก ด้วยผลของการทุบกระดูกนกทั้งหลาย และที่ท่านได้บรรลุพระอรหัต ก็ด้วยผลแห่งการถวายบิณฑบาต อันมีรนเลิศแก่พระขีณาสพ แล้วตั้งความปรารถนาว่า ขอข้าพเจ้าพึงถึงที่สุดแ่หงธรรมที่ท่านได้เห็นแล้วด้วยเถิด ดังนี้.


</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=images/right.gif></TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif></TD></TR></TBODY></TABLE>

WebSnow
04-08-2005, 11:47 PM
--จบ--