PDA

View Full Version : ฉบับปฐมฤกษ์ เดือนมีนาคม พุทธศักราช ๒๕๔๗


WebSnow
04-08-2005, 04:57 PM
คำนำ



กระโถน เป็นภาชนะที่ใช้สำหรับใส่ของที่เขาทิ้งแล้ว เพื่อจะได้ไม่สกปรกเลอะเทอะเกลื่อนกลาด กระโถนจึงเป็นที่ใส่ของสารพัด กลายเป็นที่รังเกียจของคนทั่วไป
แต่ในความเป็นจริงนั้น กระโถนเป็นสิ่งที่เราควรจะเลียนแบบ ควรจะทำตามให้ได้ กระโถนรองรับทั้งของที่สะอาดและไม่สะอาด โดยไม่เลือกที่รักมักที่ชัง เราสามารถทำใจให้เป็นแบบกระโถนได้ เราจะมีความสุขมาก
อย่าไปรังเกียจกระโถนความสกปรกทุกอย่างเป็นตัวเราสร้างขึ้นทั้งนั้น กระโถนช่วยรองรับและแสดงให้เห็นความจริงว่า ตัวเราเองนั้นแท้จริงสกปรกขนาดไหน? โดยลำพังแล้วกระโถนนั้นสะอาดอยู่เสมอ
สารพัดข้าวของในกระโถนนั้น ถ้าเราลองคุ้ยหาดูอาจจะพบของดีซ่อนอยู่ได้ไม่ยาก กระโถนบ้านเศรษฐีนั้นอาจมีเศษแก้วแหวนเงินทองทิ้งอยู่ คนยากคนจนสามารถนำมาประทังชีวติตของให้อยู่รอดได้
“กระโถนข้างธรรมาสน์” โดยเฉพาะธรรมาสน์ของ หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ นั้น มีธรรมะเล็ก ๆ น้อย ๆ ตกอยู่มากใครยอมเสียเวลาคุ้ยหา อาจจะได้รับประโยชน์ที่คาดไม่ถึง










หากมีความดีในหนังสือนี้อยู่บ้าง อาตมาขอน้อมถวายบูชาคุณของ หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ แห่งวัดท่าซุง จ.อุทัยธานี ผู้็เป็นครูบาอาจารย์ที่อาตมาเคารพรักเหนืออื่นใด ถ้ามีข้อความใดล่วงเกินต่อผู้หนึ่งผู้ใด อาตมาขอกราบขอขมากรรมนั้นมาในโอกาสนี้ด้วย จากใจจริง





พระเล็ก สุธมฺมปฺญโญ
๑ มกราคม ๒๕๔๗












http://www.palungjit.com/board/attachment.php?attachmentid=26965



เล่าสู่กันฟัง



สิบปีเศษที่ผ่านมา ณ “บ้านอนุสาวรีฯ” แห่งนี้ ได้มีผู็คนมากหน้าหลายตาแวะเวียนเข้ามาซักถามปัญหาการปฏิบัติธรรม, การรับฟังธรรมข้อคิดต่าง ๆ ตลอดจนได้รับรู้รับฟังเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับปฏิปทาพระเดชพระคุณหลวงพ่อฤๅษีลิงดำ ขณะที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ กับพระเล็ก สุธมฺมปญฺโญ
หลายท่านไม่มีโอกาสรับฟังนาน ๆ หลายท่านไม่มีโอกาสบันทึกจดจำ และหลายท่านคงคิดเหมือนกันว่า เสียดายความรู้ต่าง ๆ เหล่านี้ ที่ผ่านการปฏิบัติผ่านการสั่งสมประสบการณ์และผ่านความทรงจำจากพระเล็กสุุธมฺมปญฺโญ
นี่จึงเป็นที่มาของหนังสือ “กระโถนข้างธรรมาสน์” ที่ปรากฏสู่สายตาท่านทั้งหลายขณะนี้ ที่ “เรา” คณะผู้จัดทำ คณะเล็ก ๆ ได้รวมตัวกันขึ้น เพือ่เก็บรวมสิ่งตกหล่นเหล่านี้ และถ่ายทอดเป็นตัวอักษร สู่สายตาท่านทั้งหลาย
“เรา” ทำหน้าที่เพียงแค่การเก็บรวมสิ่งตกหล่นเหล่านี้และสื่อสาร ไปสู่ท่านทั้งหลายเท่านั้น ส่วนประโยชน์อันจะพึงได้ มากน้อยแค่ไหน? คงเป็นเรื่องที่แต่ละท่านจะค้นหาและเก็บเอาไปกันเอง
หากผลแห่งการกระทำ ที่ “เรา” คณะผู้จัดทำ ได้กระทำผ่านสมมติแห่งโลกที่เรียกว่า “หนังสือกระโถนข้างธรรมาสน์” นี้ ....จะมีผลแห่งความดีอยู่บ้าง... ก็มิได้หวังการขอบคุณหรือการชื่นชมจากใคร แต่ประการใด หวังแต่เพียงเป็นส่วนหนึ่งในการทดแทนและบูชาพระคุณอันยิ่งใหญ่ ของคุณพระรัตนตรัย ครูบาอาจารย์ และผู้มีพระคุณทุกท่าน โดยเฉพาะหลวงพ่อฤๅษีลิงดำ พ่อ....ผู้เป็นที่รักเคารพยิ่งของลูกทุกคน ที่ทำให้เราได้มีโอกาสสัมผัสอรรถรสแห่งธรรมในชาตินี้ ซึ่งสิ่งที่เราทำขึ้นนี้คงเป็นเพียงเศษเสี้ยวธุลีของความยากลำบาก ความเสียสละ และความเมตตาที่ทุกพระองค์ทุกท่าน มีต่อเราทั้งหลาย










และที่สุดขอกราบขอบพระคุณในความเมตตาทุกประการที่ พระเล็ก สุธมฺมปญฺโญ มีต่อพวกเรา และให้เราได้มีโอกาสทำงานชิ้นนี้ คณะผู้จัดทำ

WebSnow
04-08-2005, 04:58 PM
สนทนากับพระเล็ก สุธมฺมปญฺโญ
วันเสาร์ห้าที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๔๓



เมื่อกี้นี้ตั้งใจบอกกับพวกเราว่า เอ้า เรื่องสำคัญล่ะนะ ไอ้เรื่องที่พวกเราอยากจะฟังก็คือว่าปีหน้าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง (หัวเราะ) นั่งยืดคอรอไม่ยอมเข้าเรื่องซักทีจะ ๓ ชั่วโมงอยู่แล้ว ... ปีหน้าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ปีหน้า ..มีการเลือกตั้งวันที่ ๖ มกราคม ๒๕๔๔ ใช่มั๊ย? (หัวเราะ) พอวันที่ ๗ มกราคม เป็นต้นไปก็วุ่นวายบรรลัยโลกเลย มันยุ่ง .. ใคร ๆ ก็อยากจะมีอำนาจ

พระพุทธเจ้าตรัสเอาไว้ชัดเลยว่า การเสวยอำนาจอย่างหนึ่ง การรับประทานอาหารอย่างหนึ่งการนอนอย่างหนึ่งการเสพกามอย่างหนึ่งทั้ง ๔ อย่างนี้ไม่มีใครเบื่อ ยกเว้นผู้ที่บารมีถึง ปัญญาถึง เท่านั้น ไม่อย่างนั้นคำว่า “เบื่อ” จะไม่มี

ดังนั้น พอหลังวันที่ ๖ มกราคมเป็นต้นไปก็ยุ่งบรรลัยเลย ฝ่ายจะเป็นรัฐบาล กูฟ้องมึง มึงฟ้องกู ใครจะโดนแขวน ใครจะโดนใบแดง ยุ่ีงไปหมด อย่าไปวุ่นวายตามเขาทำมาหากินของเราไปตามปกติ นึกซะว่าเสียงตัวอะไรมันกัดกันอยู่ข้าง ๆ หูก็แล้วกัน ฟัง ไม่ได้ก็อุดหูซะ พอเดือนมีนาคม...เหตุการณ์ต่าง ๆ เริ่มดีขึ้นมาช่วงหนึ่ง เอ้า...มีดีเหมือนกันไม่ใช่ไม่ดี อีคราวนี้บ้านเรามันแปลก มันดีแป๊บเดียวน่ะ คือ...ทางล้นเกล้ารัชกาลที่ ๖ ท่านบอกว่า แม้นหวังตั้งสงบ จงเตรียมรบให้พร้อมสรรพ์ ศัตรูกล้ามาประจัญ อาจจะสู้ริปูขยั้น

คนไทยเรานี่เตรียมพร้อมทุกวาระจริง ๆ ไม่มีศึกไม่มีศัตรูมันก็ซ้อมกัดกันเองอยู่เสมอ พอถึงเวลามีศัตรูเมื่อไหร่ค่อยร่วมมือกันเป็นอย่างงั้นมาตลอด เพราะฉะนั้นมันดีก็ดีแป๊บเดียว อ้าว...เหี่ยวไปอีกแล้ว จะไปดีอีกทีก็โน่นน่ะ มิถุนา ก็ไม่นานใช่มั๊ย ก็มีดีอยู่บ้าง พอหลังมิถุนาไปแล้วอีคราวนี้เกิดอะไรขึ้น มันมองไม่ชัด หลังมิถุนาไปแล้วเหตุการณ์บ้านเมืองของเรามันเหมือนมองอยู่ใต้น้ำ คนมองใต้น้ำเห็นชัดมั๊ย ? ไม่ค่อยชัดมันพร่า ๆ มัว ๆ บอกไม่ถูก เพราะฉะนั้นใครมีกิจการมีอะไร นี่ชิงจังหวะช่วงจังหวะให้ดีนะ ไอ้ช่วงไหนที่อาตมาบอกว่าดีน่ะให้รีบทำซะ แล้วก็อย่าย่ามใจ ถ้าหากว่าเราย่ามใจเราประมาทอย่างที่อาตมาเตือนไว้ตั้งแต่แรก ...มันจะพลาด ทุ่มเทมากจะลำบาก ต้องรู้จักหลีก รู้จักหลบ รู้จักถอยเมื่อถึงจังหวะเวลา ไม่ใช่สู้ตะบันไป

หลวงปู่หล้า วัดภูจ้อก้อ ท่านเมตตาสอนว่า จงหัดเป็นนักหลบ อย่าเป็นนักรบอยู่ร่ำไป สถานการณ์ไหนรู้ว่าสู้ไม่ได้ก็ถอย ถ้าไม่รู้จักถอยน่ะ เขาเรียกว่า “โง่” คราวนี้มาว่ากันต่อสถานการณ์ประเทศชาตินี่มันเหมือนมองใต้น้ำใช่มั๊ย มองอย่างไรมันก็เหมือนไม่ค่อยจะชัดเจน แต่ยังดีว่าเมืองไทยของเราอันดับแรก บารมีขององค์ในหลวงของเรา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระโพธิสัตว์ใหญ่พระองค์นี้บารมีท่านมากล้นเหลือเกิน สามารถประคับประคองแล้วก็พยุงสถานการณ์ของประเทศชาติของเราให้ทรงตัวอยู่ได้ อันดับที่สอง สมเด็จพระมหากษัตราธิราชเจ้าของเราทั้งปวงที่เป็นพรหม เป็นเทวดา เป็นพระอยู่ข้างบน ท่านมีหน้าที่อีกอย่างหนึ่งเรียกว่า พระสยามเทวาธราช พระสยามเทวาธิราชไม่ได้จำเพาะเจาะจงใคร

บรรดาพระมหากษัตราธิราชเจ้าทั้งปวงในอดีตของเรา ย่อมรัก ย่อมห่วงใยในผืนแผ่นดินไทยนี้ เมื่อท่านไปเสวยสุขอยู่ข้างบนแล้วก็ปฏิบัติหน้าที่ของพระสยามเทวาธิราชด้วย ท่านก็จะช่วยประคับประคองสถานการณ์ประเทศชาติของเราอย่างสุดความสามารถ อันดับที่สาม หลวงปู่หลวงพ่อที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ เมื่อถึงวาระ ถึงเวลาที่ชะตามันคับขันมาก หลายองค์ที่รู้วาระของตน เลือกเวลาทิ้งขันธ์ในตอนนั้นเพื่อขจัดปัดเป่าเหตุการณ์ไม่ดีต่าง ๆ จากร้ายให้กลายเป็นดี จากหนักให้กลายเป็นเบา ดังนั้นพวกเราอย่าได้กังวล เดี๋ยว...พรุ่งนี้เวลาเที่ยงคืนตั้งใจรับพรจากในหลวง ในหลวงแนะนำอย่างไรทำอย่างนั้น

ในปัจจุบันนี้อาตมาอยากจะพูดว่า ต่อให้พระปฏิบัติถึง ๆ ความคล่องตัวในทิพจักขุญาณยังสู้ในหลวงเราได้ยาก กินพระราชองค์นี้ยาก ผู้ที่ได้ทิพจักขุญาณตั้งแต่ ๗ ขวบ และใช้มาตลอดโดยไม่เคยทอดทิ้ง อีตอนนี้ ๗๓ ขึ้น ๗๔ แล้วน่ะ ใช้มา ๖๐ กว่าเกือบ ๗๐ ปี แล้วคล่องตัวขนาดไหน ปฏิบัติตามที่พระองค์ท่านบอกนะ ไม่ใช่หน้าที่ของตนก็อย่าไปขวางคนอื่นเขา ไปนั่งบนโต๊ะรีดผ้าเขารีดไม่ได้ เขาจะเอาเตารีดโขกหัวเอา ใช่ไหม? พระปฏิบัติดีอยู่ที่ไหนในหลวงท่านรู้หมด คนทำดีทำชั่วที่ไหนในหลวงท่านรู้หมด แต่ว่า ...ท่านรู้แบบพระ ถ้าไม่จำเป็น ไม่ใช่หน้าที่ ท่านไม่พูด จะมีพระราชดำรัสออกมาแต่ละทีถ้าคนมีปัญญาฟังแล้วสะดุ้ง อย่ากัดกันให้มากนัก.. กัดกันนี่ยังไม่หยาบนะจ๊ะ ถ้าทะเลากันน่ะหยาบกว่า ภาษาไทยแท้กัดกันไม่หยาบ ทำอะไรมีใครรอดพระเนตรพระรรณไปได้บ้างล่ะ?

พระดีมีที่ไหนพระองค์ท่านก็ดั้นด้นไปหา หลวงปู่ครับ หลวงพ่อครับ ช่วยรับภาระในพระศาสนา ช่วยสงเคราะห์ต่อประชาชนทั้งหมดด้วยนะครับกระผมขอฝากเอาไว้ ไอ้วัดไหนที่ดังอย่างเดียวแต่ไม่ดีจริงน่ะ ในหลวงไม่เคยเสด็จหรอก สังเกตดูเถอะ วัดดัง ๆ แถว ๆ ปทุมธานี ท่านก็ไม่เคยไป วัดดัง ๆ แถว ๆ สุราษฎร์ธานีท่านก็ไม่เคยไป ไอ้วัดดัง ๆ แถว ๆ นนทบุรีท่านก็ไม่เคยไป เคยเห็นมั๊ย? ทูลเชิญยังไม่เสด็จเลย ไอ้ที่ไหนที่ไม่ดีจริงท่านไม่ไปหรอก ในขณะเดียวกันหลวงปู่ หลวงพ่อแก่ ๆ อยู่กลางป่ากลางเขาในหลวงกราบถึงตักเลย

ดังนั้น ที่สำคัญที่สุดก็คือว่ากรรมฐานที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อวัดท่าซุงสอนเรามา คือ ตัวมโนมยิทธิ นะ อันนี้สถานการณ์ประเทศชาติจบไปนะ เอาแค่นั้นพอ อาตมาเองก็ไม่สามารถที่จะฝืนกฏของกรรมบอกอะไรชัดเจนมากไปกว่านี้ได้ ได้แต่บอกโยมว่าให้ทำตามในหลวงแล้วกัน ยึดในหลวงเป็นหลัก ท่านบอกว่าให้ประหยัดนะ ให้รู้จักใช้ เศรษฐกิจพอเีพียง ซื้อในสิ่งที่จำเป็นเท่านั้น ก่อนจะทำอะไรตรึกตรองให้ดี เราก็ทำตามที่พระองค์ท่านตรัสมา พ่อใหญ่ของคนทั้งประเทศ ๖๐ กว่าล้านบอกแล้ว.. ลูก ๆ ถ้าทำตามพ่อก็สบายใจ ไม่มีใครที่จะมีครอบครัวใหญ่กว่าพระองค์ท่านอีกแล้ว พ่อคนเดียวลูก ๖๐ กว่าล้านน่ะ เป็นเราเลี้ยงไหวมั๊ย? ๖ คนก็ตายแล้ว คราวนี้ลูก ๆ ถ้าไม่รัก ไม่สามัคคี ไม่เชื่อพ่อ พ่อก็คงหนักใจมาก มันมีวิธีเดียวที่จะให้พ่ออยู่กับเรานาน ๆ ก็คือ ปฏิบัติตาม เคารพรักและปฏิบัติตามที่พระองค์ท่านมีพระดำรัสตรัสสอนมา บอกอย่างไรทำอย่างนั้น พระองค์ท่านได้ทิพจักขุญาณตั้งแต่ ๗ ขวบ พระองค์ท่านไม่เคยทอดทิ้ง ซักซ้อมใช้งานมาตลอด พระเดชพระคุณหลวงพ่อของเราสอนมโนมยิทธิมานานเหลือเกินถ้านับเวลาก็ตั้งแต่ปี ๒๕๐๘ เป็นต้นมา คนที่ได้มโนมยิทธินับเป็นแสน ๆ มีใครบ้างที่ซักซ้อมอยู่ทุกวันโดยไม่ทอดทิ้ง...หายาก..่ใช่มั๊ย? อาวุธแม้เกียจคร้าน การขัด เกิดสนิมจับถนัด หนักตื้อ ถึงเวลาชักไม่ออกติดแหง็กอยู่แค่ฝักนั่นแหละ ต้องซ้อมบ่อย ๆ โดยเฉพาะหลวงพ่อท่านสอนเราให้รู้เพื่อละ ไม่ใช่รู้แล้วยึด

WebSnow
04-08-2005, 04:59 PM
ปัจจุบันนี้อาตมาเวทนาโยมเหลือเกิน หลายต่อหลายคน รู้แล้วนำไปใช้ผิด ๆ ไปดูการระลึกชาติ ไปดูย้อนอดีต แล้วก็ไปภาคภูมิใจคนนั้นเป็นพี่เรา คนนั้นเป็นน้องเรา นั่นผัวเรา เมียเรา ลูกเรา พ่อเรา แม่เรา แล้วก็กอดกันตายพร้อมกับเรา อือม์...ดูก็ดูอย่างมีปัญญาสิ ดูแบบที่เรียกว่าใช้ปัญญาประกอบ แต่ละชาติที่เราเกิดมาชาติไหนไม่ทุกข์บ้าง ลำบากยากเข็ญมาจนขนาดนี้ไม่เข็ดใช่มั๊ย? ยังไปฟื้นความสัมพันธ์ใหม่ ไปกอดคอตายรวมกันทั้งพรวนอีกใช่มั๊ย?



ยังลงสู่อบายภูมิไม่เพียงพอใช่มั๊ย? อาตมาที่ไม่ยอมสอนเพราะสงสารโยม อยากจะบอกว่ามโนมยิทธิจริง ๆ ง่ายมาก คิดเป็นก็ใช้ได้แล้ว แต่ถ้าอาตมาสอนไปอาจจะพาโยมทั้งหลายติดเพิ่มขึ้นอีกเยอะ สงสารก็เลยไม่สอน นั่งอยู่ตรงนี้แค่ว่าใครติดขัดตรงไหนมาสอบถามอาตมาจะชี้แจงให้ หลวงพ่อท่านให้เรารู้เพื่อละ ตัวการเข้าสู่มรรคผลนิพพานจริง ๆ ไม่จำเป็นต้องได้อภิญญา ไม่จำเป็นต้องได้วิชชาสอง ไม่จำเป็นต้องได้สมาบัติแปด หากแต่ท่านบอกว่าให้เคารพพระพุทธเจ้าจริง ๆ เคารพพระธรรมจริง ๆ เคารพพระสงฆ์จริง ๆ ตั้งใจรักษาศีลให้บริสุทธิ์ คิดว่าตายเมื่อไหร่่จะไปนิพพาน มีข้อไหนล่ะที่บอกว่าต้องได้

การปฏิบัตินะ อภิญญา แปลว่า รู้ยิ่ง อภิ-ยิ่งกว่า อัญญา คือ ความรู้ ไม่มีอะไรรู้ยิ่งกว่าการ ตัดกิเลส อดีต...มีชาติไหนที่เราไม่ทุกข์บ้าง ปัจจุบันนี้เราทุกข์อยู่ อนาคตถ้าเกิดอีกก็ทุกข์อีก เพราะฉะนั้น อดีตังสญาณ ปัจจุบันนังสญาณ อนาคตังสญาณ มันไม่จำเป็นต้องมีก็ได้ ปุพเพนิวาสนานุสสติญาณ ทุกชาติที่เกิดมารวยที่สุดก็รวยมาแล้ว จนที่สุดก็จนมาแล้ว มีอำนาจที่สุดก็มีมาแล้ว ด้อยวาสนาที่สุดก็เป็นมาแล้ว มีชาติไหนที่พาให้เราพ้นทุกข์ได้? จุตูปปาตญาณ คนและสัตว์ก่อนเกิดมาจากไหน ตายแล้วจะไปไหน ถ้าเราทำดีเราได้ดีแน่นอนถ้าเราทำชั่วเราได้ชั่วแน่นอนไม่จำเป็นต้องรู้ก็ได้ เจโตปริยญาณ รู้ใจคนอื่น ไอ้นั่นแหละตัวระยำเลย สำหรับคนใช้ผิด ดูมันต้องดูใจตัวเอง แก้ต้องแก้ที่ตัวเอง ไม่ใช่ไปเที่ยวดูคนอื่น ตำหนิ คนอื่น

บางคนมานั่งตรงหน้าเนี่ย อธิษฐานมาตั้งแต่บ้านแล้ว เออ...ถ้าหลวงพี่แน่จริงให้บอกสิว่าผมคิดอะไร ไม่ถีบให้ก็บุญแล้วนะน่ะ อยากจะบอกกับเขาให้ชัด ๆ ว่าใจของกูยังดูไม่ไหวเลย กูจะเสียเวลาไปดูใจมึงทำไม (หัวเราะ) คราวนี้ชัดมั๊ย? ปกติไม่ค่อยพูด นะ แต่บทจะพูดแล้วไม่ค่อยยั้ง สำคัญที่สุดก็คือดูใจตัวเอง ใจของเรามีความชั่วมั๊ย ถ้ามีไล่มันออกไประมัดระวังไว้อย่าให้มันเข้ามาอีก ใจของเรามีความดีอยู่มั๊ย? ถ้าไม่มีสร้างมันขึ้นมา ถ้ามีอยู่แล้วทำให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไป นี่คือตัวเจโตปริยญาณที่สำคัญที่สุด แต่ละวันดูสีดูจิตของตัวเองมันผ่องใสมั๊ย ถ้าไม่ผ่องใสเร่งทำความดีขับจิตให้ผ่องใสที่สุดเ่ท่าที่จะพึงทำได้ แล้วก็รักษามันไว้อย่าให้มันขุ่นมัวอีก

นี่คือ เจโตปริยญาณที่แท้จริง ไม่ใช่เที่ยวไปดูคนอื่นไปรู้คนอื่น บางคนมาถึงก็ แหม...หลวงพี่พูดเหมือนตาเห็นเลย อาจารย์พูดเหมือนตาเห็นเลย หลวงพ่อพูดเหมือนตาเห็นเลย ไม่อยากจะเห็นหรอก แต่บางทีถ้าไม่ทำอย่างนั้นมันก็ไม่เชื่อ พอเห็นเสร็จก็เลิกดู ไม่รู้จะดูต่อไปทำไมมันไม่มีประโยชน์เลย เพราะว่าทั้งหมดก็ทุกข์ เขาก็ทุกข์ เราก็ทุกข์ ดูความทุกข์ของตัวเองก็ดูไม่ไหวแล้ว ดูใจของตัวเองก็ระวังไม่ไหวยังไปดูเขาอีก ใช้ให้ถูกนะ ยถากัมมุตาญาณ รู้กรรมของคนและสัตว์ ถ้าเราเชื่อที่พระพุทธเจ้าสอนว่า ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ไม่จำเป็นต้องรู้ก็ได้ ตกลงญาณ ๘ ต้องใช้มั๊ย? ...เออ ไม่ต้อง อภิญญา อภิ-ยิ่งกว่า , อัญญา-ความรู้ ไม่มีอะไรรู้เกินกว่าการตัดสินกิเลส อย่างต่ำ ๆ ให้รู้ว่าพระโสดาบันมีคุณสมบัติอย่างไรแล้วตั้งหน้าตั้งตาทำในคุณสมบัตินั้นไป นั่นแหละถึงจะเป็นลูกที่ดี ถึงจะเป็นลูกที่แท้จริงของหลวงพ่อ ถึงจะพูดได้อย่างเต็มคำว่าเราเป็นศิษย์วัดท่าซุง เราเป็นศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ

แล้วบุคคลที่ได้ล่ะ บุคคลที่ปฏิบัติได้ แต่ระวังให้ใช้กำลังใจเกาะพระนิพพานไว้ ถ้าเราดูใจตัวเองเป็น สังเกตใจตัวเองเป็นจะรู้ว่า ราคะ-อารมรณ์ระหว่างเพศก็ดี โทสะ-อารมรณ์โกรธ เกลียด อาฆาต พยาบาท ก็ดี โลภะ-อารมณ์ความโลภอยากได้ใคร่มีก็ดี โมหะ-อารมรณ์ความหลงก็ดี มันเป็นคุณสมบัติของร่างกายนี้ ถ้าหากว่าจิตใจของเราไม่ไปปรุงไปแต่งกับมันด้วย มันก็ไม่สามารถทำอันตรายเราได้

ในเมื่อเราได้มโนมยิทธิ เราได้อภิญญา เกิดราคะขึ้นมา ใช้อารมณ์ของมโนมายิทธิใช้อารมรณ์ของอภิญญาพุ่งจิตขึ้นไปกราบพระบนนิพพาน หน้าด้านเข้าไว้ กำลังของสมาธิของเราเข้มแข็งพอ ถ้ารู้ระวังตัวอยู่มันมาเราเผ่นพรวดหนีไปเลย ไปอยู่ข้างบนโน่น โกรธขึ้นมาหนีไปอยู่ข้างบน โลภขึ้นมาหนีไปอยู่ข้างบน หลงขึ้นมาหนีไปอยู่ข้างบน ไปอยู่ต่อหน้าพระพุทธเจ้า ร่างกายเมื่อไม่มีจิตใจคอยปรุงแต่งอยู่ มันก็เหมือนกินอาหารไม่ได้ใส่เกลือไม่ได้ใส่น้ำปลาไม่ได้ใส่น้ำส้มไม่ได้ใส่น้ำตาล มันไม่มีรสไม่มีชาติมันจืดชืดไม่เป็นท่า มันเซ็งมัน ไม่มีใครไปปรุงแต่งให้อารมณ์จิตมันตั้งอยู่เดี๋ยวเดียวความชั่วเหล่านั้นมันก็สลายไป เพราะว่าความชั่วเหล่านั้นเป็นสมบัติของร่างกายไม่ใช่สมบัติของใจ

การที่เราไปเกาะพระนิพพานเกาะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอยู่บนวิมานของเรา นั่นแหละ คือการใช้มโนมยิทธิที่ถูกต้องอย่างที่หลวงพ่อต้องการ เพราะว่ามันจะไม่พลาดไปไหน อย่างไร ๆ เราก็อยู่ตรงนั้นแล้ว มันเป็นกาตัดกิเลสที่อัตโนมัติที่สุด เราอยู่ตรงนั้นให้ชินกับอารมณ์ละเอียด อารมณ์สงบ อารมณ์เยือกเย็นของพระนิพพานอันนั้น พอจิตใจมันชินรับอารมณ์นัึ้นมาเต็มที่แล้วประคับประคองให้ดี ส่วนใหญ่ลุกปั๊บเลิกเลย ต้องรู้็จักรักษาประคับประคองระมัดระวังสภาพจิตใจของเราให้ทรงตัวอยู่ในอารมณ์นั้นให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ ให้ได้ครึ่งชั่วโมง ให้ได้หนึ่งชั่วโมง สามชั่วโมง ครึ่งวัน วันหนึ่ง สามวัน อาทิตย์หนึ่ง สิบวัน ครึ่งเดือน เดือนหนึ่ง ปีหนึ่ง ...ว่าไปเลย ยิ่งนานเท่าไรกิเลสยิ่งกินใจเราได้น้อยลง ๆ

ถ้ารู้ระมัดระวังรักษาอารมณ์ใจอย่างนี้เอาไว้ได้ กดกิเลสเอาไว้อย่างนี้ตลอดเวลา ก็เหมือนกับหินที่ทับหญ้า ทับไปนาน ๆ หญ้ามันตายหมด นี่คือตัวมโนมยิทธิที่หลวงพ่อต้องการให้พวกเราปฏิบัติที่หลวงพ่อเคี่ยวเข็ญ สั่งสอนเรามากี่ปีต่อกี่ปี การใช้ที่ถูกต้องใช้กันอย่างนี้ เ่ท่าที่อาตมาดูมาส่วนใหญ่ใช้ผิดหมด ในเมื่อใช้ผิด มันก็จะมีแต่โทษมากกว่าประโยชน์ทั้งนั้น แทนที่จะรู้เพื่อละก็รู้เพื่อหลง เพื่อยึดเพื่อติด แล้วสิ่งต่าง ๆ ที่เรารู้เป็นการรู้ในปัจุบัน อนาคตสิ่งเหล่านั้นก็เปลี่ยนแปลงตามไปตามปัจจัยเฉพาะหน้า ดังนั้น คำทำนายหลาย ๆ อย่างเมื่อถึงวาระ ถึงเวลา เมื่อมีปัจจัยเฉพาะหน้ามาให้เปลี่ยนแปลง อย่างเช่น บอกว่าเมื่อเดือนมิถุนายนมันจะดี แต่ถ้าหากว่าทั้งหมดรามือเสียจากการทำดี ปล่อยให้ความชั่วเข้ามาครอบงำ จิตใจกำลังของความชั่วมีสูงกว่าถึงวาระถึงเวลามันก็ไม่ดีไปตามนั้นดังนั้น กระทั่งความเป็นทิพย์ ความรู้ เหล่านี้ มันก็ยังไม่เที่ยง

เราจะไปยึดถือมั่นหมายเชื่อปักมันลงไปว่าจะเป็นดั่งนั้นดั่งนี้นั้นไม่ได้ เพียงแต่เอาเป็นแนวทางไว้คอยระมัดระวังเท่านั้น รู้ ต้องรู้อย่างคนมีสติ ใช้ต้องใช้อย่างคนมีปัญญา สติกับปัญญาเป็นของคู่กัน ถ้าสติเกินปัญญา จะเป็นคนไม่กล้าทำอะไรจด ๆ จ้อง ๆ ขี้กลัว ขี้ระวังจนเกินไป ถ้าปัญญาเกินสติก็จะบุ่มบ่าม โฉ่งฉ่างจนกระทั่งพลาดได้ง่าย สติกับปัญญาจะต้องไปพร้อม ๆ กัน ไปเท่า ๆ กันธรรมะจึงจะเจริญ พูดมากมั๊ย? นาน ๆ ด่าทีว่าจนคุ้ม ปีหนึ่ง ๆ อาตมาก็มีเวลาพูดได้อย่างนี้แค่ไม่กี่ครั้งเท่านั้น ใครเก็บอะไรไปได้ก็เก็บไป รวมเวลา ๒๕-๒๖ ปีที่ผ่านมาที่อาตมามอบกายถวายชีวิตอยู่รองพระบาทของพระเดชพระคุณหลวงพ่อมา ทั้งหมดที่เก็บมาได้ไม่เคยปิดบังใคร มีอะไรให้แค่หมด เพราะว่าพ่อก็ไม่เคยหวงวิชา

อาตมาเองเมืื่อทำมาถึงระดับนี้ สิ่งที่ตัวเองมีความสุขกายสุขใจอยู่ก็อยากให้ญาติโยมมีความสุขเช่นนั้นบ้าง สิ่งที่เราทำได้ ทำอะไรทำง่าย ๆ สำเร็จลงง่าย ๆ ก็อยากให้ทุกท่านได้อย่างนั้นบ้าง ก็พยายามเคี่ยวเข็ญกัน แต่เพียงแต่ว่าอาตมามีเวลาเคี่ยวเข็ญพวกเราน้อยมาก เนื่องจากว่าภาระต่า งๆ มันมากเหลือเกิน บวชมาแค่ ๑๐ กว่าพรรษามีแต่คนมาขอความเช่วยเหลือ มีแต่คนมาขอพึ่งพิง ทั้งพระ ทั้งฆราวาส ทั้งเอกชน ทั้งหน่วยราชการ ทั้งในและต่างประเทศ แต่อาตมาเองมีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นที่พึ่ง มีพระเดชพระคุณหลวงปู่ หลวงพ่อ เป็นที่พึ่ง มีญาติโยมทั้งหลายเป็นผู็สนับสนุน ดังนั้น สิ่งทั้งหลายเหล่านี้จึงสามารถสำเร็จลุล่วงลงไปได้ในทุกเรื่อง จนกระทั่งเขาถามว่าทำไมถึงทำอะไรง่าย ๆ ทำอะไรไม่เคยลำบากกับใคร อยากจะบอกว่าถ้าบารมีเต็ม บารมี คือ กำลังใจ ถ้าบารมีเต็มบุคคลจะทำอะไรได้ไม่มีคำว่ายาก อาตมาเองน่ะไม่เต็มหรอก แต่อาศัยพระท่านเป็นหลัก ขึ้นชื่อคำว่าพระแล้วคำว่าไม่เต็มนั้นไม่มี มีแต่ล้นจนเผื่อแผ่ถึงอาตมาและญาติโยมทั้งหลาย

WebSnow
04-08-2005, 04:59 PM
ดังนั้น ขอให้ทุกคนยึดคุณพระรัตนตรัยเป็นที่พึ่งให้มั่นคงเอาไว้ สิ่งใดสิ่งหนึ่งที่หลวงพ่อมอบให้แก่เรามา โดยเฉพาะพระคาถาเงินล้าน ขอให้ทุกคนท่องบ่นภาวนาไว้เป็นประจำ ๆ จะสร้างความคล่องตัวให้แก่เราอย่างคิดไม่ถึง ใครจะว่างมงาย ใครจะว่าเหลวไหล อาตมายืนยันว่าไม่งมงาย ไม่เหลวไหล เพราะอาตมาใช้มาเอง มีใครบ้างที่สามารถสร้างวัด ๆ หนึ่งเสร็จได้ภายในปีเดียว โดยที่ ๒ มือเปล่า ๆ มีแต่คาถาบทเดียว จะไม่ให้ยืนยันอย่างนี้ก็ไม่ได้ แล้วขณะเดียวกัน ไปช่วยเขาที่อื่นไปช่วยเขาที่ไหนก็ตามขึ้นชื่อว่าการสะดุดหยุดยั้งผิดจังหวะไม่มี มีแต่ความสะดวกคล่องตัวอยู่เสมอ



ดังนั้น ขอย้ำว่าถ้าเราใช้คาถาเป็น ส่วนใหญ่ทำไมใช้ไม่เป็นใช้ไม่ถูกกัน การใช้คาถาเป็นก็คือต้องวางกำลังใจให้เป็น การวางกำลังใจให้เป็นก็คือตั้งใจว่า คาถานี้คือสมบัติวิเศษที่พ่อให้มา หน้าที่เราคือรักษาไว้ให้ดีที่สุดเท่าที่จะพึงดีได้ ด้วยการเป็นคนที่ขยันท่องบ่นเป็นพุทธบูชา ธรรมบูชา สังฆบูชา อย่างสม่ำเสมอและจริงจังทุกวัน เรื่องของความสม่ำเสมอจริงจังเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดส่วนใหญ่มันทำ ๆ ทิ้ง ๆ กัน ในเมื่อเราตั้งใจทำถวายบูชาต่อท่านอย่างสม่ำเสมอและจริงจัง ผลพิเศษต่าง ๆ มันจะเกิดขึ้นเอง แต่ถ้าเราทำเพื่อจะหวังผลพิเศษนั้น ตัวอยากที่บังหน้ามันจะตัดไปเกือบหมด อยากได้ ไม่ใช่ความผิด แต่พออยากตั้งใจว่าต้องการอะไรแล้วลืมความอยากนั้นเสียแล้วตั้งหน้าตั้งตาภาวนาไป นี่คือการใช้คาถาที่ถูก การปฏิบัติทุกอย่างเหมือนกัน อยากมันถึงทำ แต่ตัวอยากตัวนี้เป็นฉันทะ หลวงพ่อเรียกว่าธรรมฉันทะ คือ ความพอใจในธรรม ไม่ใช่ตัวตัณหา ตัวตัณหาเป็นการอยากได้ใคร่มีในลักษณะที่เรียกว่าถ้าไม่ได้มาผิดศีลผิดธรรมก็ยังเอา ตัวอยาก มีอยู่ในทุกธรรมะ แต่ว่าตัวอยากนี้เป็นตัวธรรมฉันทะคือพอใจในการปฏิบัติ ขณะเดียวกันการปฏิบัติทุกอย่างอารมณ์อุเบกขาสำคัญที่สุด

การปฏิบัติไม่ว่าจะทาน ศีล ภาวนา ถ้าขาดตัวอุเบกขาการปฏิบัตินั้น ๆ เข้าไม่ถึงจุดสุดท้าย การให้ทานถ้าไม่รู้จักอุเบกขาปล่อยวางก็นั่งกลุ้มใจ ขอทานมันขอสตางค์ก็ให้มันไป ให้แล้วก็แล้วกันเรารู้ว่าเขาต้องการก็ให้เขาไป เป็นการตัดความโลภของเราให้มันจบลงตรงนั้นนี่คือตัวอุเบกขา แต่ว่าให้แล้วก็ไปนั่งคิดต่อว่า เอ๊...มันจะหลอกเราหรือเปล่าหว่า มันเป็นแก๊งค์ขอทานประเภทที่เรียกว่าเดี๋ยวถึงเวลาก็เอาคนมาปล่อย ๆๆ ตามจุดแล้วก็ขอสตางค์เขาไปวัน ๆ หนึ่ง ถึงเวลามันกินดีอยู่ดีกว่าเราอีกหรือเปล่า

ไอ้อย่างนี้ขาดอุเบกขา การรักษาศีลก็เช่นกัน ถ้าหากว่าขาดอุเบกขาขาดการปล่อยวางจริง ๆ การรักษาศีลมันก็รักษาไม่ได้ตลอด ไม่ฆ่าสัตว์ แต่อีคราวน้โกรธมันขึ้นมาก็อัดมันตุ้บเข้าให้ ไม่ตายหรอกแต่เจ็บ ดีไม่ดีก็สาหัสไปเลย ขาดอุเบกขา การภาวนายิ่งหนักเข้าไปใหญ่ถ้าขาดตัวอุเบกขาคือการปล่อยวางไม่รู้จักวาระของมันจะก้าวหน้าได้ยากมาก เราต้องทำใจว่าเรามีหน้าที่ภาวนา ผลพิเศษต่าง ๆ จะเกิดขึ้นเมื่อไหร่เป็นเรื่องของเขา นี่คือการปล่อยในตัวอุเบกขา แต่ถ้าไปภาวนาตั้งใจอยากให้มันได้อยากให้มันเป็น มันจะไม่ได้มันจะไม่เป็น มันเหมือนกับเราปลูกต้นไม้เรามีหน้าที่รดน้ำพรวนดินจับหนอนจับแมลงใส่ปุ๋ยดูแลก็ทำมันไป เราไม่มีหน้าที่ไปบังคับเขาออกดอกออกผล ลองไปจับมันดึงยอดดูสิมันจะออกมั๊ย .. เฉาตายซะก่อน แต่ถ้าเรามีหน้าที่ทำของเราไปเรื่อยด้วยการปล่อยวางและเชื่อมั่นในคุณพระรัตนตรัย

เมื่อถึงเวลาดอกผลมันจะเกิดของมันเอง ถึงวาระ ถึงฤดูกาลของมัน ๆ ก็ออกดอกออกผลให้ชื่นใจ อีตอนที่มันยังไม่ถึงวาระไม่ถึงเวลาอยากเท่าไหร่มันก็ไม่ได้อยากเท่าไหร่มันก็ไม่เป็น ตัวอยาก คือ การไม่รู้จักวางอุเบกขา ตัวรู้ว่าเรามีหน้าที่อย่างไรเราทำให้ดีที่สุด ผลของหน้าที่นั้นจะเป็นอย่างไรช่างมัน นั่นคือตัวอุเบกขา นะ เบรคให้เป็นเบรคขา เบรคแขน เบรคปากเอาไว้ด้ว ไม่อย่างนั้นจะไปทะเลาะกับคนอื่นเขา ถ้าอุเบกขาเป็นทุกอย่างก็ดีหมด ไม่มีการกระทบกระทั่งกับใคร ทุกอย่างเป็นธรรมดาหมด ปกติของโลกมันเป็นอย่างนั้น ไม้ตายท่าสุดท้ายแล้ว อุเบกขา ถ้าเต็มที่มันจะเป็นสังขารุเปกขาญาณ รู้็จักปล่อยวางในการปรุงแต่ง การปรุงแต่งการนึกคิดเพิ่มเติมทุกอย่างไอ้ตัวฟุ้งซ่านขนาดหนักเลย ทุกอย่างถ้าหยุดการปรุงแต่งลงได้มันก็หยุดหมดมันก็ดับหมด ใครเคยตามดูความคิดตัวเองบ้าง หยุดความคิดตัวเองเป็นมั๊ย หยุดเป็นเมื่อไหร่ก็เย็นเมื่อนั้นแหละ จิตสังขารคือตัวปรุงแต่งของใจสำคัญมาก

เกิดมันก็ตรงเนี้ย แก่มันก็ตรงเนี้ย เจ็บมันก็ตรงเนี้ย ตายมันก็ตรงเนี้ย อนิจจังไม่เที่ยงก็เพราะมัน ทุกขังเป็นเพราะมัน อนัตตาก็เป็นเพราะมัน ก็เพราะจิตตัวปรุงแต่งนี้ตัวเดียว หยุดปรุงแต่งเมื่อไหร่พระท่นเรียกว่านิโรธ คือ เข้าถึงความดับ ความร่มเย็น ความสงบอย่างแท้จริง การหยุดมันท่่านเรียกว่า มรรค สาเหตุที่มันปรุงมันแต่งมันทำให้เกิดทุกข์ท่านเรียกว่า สมุทัย ปรุงแต่งมันเมื่อไหร่มันก็เป็นทุกข์ อริยสัจ ๔ มันก็อยู่ตรงนี้นั่นแหละ อยู่ที่จิตตัวเดียว ไม่ได้อยู่ที่อื่นเลย

ดังนั้น ท่านถึงให้ัดูภายใน ดูที่ตัว แก้ที่ตัว ดูที่คนอื่นไม่สำเร็จ แก้ที่คนอื่นไม่สำเร็จ ทุกอย่างเป็นเรื่องของโลก เราไม่สามารถแก้ไขโลกได้ แต่เราแก้ไขตัวเราเองได้ ภาระทุกอย่างถ้าเราแบกโลกไว้มันหนักเหลือเกิน แต่ถ้าเราวางลงตัวเรามันมีภาระอยู่นิดเีดียวเท่านั้น ยิ่งฟังก็ยิ่งง่ายเนาะ ฟังง่ายใช่มั๊ย?

เหลืออีกครึ่งชั่วโมง หรือ...มันพูดมากขนาดนี้เชียวหรือ...ว่าไปเรื่อยเปื่อยนะ ยิ่งอีตอนบรรยายให้ ชาวบ้านเขาฟังยิ่งหนักเข้าไปใหญ่ วิทยากรต่าง ๆ จะพูดด้วยภาษาราชการ แต่ชาวบ้านฟังไม่รู้เรื่อง ไปถึงก็อุปโภคอยา่งนั้น บริโภคอย่างนี้ กะเหรี่ยงมันฟังรู้เรื่องไหมล่ะ เอออุปโภคบริโภค มันรู้แต่ ออหมี่ออที กินข้าวกินน้ำ อาตมาก็ต้องไปเป็นล่ามแปลไทยเป็นไทยให้เขาฟังอีกทีหนึ่ง ว่าไปว่ามาวิทยากรก็นิมนต์อาจารย์ว่าไปเรื่อย ๆ เลยครับ ตกลงบรรยาย ๖ ชั่วโมง พระว่าไป ๕ ชั่วโมงครึ่ง จริง ๆ ไม่ใช่เขาไม่เก่งนะ เขาเก่งแต่เขาลดระดับตัวเองลงมาไม่เป็น ต้องพูดภาษาชาวบ้านให้ชาวบ้านเขาฟัง นี่อาตมาก็พูดมากจนเกินไปเหมือนกัน ตกลงมีใครเก็บเอาไว้ได้บ้าง เข้าหูซ้ายทะลุหูขวาหมด นักปฏิบัติที่ดีเมื่อกี้บอกแล้วการจดบันทึกสำคัญมากเป็นการซ้อมอตีตังสญาณด้วย

ขณะเดียวกันก็กันลืม หัวใจนักปราชญ์จำได้มั๊ย สุ จิ ปุ ลิ สุ มาจาก สุตะ แปลว่า ฟัง จิ ก็มาจากจิตติ ปลว่าคิด ปุ ก็มาจากปุจฉา แปลว่าถาม ลิ ก็มาจากลิขิต เขียน ฟัง-คิด-ถาม-เขียน ไอ้เขียนนี่ท่านบอกไว้ว่ากันลืม สุตตะจงฟัง เขาอย่าขี้เกียจ จิตตะคิดให้ละเอียดที่สงสัย ปุจฉาหลงจงถามอย่าเกรงใจ ลิขิตเขียนไว้ได้จะดีเอย เก่งกันทุกคนจำได้หมดเลยไม่มีใครจดสักคนหนึ่ง อย่าเชียวนะไอ้ประเภทพึ่งเทคโนโลยีน่ะ เจ๊งมาเยอะต่อเยอะแล้ว

อาตมาอยู่วัดท่าซุงถือสมุดบันทึกเข้าโบสถ์อยู่องค์เดียว ถึงเวลาก็จดยิก ๆ พี่น้องไอ้ ๔๐ กว่าคนไปพึ่งไอ้เครื่องบันทึกเสียงอยู่ ปรากฏว่าวันนั้นหลวงพ่อพูดเรื่องที่สำคัญที่สุด เครื่องบันทึกเสียงเจ๊ง อีคราวนี้มันทึ้งอาตมาซะเป็นชิ้น ๆ เลย จดอยู่คนเดียว สิ่งที่เราฟัง จะจำได้ก็ต่อเมื่อสิ่งนั้นกระทบใจของเรา ไอ้ตัวกระทบใจก็คือมันตรงกับใจของเรา ตรงกับการปฏิบัติของเราตอนนั้น แต่สิ่งที่เป็นโยชน์มหาศาลสำหรับเราในอนาคตมันจะผ่านเลยไปเฉย ๆ เพราะฉะนั้นจดซะบ้างโดยเฉพาะนักปฏิบัติ หลวงพ่อท่านบอกว่านักปฏิบัติที่ดีกระดาษปากกกาห้ามห่างมือเด็ดขาด ยิ่งเวลากลางคืนที่พระท่านสงเคราะห์ อาตมาพลิกตัวมาได้ มืดก็มืดแล้วเขี่ยนไว้ก่อนอ่านออกอ่านไม่ออกให้มันมีนัยเอาไว้ถึงเวลามันก็นึกได้เอง แต่ถ้าไม่จดรอให้เวลาผ่านไปพักเดียวเท่านั้นแหละ...ลืม มีอยู่วันหนึ่งหลวงพ่อท่านมาตอนเช้ามืด บอกให้ทำอย่างนั้น ๆๆ สั่งมา ๓ ข้อ ไอ้เราโอ๊ย...สบาย ๓๐๐ ข้อยังจำได้เลย ๓ ข้อ แค่นี้หมูมาก ปรากฏว่าพออรุณขึ้น มัเนหลือแค่ข้อเดียว อีก ๒ ข้อ มันหายขาด ชนิดคิดหัวแทบแตกก็เค้นไม่ออก ถ้าจดไว้ก่อนมันมีเค้าอยู่เราก็จะนึกขึ้นมาได้

WebSnow
04-08-2005, 04:59 PM
ปกติแล้ววันเสาร์ห้า ตามสายครูบาอาจารย์ท่านกำหนดไว้ให้เป็นวันไหว้ครู แล้วมีพิธีพุทธาภิเษกวัตถุมงมลด้วย วันเสาร์ห้าคือวันเสาร์ขึ้นหาค่ำ ถ้าได้เดือนห้าด้วยก็ดี ถ้าไม่ได้เดือนห้าเป็นเดือนอะไรก็ได้แต่ต้องเป็นข้างขึ้นเท่านั้น เพราะโบราณท่านเคล็ดคำว่า “ขึ้น” ทำอะไรให้ทำขึ้น เขาถือเป็นวันดี วันแรง วันขลัง ตามสายครูบาอาจารย์ท่านให้ไหว้ครูวันเสาร์ห้า ถ้าวันเสาร์ห้ามีกิจจำเป็นจริง ๆ ไม่สามารถจะจัดงานไหว้ครูได้ ให้ไหว้ครูวันวิสาขบูชา ถ้าทั้งเสาร์ห้าและวิสาขบูชาไม่สามารถที่จะจัดงานไหว้ครูได้ด้วยเหตุ ขัดข้องประการใดก็ตาม ให้ใช้วันมาฆบูชาแทนได้ พ้นจาก ๓ วันนี้แล้วไม่ได้ ใครเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อจำ ๆ เอาไว้ด้วยจะได้เก็บเอาไปใช้ ส่วนใหญ่แล้วสิ่งที่หลวงพ่อบอกเขาฟัง แล้วก็ลืิม มีความสามารถสูงมากไม่ค่อยจะจำกัน



สมัยที่พระเดชพระคุณหลวงพ่อยังมีชีวิตอยู่วันเสาร์ห้าท่านก็จะจัดการพิธีพุทธาภิเษกแล้วก็มีการเป่ายันต์เกราะเพชรด้วย อันนั้นเป็นไปตามสายที่บูรพาจารย์ท่านให้สืบ ๆ กันมา จนกระมั่งมาถึงรุ่นลูก ๆ ท่านก็ครอบครูการเป่ายันต์เกราะเพชรให้ ๙ องค์ด้วยกัน แต่ว่าเขาลงชื่อไว้ในธัมมวิโมกข์ ๗ องค์เท่านั้น ไอ้ ๒ องค์ที่เป็นตัวต้นคิดโดนไล่ออกจากวัดไปแล้ว นั่งอยู่ตรงนี้องค์หนึ่ง (หัวเราะ)

..ตอนนั้นพระเดชพระคุณหลวงพ่อสั่งให้พระทั้งวัดทำขันบูชาครูเพื่อขึ้นครูการเป่ายันต์เกราะเพชร ก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าทางกรรมการสงฆ์คิดอย่างไร ตัวประธานกรรมการสงฆ์ท่านบอกว่า การเป่ายันต์เกราะเพชรถ้าหากว่าใครจะทำก็แปลว่าวัดรอยเท้าหลวงพ่อ แต่จริง ๆ แล้วหลวงพ่อท่านสั่งให้ขึ้นครูเอง อาตมาเองเป็นคนดื้อ เมื่อเป็นเช่นนั้นเขาบอกไม่ให้ทำ อาตมาดื้อเป็นปกติอยู่แล้ว ไม่ชอบแหกคอก อยู่นอกคอกแล้วไม่ต้องไปแหก ก็เลยไปสั่งป้าสุ คุณโยมสุภาพร ปุษยะนาวิน บอกว่าป้าช่วยจัดขันห้าสำหรับบูชาครูเป่ายันต์เกราะเพชรให้ด้วย

คราวนี้ก็พระน้องชายอยู่องค์หนึ่งคือท่านชาติชาย สุธัมมธนปาโล ท่านชาติชายแกเป็นป่าไม้ เป็นหัวหน้าสถานีวิจัยไผ่ผาตาด อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรีรายนี้เป็นรายที่ชอบท้าทายมาก อาตมาไปเทศน์ที่สถานีวิจัยลุ่มน้ำแม่กลอง เทศน์ไป ๆ ครบ ๓ ชั่วโมง ตอนแรกไม่ได้เจตนาเทศน์นานหรอก ๓๐ นาทีเขาก็ไม่ไหวกันแล้ว แต่ปรากฏว่าเรื่องมันสนุก เขาของต่อไปเรื่อย ๆ คือ มันเป็นเรื่องของผี เรื่องของเทวดา เรื่องของพระ ของอะไรเหล่านี้ ชาวบ้านเขาสนุก ถ้าชาวบ้านสนุกนี่ระวังให้ดีอาตมาโดนขโมยบันไดมาแล้ว

การขึ้นธรรมาสน์เทศน์มันจะมีบันไดประมาณ ๓-๔ ขั้น สนุกแล้วมันไม่ยอมให้พระลง.. ขโมยบันไดไปเลย.. มันให้เทศน์ไปเรื่อย ๆ ไม่ยอมให้เลิก ก็ว่าไปเรื่อยพอ ๓ ชั่วโมงถามว่า ที่ว่ามานี่มีใครไม่เชื่อบ้าง? มันยกมืออยู่คนเดียวน่ะ คุณหัวหน้าชาติชายเขายกมืออยู่คนเดียว ก็ถามว่า ไม่เชื่อด้วยเหตุใด เขาก็บอกว่าถ้าจะให้เขาเชื่อเขาต้องรู้เห็นด้วยตัวเอง ก็เลยพาไปวัดท่าซุงไปฝึกมโนมยิทธิ พอฝึกได้อีคราวนี้สาหัสเลย มันติดเป็นตังเมเลย แบกเป้ใบหนึ่งตามต้อย ๆ อยู่ทุกวันทุกเดือน เป็นเวลา ๕ เดือนติด ๆ กัน เหม็นขี้หน้าเต็มที..

คุณชาติชายเขาเห็นอาตมาทำหน้าเบื่อเขาเต็มทีเขาก็บอกว่า หลวงพี่ครับ .. ถ้าหลวงพี่รำคาญผมหลบไปแป๊บนึงก็ได้ มันหายไปกินข้าวหรือกินก๋วยเตี๋ยวก็ไม่รู้พักหนึ่งโผล่มาใหม่ คนเอาจริงเขาเป็นอย่างนั้นนะ ตามอยู่ ๕ เดือน ปรากฏว่ามันใกล้เข้าพรรษาพี่ท่านก็ไปอยู่วัด ไอ้เราก็นึกว่าเขาไปอยู่วัดเพื่อปฏิบัติตามปกติครบ ๗ วันก็ถามว่า เฮ้ย ทำไมไม่กลับ เขาบอกว่า ผมมาสมัครบวชครับ ก็ว่าของมันไปเรื่อย ไอ้เราก็ไม่ได้ว่าอะไรคนไม่ค่อยขี้สงสัย ครบ ๑๒๐ วันมันก็ยังอยู่ต่อ ถามว่า เฮ้ย คุณ ผิดระเบียบราชการนะ เขาบอกว่าผมทิ้งไปแล้วครับ ไม่ได้ลาออกนะ ทิ้งเฉย ๆ ถามว่า แล้วเรื่องเบี้ยหวัดบำเหน็จบำนาญอะไรล่ะ เขาว่าช่างมัน ให้มีความผิดให้เขาไล่ออกไปเลยสบายใจดี

คราวนี้พระน้องชายองค์นี้เห็นอาตมาไปเอาขันครูเพื่อเตรียมครอบครูเป่ายันต์เกราะเพชร..เอาด้วย ป้าสุ..มองหน้าพระสองค์แล้วถอนหายใจดังเฮือก บอกว่า หลวงพี่เจ้าขาคิดให้ดี ๆ นะเจ้าคะ สององค์รวมกันยังไม่ได้ ๑๐ พรรษาเลย คือตอนนั้นอาตมาได้ ๗ พรรษา ของท่านได้ ๒ พรรษา คราวนี้ก็ปรากฏว่าป้าสุก็ออกความเห็นว่า เอาอย่างนี้แล้วกัน ถ้าหากมั่นใจว่าจะเอาจริง ๆ เดี๋ยวโยมจะทำพานไหว้ครูให้กับพระผู้ใหญ่ที่รับใช้หลวงพ่ออยู่รอบ ๆ บริเวณเป่ายันต์เกราะเพชรด้วย ถ้าพระผู้ใหญ่ืได้รับไปด้วยเขาก็ว่าไม่ได้ ตกลงป้าสุก็ทำพานไป ปรากฏว่ามีพระที่รับใช้หลวงพ่อตอนนั้นที่อยู่ที่บริเวณศาลา ๑๒ ไร่อยู่ ๗ องค์และรวมอาตมา ๒ องค์ก็เป็น ๙ แต่ปรากฏว่าหลังจากที่ทำพิธีครอบครูเสร็จอะไรเสร็จ เขาประกาศชื่อลงธัมมวิโมกข์เขาตัดไอ้ตัวหน้าออกไป ๒ ตัว สบายใจดี เราไม่มีชื่อต่อไปใครเขาก็มารบกวนเราไม่ได้ใช่มั๊ย เขาก็ไปกวนไอ้พวกที่มีชื่อ..สมน้ำหน้า

WebSnow
04-08-2005, 05:00 PM
ถาม : หลวงพี่ครับ..ในเมื่อหลวงพ่อเป็นคนสั่งทำไมต้องมีใครมาห้ามนู่น ห้ามนี่ด้วยล่ะครับ?



ตอบ : อ้าว.. ตำแหน่งท่านใหญ่กว่านี่ ท่านเห็นว่าสมควรท่านก็ห้าม หลังจากที่หลวงพ่อท่านครอบครูให้แป๊บเดียวท่านก็มรณภาพ ถ้างานนั้นอาตมาไม่ดิ้นรนก็เป็นอันว่าอดรับประทานทั้่งหมดนั่นแหละ ก็เป็นอันว่า..การเป่ายันต์เกราะเพชรอาตมารับรองได้ว่าจะไม่ขาดสูญลงไป เพราะว่ายังมีพระที่รับช่วงไปได้ถึง ๙ องค์ด้วยกัน แต่ว่า ๙ องค์นี้ ขณะนี้อยู่วัดไม่น่าจะเกิน ๔ องค์ สึกไปบ้าง เท่าที่ทราบแน่ ๆ สึกไป ๒ องค์ ก็คือ หลวงพี่บัญชา กับท่านน้อย ท่านน้อยนี่บวชพรรษาเดียวกับอาตมาบวชพร้อมกัน ๒ องค์ ที่ออกจากวัดมาก็มีตัวอาตมาเอง มีหลวงพี่ปลัดวิรัช โอภาโส มีหลวงตาวัชรชัย ปัจจุบันคือพระครูภาวนาพิลาศ วัดเขาวง แล้วก็ท่านชาติชายที่ออกมา ที่เหลือก็เหลืออยู่วัดนิดเดียวล่ะ ก็กล้ายืนยันว่า การเป่ายันต์เกราะเพชรจะไม่ขาดสายลงถ้าหากว่าวาระและเวลาสมควรเมื่อไหร่ อาตมาถ้าได้รับคำสั่งมาจะประกาศบอกญาติโยมอย่างเป็นทางการ นะ..

สมัยที่สิ้นหลวงพ่อลงใหม่ ๆ มีการประชุมสงฆ์กัน ทางกรรมการสงฆ์ลงความเห็นว่า ห้ามเป่ายันต์เกราะเพชรเด็ดขาด ยกเว้น ใครจะได้วิชชาสามหรือสมาบัติแปดขึ้นไป อาตมาเองเป็นคนชอบทะลุกลางปล้อง บอกว่าวิชชาสามผมไม่รู้เพราะพระพุทธเจ้าไม่ได้ทำนายให้ผม แต่สมาบัติแปดผมว่าหมูฉิบหายเลย แน่ะ คนปากเสีย ชอบอวดเก่ง ก็..ไปงัดข้อเขา่อยู่เรื่อย ๆ ก็เลยออกมานอนอยู่ข้างนอกนี่สบายใจดี

คราวนี้เรื่องการพุทธาภิเษกจำไว้ให้แม่น ๆ ว่า ไม่ใช่อาตมาทำหลวงพ่อท่านก็บอกว่าหลวงพ่อไม่ได้ทำ หลวงปู่ปานท่านก็บอกหลวงปู่ปานไม่ได้ทำ เมื่อถึงวาระถึงเวลา อาราธนาบารมีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ พรหม เทวดาให้ท่านสงเคราะห์แทน เพราะฉะนั้นวัตถุมงคลต่าง ๆ ที่ได้ทำไปที่เกิดอานุภาพขึ้นมาจนกระทั่งพวกเราอยากได้กันมาก ๆ นั้นเกิดจากบารมีพระท่านสงเคราะห์ อาตมาเองนั่งเฉย ๆ นั่งจนกว่าท่านจะบอกว่าพอ ตัวอย่างที่ผ่านมาก็ครั้งแรกที่ทำ ไม่ได้เจตนาจะทำ หลวงปู่ปานท่านบอก..ไอ้หนู ทำล็อคเก็ตรูปข้าสักห้าพันสิลูก บอก ไม่ค่อยมีตังค์ครับหลวงปู่ ท่านบอก ไม่เป็นไรข้าหาเงินให้เอง แล้วก็กราบเรียนท่านบอกว่า ถึงอย่างนั้นก็ดีผมพุทธาภิเษกไม่เป็น ท่านบอก ไม่เป็นไรตั้งเครื่องบวงสรวงไว้เดี๋ยวข้าทำเอง สบายดีมั๊ยแหม.. แทบโดดกอดเลยนะ รับปากมานี่สบายมาก คราวนี้..วันนั้นเป็นวันเสาร์ห้าทางวัดจัดฝึกมโนมยิทธิเต็มกำลัง บ่ายสามโมงอาตมายังช่วยงานอยู่ที่วัดเลย ช่วยจัดฝึกมโนมยิทธิเต็มกำลังช่วยสงเคราะห์ญาติโยมให้

คราวนี้..หลวงปู่ท่านนัดเวลา ๑ ทุ่มตรง พอบ่ายสามเศษ ๆ อาตมาก็ซิ่งจากวัดตรงมา มาถึงที่นี่ (บ้านอนุสาวรีย์) ๖ โมง ๔๐ นาที สบายใจมาทัน ๑ ทุ่ม โผล่พรวดเข้ามาปรากฏว่าของทุกอย่างวางอยู่ทิศใครทิศมัน ไม่มีใครจัดกลัวผิด เครื่องบวงสรวงนี่เขาจะมีสีประจำทิศของเขาอยู่ จะมีทิศทางที่เฉพาะ ระบุเอาไว้ชัดเลยถ้าหากว่าผิดโดยเฉพาะไก่ ถ้าหากว่าไก่ผิดเทศไม่อยู่ทิศเหนือนี่เป็นเรื่องแน่ ๆ ท้าวเวสสุวรรณท่านไม่ยอม ก็เลยไม่มีใครกล้าจัด อาตมาก็ต้องวิ่งเหงื่อหยดจัดตั้งจนกระทั่งมันเข้าที่เสร็จเรียบร้อยดูนาฬิกา ๑ ทุ่ม ๑๐ นาทีจ๊ะ เลยเวลาไป ๑๐ นาที ..

ตั้งใจจุดธูปเทียนบูชาพระน้อมจิตกราบพระปุ๊บหลวงปู่ปานท่านบอก เสร็จนานแล้วลูก ไปไหว้พระเถอะ ..ไม่รู้แอบทำให้ตอนไหน สบายดีมั๊ย ท่านบอกให้ไปไหว้พระเถอะ บอกเสร็จแล้วผมก็เลิกได้นะครับ ท่านบอกว่านั่งต่อไปเดี๋ยวคนเขาไม่เชื่อ ง่ายดีมั๊ย วัตถุมงคลรุ่นนั้นเป็นล๊อคเก็ตเล็ก ๆ จ๊ะ ด้านหนึ่งเป็นรูปหลวงปู่ปาน ด้านหนึ่งเป็นรูปหลวงพ่อ จะเป็นสีออกฟ้า ๆ หน่อยนึง ทางด้านสมุทรปราการ สมุทรสาคร เขาจะดังมาดังเพราะว่าลุงปาน นายปาน เมืืองมูล นั่น..ลูกศิษย์ก้นกุฏิของท่านชาติชายเขา เจอหน้ากันทีไร แหม..อาจารย์ มาก็ไม่บอก ไอ้ที่ไม่บอกของเขาน่ะ ..ไม่บอกหวย ลุงปานแกชอบหวยจริง ๆ ตอนที่อาตมาอยู่ที่บึงลับแลประมาณ ๒ เดือนเศษ

ลุงปานแกแบกข้าวแบกของเข้าไปอยู่เสมอไปสงเคราะห์ ก็เลยช่วยด้วยการว่าเขียนอะไรทิ้ง ๆ เอาไว้ข้างกองไฟให้ลุงเขาอยู่ แต่ลุงเขาโลภมาก เล่นหนัก ๆ ไอ้ตัวไหนเล่นน้อยก็ถูกตัวนั้นน่ะ แล้วก็ไปนั่งสั่นหัวว่า แหม..จะล้มเจ้ามือซะหน่อยล้มไม่สำเร็จ เรื่องอย่างนี้เป็นเรื่องบุญเก่าที่เราทำมา ถ้าหากว่าไม่ได้ทำเอาไว้หรือว่าทำเอาไว้น้อยแล้วต้องการมากรับรองว่าไม่ได้เสียเงินเปล่า ใครเคยเล่นหวยแล้วได้ต่อไปอย่าเล่นมากกว่านั้น ถ้าเล่นมากกว่านั้นคือเกินบุญเก่ามันจะไม่ได้ ลุงปานเขาก็ขอเหรียญ บอกว่าจะเอาไปให้ลูก มีลูกอยู่ ๔-๕ คน คนละแม่หมด ลุงปานแกมีเมียทีละคน รวม ๆ จนถึงปัจจุบันนี้มี ๙ คนแล้ว

คือแกเป็นที่ชอบเดินป่าไม่ค่อยจะกลับบ้าน เมียเบื่อขี้หน้าเมื่อไหร่ก็หนี ถ้าหนีแกก็หาใหม่ เพราะฉะนั้นลูกลุงปาน ๔-๕ คนทั้งผู้หญิงผู้ชายคนละแม่หมดเลย ลุงปานก็ขอเหรียญบอกว่าจะเอาไว้ให้ลูก ๆ ติดตัวกันอันตราย ก็เอาล็อคเก็ตรุ่นนั้นให้ไป พอให้ไป..ลูกสาวทำงานในโรงงานทอผ้าที่อ้อมน้อย ไอ้รถรับพนักงานมันไปชนกับสิบล้อ ลูกสาวถูกหมกอยู่ใต้เลยเพราะมันชนน่ะแรงมาก แล้วตัวเองอยู่หน้า ๆ ก็กระเด็นไปติดทางด้านหน้าปุ๊บไอ้เพื่อนข้างหลังกระเด็นมาทับ ๆๆๆ กันขึ้นไป บาดเจ็บบ้าง ตายบ้าง แข้งขาหักบ้าง เขาคุ้ยไปคุ้ยมาเจอลูกสาวลุงปานนอนยิ้มอยู่ก้นนู่น ไม่เป็นอะไรเลย ทั้งเนื้อทั้งตัว ถามว่าเจ็บมั๊ยก็ไม่เจ็บ พอค้นดูทั้งเนื้อทั้งตัวมีล็อคเก็ตอันนั้นอยู่อันเดียว

เพราะฉะนั้นตอนนั้นถ้าใครพกล็อคเก็ตรุ่นนั้นไปโโนปล้นแน่ นี่คือเรื่องของบารมีพระท่านสงเคราะห์ แล้วบางรายอย่างเช่นที่ได้ทำพระหลวงปู่ปานย้อนยุคไป ตอนแรกอาตมาก็คิดว่าพระที่ทำไปคงไม่ได้อยา่งที่หลวงปู่ท่านทำเพราะว่าสามารถที่จะถอนพิษสัตว์ได้ ถ้าหากว่าโดนงู โดนพิษสัตว์กัดต่อย ให้เอาพระแช่น้ำตั้งใจอารธนาบารมีท่านสงเคราะห์ แล้วก็แปะหันศรีษะพระขึ้นด้านบน พระจะดูดติดกับแผลเพื่อที่จะดูดพิษออกมา ปรากฏว่ามีคนเอาไปใช้แล้วได้ผลจริง ๆ เป็นไปตามนั้นจริง ๆ อาตมาก็ดีใจว่าท่านสงเคราะห์ให้เหมือนอย่างที่สมัยหลวงปู่ปานท่านทำเหมือนกัน

บางรายเมื่อไม่นานนี้เองล่ะ ไอ้เจ้าเอ้ ลูกศิษย์ตัวแสบของอาตมาเอง ไปถึงก็..อาจารย์ครับผมอยากได้ตะกรุดเม ไอ้ตะกรุดเมนี่พวกเรารู้จักกันหรือเปล่าก็ไม่รู้ ภาษาที่หลวงพ่อท่านใช้เรียกตะกรุดมหาสะท้อน ใครทำอะไรมาไม่ว่าจะดีจะเลวมันย้อนกลับไปเป็นร้อยเท่าพันทวีเลย ท่านบอกว่าให้ใช้แผ่นเงินแผ่นนากหรือวา่แผ่นทองหนัก ๑ บาทมาทำ โดยเฉพาะพวกไสยศาสตร์ใครทำ มามันจะย้อนกลับหมด ไอ้เจ้านั่นได้ยินก็อยากได้มันไปแคะแผ่นเงินมาจากไหนก็ไม่รู้บานเลยกว่าจะเขียนเสร็จเจ็บนิ้วเป็นบ้าปรากฏว่ามันได้ไปยังไม่ทันจะโดนอะไรหรอก ฟ้าผ่า ก็ยังไม่รู้สึกอะไรเลย ได้ยินแต่เสียงฟ้าผ่าแต่เพื่อนเห็นว่าสายฟ้ามันฟาดลงมาแล้วมันแยกออกเป็น ๒ ซีก ไอ้ตัวมันเองมันไม่เป็นไรหรอกไอ้เพื่อนอยู่ตั้งไกล โน่นไฟดูดซะกระโดดเหยงเลย แล้วเขาก็มาถามว่า อาจารย์ครับมันกันได้ด้วยหรือ บอกว่า เอ็งรอดตายมาหรือเปล่าล่ะ ถ้ามันกันไม่ได้ มันก็ไม่น่าจะรอดตายใช่มั๊ย แต่ว่าตะกรุดมหาสะท้อนนี่อันตรายมาก คือห้ามให้เด็ก แล้วก็ห้ามเข้าในสถานที่ ๆ ผู้หญิงหรือว่าสัตว์กำลังจะคลอด มันจะคลอดไม่ออกเพราะมันย้อนอย่างเดียว เมื่อวานนี้ผู้พันจรรย์นพโทรมาบอกว่าเมียคลอดเรียบร้อยแล้ว เจ็บท้องอยู่ข้ามวันเลย สงสัยว่าทำไมคลอดยากผิดปกติ อนุญาตให้หมอผ่าเสร็จเรียบร้อยแล้วเพิ่งรู้ว่าเมียพกตะกรุดอยู่ สั่งห้ามไปนานแล้ว เขาสารภาพว่า หลวงพ่อ..หนูลืมไปจริง ๆ เจ้าค่ะ ไอ้ผ่าออกไม่เป็นไร แต่คลอดธรรมชาติมันไม่ได้

WebSnow
04-08-2005, 05:00 PM
ส่วนที่อาตมาเพิ่งจะกลับมาจากฝั่งพม่าบรรดาทหารเขาขอวัตถุมงคลไว้บานเลย มันมีประสบการณ์เนื่องจากครูบาน้อย พระน้องชายองค์นี้ท่านเก่งมาก อยู่ทางด้านโน้นนี่พวกทหารอะไรมักจะมาขึ้นด้วย คราวนี้ท่านมาร่วมพิธีเสาร์ห้าที่นี่ก็นำวัตถุมงคลไปแจก ๆ เขา เขารับไปปรากฏว่ากลุ่มนั้นเป็นกลุ่มกะเหรี่ยงพุทธ กลุ่ม DKBA เป็นกลุ่มที่มาเข้ากับรัฐบาลพม่าเพราะว่าตอนนั้นกะเหรี่ยงคริสต์รังแกหนักมาก จะทำกิจกรรมทางศาสนาอะไรมันขวางหมด มันไม่ให้ทำแต่ตัวมันเองทำได้ คงเป็นความประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้า..ว่างั้น ก็เลยมาเข้ากับรัฐบาล เวลาฝ่ายหนึ่งเข้ากับรัฐบาลอีกฝ่ายไม่ยอมเข้าก็เลยรบกันเอง



คราวนี้ทางกะเหรี่ยงพุทธนี่จับเชลยศึกได้ ๑ คน ก็คือฝ่ายกเหรี่ยงคริสต์นั่นแหละ ก็ลงมติว่าประหาร ไอ้เจ้านั่นไหน ๆ จะตายแล้วก็เลยสู้ พอมันเห็นเขาเผลอปุ๊บมันแย่งปืนเขาได้กระบอกแล้วเปิดแน่บ ทางด้านนี้ ๔-๕ คนก็ตามล่า ไอ้คุณหมู่หม่องเอหัวหน้าทีมตามไป ปรากฏว่ามันหนีไปซ่อนในขุมเหมืองไอ้ที่เขาขุด ๆ ทิ้งร้างแล้วมีต้นไม้ขึ้นน่ะ ทางด้านนี้ก็เดินเซ่อ ๆ ซ่า ๆ เข้าไปเพราะไม่รู้ไอ้พื้นดินเรียบ ๆ มันอยู่ ๆ มันจะมีหลุมเบ้อเร่ออยู่ ไอ้เจ้านันซ่อนอยู่ข้างในก็ยิงเอา ๆ ยิงเท่าไหร่ยิงไม่ออกจนกระทั่งฝ่ายนี้ได้ยินเสียงนกปืนสับก็เลยไปช่วยกันรัวซะพรุนไปเลย แล้วพอไปตรวจปืนมันดู..หนาวจ๊ะ กระสุนทุกนัดมีรอยสับหมดแล้วแต่ยิงไม่ออก

คุณหม่องเอเขาบอกงานนั้นถ้ายิงออกพวกผมตายหลายศพแล้ว นั่นแหละ เขาก็เลยเดือดร้อนว่าครูบาน้อยเขาบอกว่าเป็นวัตถุมงคลที่เอามาจากที่นี่ อาตมาไปถึงก็เลยต้องติดหนี้พวกมันบานเลย มาขอเอาไว้ เดี๋ยวกลับไปต้องเอาไปให้ ไป ๆ มา ๆ เดี๋ยวจะกลายเป็นผู้นำกะเหรี่ยงไปซะอีก แต่พวกเขานี่รู้สึกว่าจะเข้าถึงธรรมสูงมากโดยเฉพาะเรื่องของการปฏิบัติ ชนิดที่เรียกว่าจิตเขาละเอียดมาก พอจะเข้าเขตวัดนี่ถอดรองเท้าทิ้งเดินเท้าเปล่าเข้าไป เขาเคารพขนาดนั้นน่ะ ไอ้ของเรายืนอยู่ถนนฝุ่นหนาเป็นคืบมันก็กราบลงทั้งฝุ่นอย่างนั้นน่ะ ดู ๆ แล้วมันน่ายืดได้นะ ไปร่วมงานปีใหม่กะเหรี่ยงเขามา ตัวแม่ทัพของเขาก็ให้ความเคารพครูบาน้อยท่านมากเหมือนกัน ไอ้วันกลับ นายทหารระดับบิ๊ก ๆ เขาก็มาส่งกัน ไอ้รถเมล์ป่านนี้มันคงยังไม่หายมึนน่ะ อยู่ ๆ นายทหารระดับบิ๊กเขาก็ชักแถวมาส่งพระเด็ก ๆ ๒ องค์ อืือม์ เป็นไปได้เหมือนกันนะ

คราวนี้อาตมาก็กล้ายืนยันว่าเรื่องของวัตถุมงคลต่าง ๆ ที่ทำไม่ใช่อาตมาทำเอง เป็นเรื่องของพระ เรื่องของครูบาอาจารย์ท่านสงเคราะห์ ในเมื่อท่านสงเคราะห์ก็อย่าได้ประมาทเพราะเราไม่ได้ทำบุญมาสม่ำเสมอ มันมีวาระ มีเวลา ที่บุญของเรามันขาดช่วงลง ถ้าถึงวาระ ถึงเวลา อุปฆาตกรรมมันเข้ามาของดีแค่ไหนก็คุ้มไม่ได้ สมัยหลวงพ่อท่านยังไม่ได้บวช ท่านถูกยืมตัวจากกองทัพเรือไปช่วยทางตำรวจอยู่พักหนึ่ง มีไอ้เสืออยู่คนหนึ่งที่ได้ชื่อว่าเหนียวมาก ยิงอย่างไรก็ยิงไม่ออก ปรากฏว่าวันนั้นโดนยิงตาย หลวงพ่อท่านได้ข่าวท่านก็แปลกใจมากท่านก็รีบไปดู ไปถึงก็ถามว่าทำไมมันถึงยิงตายได้ ปรากฏว่านายตำรวจที่เป็นมือปราบเจ้าเสือคนนั้นบอกว่าคุณลองลากศพมันออกจากที่ซักศอกนึงแล้วลองยิงดูใหม่ แค่ลากศพมันพ้นพื้นตรงนั้นศอกเดียวยิงเท่าไหร่ก็ยิงไม่ออก ท่านบอกว่า ที่ตายมันอยู่ตรงนั้น ถ้าไม่ได้ตรงนั้นก็ทำอะไรมันไม่ได้ เพราะฉะนั้น ทั้งวาระ เวลา สถานที่ ทุกอย่างมาบรรจบกันต่อให้เป็นพระองค์เองก็ตายเหมือนกัน อย่าลืม อย่างเช่นท่านมหากาลนะ เป็นพระโสดาบันก็ตาย ลงไปล้างหน้า โจรมันไปปล้นเขาแล้วมันหนีมา มันเห็นพระท่าน เห็นชาวบ้าน มันหนีไม่รอด ตอนเช้ามืดนี่ ท่านมหากาลท่าไปรักษาศีลอุโบสถของท่านที่วัด เช้ามืดก็ลงมาล้างหน้า เออ...กะว่าลาศีลเสร็จก็กลับบ้านล่ะ ปรากฏว่าลงไปล้างหน้าโจมันหนีชาวบ้านมาเห็นท่าว่าจะหนีไม่พ้นมันก็ทิ้งของไว้แล้วมันก็เผ่นตัวเปล่าไป ชาวบ้านวิ่งมาถึงเห็นของอยู่ข้าง ๆ จำหน้าโจรไม่ได้เพราะว่ามันมืด ๆ เขาก็ไล่ทุบเอาตายเลย นั่นพระโสดาบันนะ ส่วนต้นตำรับของผู้มีฤทธิ์ คือ พระโมคคัลลาน์ ก็โดนทุบซะกระดูกป่นเป็นเม็ดข้าวสารเลย ขนาดนั้นถ้าวาระของกรรมเข้ามายังไม่สามารถหนีพ้นได้

WebSnow
04-08-2005, 05:01 PM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD>

พวกเราก็ไม่ควรประมาท โดยเฉพาะธรรมะทั้ง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์พระพุทธเจ้าท่านสรุปลงตรง “ไม่ประมาท” ตัวเดียวเท่านั้น ท่านบอกว่าความไม่ประมาทถ้าเปรียบกับรอยเท้าสัตว์ก็เป็นรอยเท้าช้าง..ใหญ่ที่สุด รอยเท้าของสัตว์ทั้งป่าเหยียบลงไปแล้วก็ไม่ใหญ่เกินนั้น ก่อนที่จะปรินิพพานท่านก็สั่งเอาไว้ว่า อามันตยาภิโว ภิกขเว ปฏิเวทะ ยาภิโว ภิกขเว วยะธัมมาสังขาราอับปมาเทนะสัมปาเทถะ บอกว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ขอเธอจงยังประโยชน์ของตนและประโยชน์ผู้อื่นให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด เทศน์มา ๔๕ ปี เหลืออยู่แค่นั้น พวกเราก็ประมาทไม่ได้ตัวของเราเองไม่ทราบว่ามันจะสิ้นชีวิตลงไปเมื่อไหร่ ชีวิตของเราอยู่ได้ด้วยลมหายใจเท่านั้น หายใจเข้าถ้าไม่หายใจออกมันก็ตายแล้ว หายใจออกถ้าไม่หายใจเข้ามันก็ตายแล้ว

ต้องรู้ตัวไม่ประมาทอยู่เสมอ ถ้าหากว่าเราประมาทตายไปลงสู่อบายภูมิ เป็นสัตว์นรก เป็นเปรต เป็นอสุรกาย เป็นสัตว์เดรัจฉาน ก็เสียทีที่เกิดมา ถือว่าขาดทุนยบเยิน ถ้าเราไม่ประมาทอยา่งน้อย ๆ ขึ้นไปเป็นเทวดาได้ ก็เป็นอันว่ายังได้กำไรอยู่ ถ้าสามารถเป็นพรหมหรือไปนิพพานเลยก็ยิ่งได้กำไรมากเข้าไปใหญ่

ปัจจุบันนี้พวกเราทุกคนซึ่งส่วนใหญ่แล้วเคยได้พบหลวงพ่อมาในสมัยโน้น ที่ไม่เคยได้พบได้ยินแต่ชื่อเสียงเกียรติคุณของท่านแล้วเลื่อมใสปฏิบ้ัติตามคำสอนที่ได้รับจากหนังสือก็ดี จากเทปก็ดี ก็มีเป็นจำนวนมาก แต่ว่า อาตมาดู ๆ แล้วทุกคนตั้องอยู่ในความประมาทมากเกินไป เหมือยังกับว่าเราจะไม่ตาย การทำความดีของเราต้องทำให้ต่อเนื่อง โดยเฉพาะต่อเนื่องตามกันทุกลมหายใจเข้าออกยิ่งดี ถ้าเราไปประมาททำบ้างทิ้งบ้างเหมือนกับคนมีเวลามาก ถ้ามันตายเสียตอนนั้นถึงไม่ขาดทุนมันก็จะได้น้อยเกินไป ไม่ถึงจุดหมายที่เราหวัง

เพราะฉะนั้นขอให้ทุกคนตั้งใจทำให้ดี พวกเราทุกคนปรวารณาตนเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อ ไปไหนก็บอกด้วความภูมิใจว่าผมหรือดิฉันเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อวัดท่าซุง เป็นศิษย์หลวงพ่อฤาษีลิงดำ เราไปไหนก็ตามอย่าให้เสียชื่อพ่อของเรา อย่าให้เสียชื่อสำนักของเรา เป็นนักปฏิบัติต้องปฏิบัติให้จริง ๆ รักษาอารมณ์ของเราให้อยู่ในด้านดีให้ตลอด อาตมาระหว่างที่อยู่พม่าโดนทดสอบกำลังใจอยู่ตลอด นั่งยิ้มกับมัน เพราะมีสติรู้อยู่ว่า ข้อสอบนั้นมาถึงเราได้ทุกเวลา เราจะประมาทไม่ได้ มีทางเดียวคือต้องทำใจยอมรับมัน ก็นั่งแบบใจเย็นเลยล่ะ รถมันวิ่งไปได้ ๒๒ ไมล์เท่านั้น เป็นบ้านเราก็จับหักคอมันไปแล้ว รถวิ่งวันหนึ่งได้ ๒๒ ไมล์คบได้มั๊ยล่ะ มันได้แค่นั้นจริง ๆ ถนนดี ๆ ด้วย

อาตมานั่งยิ้ม..สังหรณ์ใจตั้งแต่แรกแล้วมันเอาเราแน่ ตั้งท่ารับไว้แล้วก็เลยใจเย้น..เย็น นั่งมองหน้าพระอย่างเดียว ต้องเตรียมตัวรับอยู่เสมอข้อสอบมาอยู่ทุกเวลา รัก โลภ โกรธ หลง ๔ ตัว เ่ท่านั้นแต่ข้อสอบมาเป็นหมื่นเป็นแสนข้อไม่ซ้ำกัน ประมาทเมื่อไหร่มันสอยเราร่วง ถ้าหากว่าเราร่วงลงไปแล้วส่วนใหญ่พื้นฐานเราไม่มี ในเมื่อพื้นฐานไม่มีมันก็จะล้มนาน แบบที่เรียกว่าจิตตก หรือกำลังใจตก หรือว่าสมาธิตก คราวนี้ถ้าหากว่าพวกเราประมาทไม่ได้ทำความดีต่อเนื่องถึงเวลากำลังใจตกมันก็จะตกนานแล้วมันก็จะคืนยาก ถ้าเราปล่อยตัวปล่อยใจให้ตามกระแสโลกไปให้สังเกตดู กว่าจะตีคืนมาได้นี่ลำบากยากแค้นแสนสาหัส เหมือนกับคนว่ายทวนน้ำอยู่ เมื่อว่ายทวนน้ำไประยะหนึ่งหมดแรงปล่อยลอยตามน้ำไป เมื่อปล่อยลอยตามน้ำไปถ้าหากว่าเราพยายามว่ายน้ำใหม่ มันอย่างดีก็มาแ่ค่เดิม มันได้แต่งานไม่ได้ระยะทางเพิ่มขึ้นเลย เหมือนกับกำัลังใจของเรา กำลังใจของเราถ้าทำไปถึงระดับนั้นแล้วไม่พยายามที่จะต่้อให้ห้าวหน้ายิ่ง ๆ ขึ้นไป ถ้ามันถอยหลังลงมาเราทำอีกมันก็ได้อย่างดีแค่เดิม แล้วถ้าหากว่ารามือหมดแรงเมื่อไหร่มันก็จะลอยตามน้ำไปอีก คือลอยตามโลกตามกระแสกิเลสต่อไป ดังนั้นพวกเราจะประมาทไม่ได้ ถ้าหากว่าเราประมาทก็เป็นหนทางแห่งความตายพระพุทธเจ้าท่านบอกชัด ปะมาโทมัจจุโนปะทัง ความประมาทเป็นหนทางของความตาย อะปะมาโท อะมะตังปะทัง ความไม่ประมาทเป็นหนทางแห่งความไม่ตายนะ โดยเฉพาะความตายจากธรรมะเป็นความตายที่เจ็บปวดมาก เพราะว่าขาดทุนย่อยังเลย เราเกิดมาเป็นมนุษย์ ต้นทุนของเรามีแล้ว คือศีลห้า แต่ว่าถ้าประมาทลงไปกลายเป็นสัตว์นรก เป็นเปรต เป็นอสุรกาย เป็นสัตว์เดรัจฉาน ขาดทุนยับเยินถึงขนาดล้มละลายเลย ดังนั้นในการปฏิบัติแล้วเราจะประมาทไม่ได้ คนประมาทตายแล้วไม่จบเพราะไม่ได้ไปนิพพานถ้าคนทั่ว ๆ ไปตายแล้วจบ ตายแล้วไปพระนิพพาน คนทั่ว ๆ ไป ในที่นี้หมายถึงผู้ที่ไม่ประมาทตั้งใจปฏิบัติอยู่ในทาน ศีล ภาวนา เป็นปกตินะ

</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=images/right.gif> </TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif> </TD></TR></TBODY></TABLE>

WebSnow
04-08-2005, 05:01 PM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD>

ที่ไปพม่ามาอาตมาไปตรวจงานการก่อสร้างวัดหนองบัวที่นั่น ตอนนี้สิ่งก่อสร้างก็ถือว่าก้าวหน้าไปในระดับที่น่าพอใจ พระเจดีย์เสร็จแล้ว พระนาคปรกเสร็จไปแล้วประมาณ ๙๐% อย่าคิดว่าพระนาคปรกองค์เล็ก ๆ นะ อาตมานั่งทำเล็ก ๆ แต่ให้ค่าแรงช่างมันฟุตละ ๑๐,๐๐๐ ช่างก็เลยตะบันไปซะ ๑๘ ฟุตจ๊ะ สรุปแล้วแค่ค่าแรงปั้นนาคตัวเดียวมันล่อไปแสนแปดแล้ว แล้วยังพระอีก ๖ ฟุต รวมความแล้วสองแสนสี่จมหายไปเลย ยังไม่ได้คิดค่าปูนค่าทรายค่าอะไรเลยนะ

ส่วนขณะนี้กำลังทำกุฏิเจ้าอาวาสเพิ่มอยู่ ตอนนี้ต้องการเจ้าภาพกุฏิ ๓ หลัง ใครจะอาสายกมือได้ คิดไม่มากคิดหลังละแสนเดียวที่เหลืออาตมาจะหาเอง ไอ้ที่เอาถึง ๓ หลัง เพราะว่าเจ้าอาวาสวัดหนองบัวท่านต้องการหลังหนึ่ง อาตมาต้องการหลังหนึ่งอาจารย์ต้าต้องการหลังหนึ่ง ใครต้องการเป็นเจ้าภาพแจ้งความประสงค์ได้นะจะติดชื่อครองครัวติดชื่อตัวเองติดอะไรมาตมาจะทำให้ รับรองว่าคุ้มค่ากับเงินทุกประการที่ได้ทำไป จะไม่ทำให้สวยเกินความเป็นพระ แต่ขณะเดียวกันเวลาใครไปก็จะไม่ให้ขายหน้าเขาว่าเจ้าของกุฏขี้เหนียว เอาแค่พอสมควร

ตอนนี้ที่วัดหนองบัวได้ช่วยท่านก่อสร้างไป ๑๑ เดือนเศษ ๆ ไม่ถึง ๑๒ เดือนดี ตอนนี้เงินถมอยู่ที่นั่น ๑๗ ล้านกว่าบาท เหตุที่มันแพงเพราะราคาของฝั่งพม่ามันแพงมาก ปูนซีเมนตราช้างฝั่งพม่าลูกหนึ่งราคา ๑๖๐ บาทไทย เมืองไทยประมาณร้อยเดียว กระเบื้องทางด้านโน้น ๔ ฟุตราคาประมาณ ๑๔๐ บาทไทย อยู่ฝั่งไทยนี่คงซื้อได้ประมาณ ๕ แผ่นกว่า ๆ ของทุกอย่างจะแพงหมดทั้ง ๆ ที่ไปจากไทย แล้วถามว่าทำไมไปทำไว้ที่นั่น..สงสารคนไทยที่นั่น..อยู่ที่โน่นตั้งแต่สมัยบุเรงนอง โดนเขากวาดใส่เกวียนไปหรือว่าเดินไปก็ไม่รู็ ตั้งแต่สมัยนั้นเป็นต้นมา

วัดวาอารามทรุดโทรมจนหมดสภาพขนาดปลวกกินปูนได้ ปูนสมัยโบราณเขาใช้เปลือกหอย ใช้น้ำอ้อย ใช้ปูนขาว ใช้ข้าวเหนียว ตำผสมกัน พอหมดอายุนี่อร่อยมาก ปลวกมันกินพรุนเลย ไปดูแล้วมันหมดสภาพจริง ๆ ก็เลยตั้งใจทำให้ใหม่ จริง ๆ แล้วไม่ได้คิดทำหรอกบังเอิญหลวงปู่ปานท่านไปด้วย หลวงปู่ปานท่านบอกว่า ถ้าคุณคิดว่ามีความสามารถ..จำไว้นะถ้าท่านพูดเพราะ ๆ เมื่อไหร่น่ะมีงานให้ทุกทีล่ะ ถ้าขึ้นเอ็งขึ้นข้านี่สบายใจ ถ้าคุณคิดว่ามีความสามารถก็ช่วยเขาหน่อย แหม อีแบบนี้บีบคอบังคับเลย เพราะหลวงพ่อสอนไว้ที่วัดท่าซุงเสมอ ๆ ท่านบอกว่าใครก็ตามอย่าพูดคำว่าไม่สามารถให้ผมได้ยิน ถ้าใครพูดคำว่าไม่สามารถให้ผมได้ยินผมจะไล่ออกจากวัดเลย พอหลวงปู่ท่านบอกว่าถ้าคุณมีความสามารถก็ช่วยเขาหน่อย แน่จริงบอกว่าไม่สามารถสิ (ก็ออกจากวัดมาแล้วนี่ครับ) ถึงออกมาแต่ว่าสิ่งที่หลวงพ่อสอนติดมาด้วยไม่ไ้ด้ทิ้งไว้ที่วัด ใส่กระเป๋ามาเพียบเลย ก็..ถึงได้ตั้งใจไปทำให้เขา ทำแค่เท่าที่คิดว่าทำได้น่ะ สงสารชาวบ้านแถวนั้น ทางฝั่งพม่าจริง ๆ แล้วเขาทุ่มเทให้กับศาสนามาก แต่มันเป็นการทุ่มเทแบบชนชาติใครชนชาติมัน พม่าช่วยวัดพม่ามอญช่วยวัดมอญ กะเหรี่ยงช่วยวัดกะเหรี่ยง มันก็เหลือคนไทยอยู่แถวนั้นไม่เท่าไหร่ ตอนแรกที่ไปอาตมาคิดว่าเขาเป็นคนลาว เพราะว่าภาษาไทยโบราณก็คือลาวดี ๆ นี่เองแหละ แต่ได้ยินเขานับเลขเขานับยี่สิบ บ่แม่นลาวแล้วลาวบ่มียี่สิบ ใช่ไหม ใครพูดลาดได้ ลาวเขาไม่พูดยี่สิบ เพราะงั้นถ้าหากว่ายี่สิบไม่ใช่ลาวแน่ ๆ อันนี้ก็คือว่าไอ้ที่ก่อสร้างอยู่ ตอนนี้ไปอัดขยายมาเตรียมจะติดให้พวกเราดู

</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=images/right.gif> </TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif> </TD></TR></TBODY></TABLE>

WebSnow
04-08-2005, 05:02 PM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD>

ส่วนท่านเอกภพ ท่านจะไปสร้างวัดทางบ้านเกิดคือ ที่เพชรบูรณ์ อาตมาบังเอิญมีที่มรดกอยู่ประมาณ ๓๐ ไร่ ก็เลยถวายท่านไป พระน้องชายท่านมีแต่มือเปล่า ๆ สะตุ้งสตางซื้อยาให้ชาวบ้านกินหมดแล้ว เป็นหมอยาแต่เป็นหมอยาประเภทแจกเฉย ๆ คุณจะให้ตังค์ผมหรือไม่ให้ตังค์ผมไม่รับรู้ประเภทนั้นน่ะ มันก็เลย ขาดทุนย่อยยับทั้งปีหรือว่ากำไร? กำไรซินะ อาตมาก็กำไรตอนนี้ กำไรแต่ละปีตัวเลขติดแดงโร่เลย

คราวนี้ท่านไปอยู่ที่นั่นใหม่ ๆ มันก็จำเป็นที่จะต้องมีที่อยู่ส่วนตัวก่อน ก็ได้เรียนท่านไปว่า ถ้าหากว่าสร้างกุฏิก็เหลือที่ให้ผมนอนบ้างนะ คราวนี้ก็เลยกลายเป็นว่าของท่านเองยังไม่มีที่อยู่ก็เลยต้องรบกวนพวกญาติโยมทั้งหลายให้ช่วยกันสงเคราะห์นิดหนึ่ง อย่างน้อย ๆ หาที่อยู่ให้พระเป็นวิหารทาน ทานสูงสุดในพระพุทธศาสนา ไม่ต้องเอาให้ถึงขนาดประเภททรงสเปนติดแอร์ทั้งหลังอะไรหรอกเอาแค่มุงจาก มุงแฝกพออยู่ได้ก็แล้วกัน

วัดนี้ให้ชื่อว่าวัดอะไรดี เพชรบูรณ์ อยู่เมืองเพชรมันก็ต้องมีคำว่าเพชรสินะ (หลวงปู่ปานว่าให้ชื่ออะไรล่ะครับ) เอาชื่อว่า วัดเกราะเพชรสุธรรมาราม ง่ายดีมั๊ย อยู่เพชรบูรณ์ไง แล้วเกราะเพชรก็เป็นเรื่องของหลวงปู่ปาน เกราะเพชรสุธรรมาราม-อารามที่ดีในการปฏิบัติธรรม (จะเริ่มสร้างเมื่อไหร่ครับ) ลงมือไปแล้วเกลี่ยที่แล้ว อาตมาทำอะไรไม่ช้าหรอก ของหนองบัวนี่เสร็จไปประมาณ ๘๐% แล้ว บอกแล้วอาตมาทำอะไรไม่ช้าและไม่มีอะไรยาก

ตัวอาตมาบอกท่าน (ครูบาน้อย-เจ้าอาวาสวัดหนองบัว) ไว้ว่าถ้าหากว่าไม่ไหวให้ขอความช่วยเหลือได้ ถ้าหากว่าโยมสงสารนะ ไอ้สร้างวัดน่ะยังไม่เป็นหนี้ ครูบาน้อยแกเป็นหนี้อยู่ ๕๐,๐๐๐ เป็นหนี้เพราะว่าโยมแม่ตายแล้วจัดงานศพให้โยมแม่ เพราะว่าทางด้านพี่น้องเห็นว่าท่านสร้างวัดมีเงินสร้างวัดไปตั้ง ๑๐ กว่าล้าน ไม่รู้หรอกว่าเอาเงินจากอาตมา ก็คิดว่าครูบาน้อยท่านเงินเยอะ ก็เลยบอกให้เป็นเจ้าต้น เข้าใจคำว่าเจ้าต้นไหม ภาษาไทยแท้ ๆ นะเนี่ย ไทยโบราณด้วย

ชาวหนองบัวเขาพูดกัน คำว่าเจ้าต้นก็คือเป็นประธาน ครูบาน้อยก็บ้อท่าเพราะว่าทางด้านโน้นญาติโยมเขาไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจว่าเงินสงฆ์เป็นอย่างไร ก็คิดว่าเงินที่เขาถวายมาเพื่อสร้างวัดใช้สร้างอะไรก็ได้ใช้ทำอะไรก็ได้

ในเมื่อเขาเข้าใจอย่างนั้น แต่ครูบาน้อยท่านทราบดีเพราะว่าท่านปฏิบัติตามแบบของหลวงพ่อมา ท่านเข้าใจซาบซึ้งว่าคำว่า “หนี้สงฆ์” น่ะมันสาหัสสากรรจ์แค่ไหน ท่านก็เลยใช้วิธียืมเงินเขาเพื่อมาจัดงานศพแม่ ครูบาน้อยก็เลยเป็นหนี้อยู่ ๕๐,๐๐๐ ใครจะช่วยพระใช้หนี้ก็ถวายส่วนตัวให้ครูบาน้อยท่านไป มีเท่าไหร่ก็หมก ๆ ลงไปตรงนั้นแหละ ไม่ต้องเหลือถึงอาตมาก็ได้ ท่านจะได้มีเงินไปใช้หนี้เขา นั่งพูดอยู่ตั้งนานไม่ได้สักบาทให้แต่คนอื่นเขา (หัวเราะ)...

ไม่เป็นไร ๆ นะ อย่างไรที่ไหนก็ตาม ถือว่าเป็นศากบุตรพุทธชิโนรสเหมือนกัน เป็นพระผู้ตั้งใจปฏิบัติ กาย วาจา ใจ อยู่ในกรอบของ ทาน ศีล ภาวนา เหมือนกัน เป็นผู้ที่เสียสละเพื่อส่วนรวมเหมือน ๆ กัน เหลือตัวแค่นีแหละทำงานงก ๆ มันทั้งวันต่อนนี้หุ่นกำลังอรชรอ้อนแอ้นมากน้ำหนักเหลืออยู่ ๔๐ กิโล ถ้วน ๆ เลยสาว ๆ หลายคนนี้อิจฉามาก ทำอย่างไรจะเอวบางได้อย่างครูบา ท่านบอกไม่ยากหรอกทำงานมันทั้งวันนั่นแหละ

ครูบาน้อยท่านเป็นพระที่ประหยัดมาก ถ้าจะซื้ออะไรนี่อาตมาเองใช้เงินไม่ได้อย่างท่าน ท่านเองท่่านเกรงใจมากเพราะว่าเป็นเงินที่ทางพวกเราช่วยกันทำบุญไป ท่านใช้คุ้มทุกบาททุกสตางค์ ถ้าหากว่าไม่ได้พวกเราทุกคนก็แย่ ท่านใช้เงินประหยัดมากจนอาตมาคิดไม่ถึงน่ะ ไอ้ของราคา ๓ จั๊ต ๕ จั๊ต มันไม่กี่สตางค์ไทยท่านก็ไปนั่งต่อเขาอยู่นั่นแหละ สั่งเขาปั้นอิฐ ๔ แสนก้อน ๆ ละ ๓ จั๊ต นั่งนับมันทีละก้อน ๆ ไอ้ก้อนนี้สุกเกินไปปูนเกาะไม่ติด...คุณเอาคืนไป ไอ้ก้อนนี้ดิบเกินไปเผาไม่ได้ที่เดี๋ยวมันจะผุง่าย...เอาคืนไป แลกเอาไอ้ที่ดี ๆ มา จนกระทั่งมันรำคาญมันปั้นให้ฟรี ๆ อีก ๔ หมื่นก้อน อย่ามานับของมันเลยมันว่า เป็นไง...ใช้เงินได้อย่างนี้ไหมพวกเรา? เอาให้ได้อย่างท่านนะ เพราะว่าพระท่านใช้เงินสงฆ์ใช้อย่างประมาทไม่ได้ ต้องใช้อย่างรอบคอบและระมัดระวัง การกระทำทุกอย่างจะได้ระลึกอยู่เสมอว่าเราทำเพียงอยู่ได้เท่านั้น เพียงอาศัยได้เท่านั้นไม่ใช่ทำเพื่อบำรุงบำเรอความสุขของตนเอง พวกประเภทที่ถ้าไม่ใช่เจ็บไข้ได้ป่วยแล้วต้องมีที่นอนดี ๆ ติดแอร์ดี ๆ มีเครื่องเสียง มีเครื่องคอมพิวเตอร์ มีจานดาวเทียม มีวิีิดีโอ มีรถดี ๆ ท่านทั้งหลายเหล่านั้นเกินความเป็นพระไป ถ้าหากว่าญาติโยมถวายมาด้วยความศรัทธา...ไม่เป็นไร แต่ถ้าไปเสาะหามาด้วยตัวเองความเป็นพระก็เหลือน้อยเต็มทีแล้ว ครูบาน้อยนี่พาหนะของท่านดีมากเลย ถ้าไม่เดิน ๒ เท้า ท่านก็ขี่เกวียน เอาไว้สักวันหนึ่งอาตมาจะถ่ายรูปต่อนที่ท่านขี่เกวียนมาให้ดู ทางหนองบัวเขาใช้เกวียน ใช้รถม้ากันเยอะ บ้านเรานี่นั่งเบ๊นซ์ใช่ไมั๊ย อยู่พม่าอาตมานั่งรถคุ้มจริง ๆ จ่ายค่ารถ ๗๐๐ จั๊ต เป็นเงิน ๑๒ บาท นั่งรถ ๙ ชั่วโมง รถมันวิ่งเหมือนกับม้าควบกระแทกทีหัวไปชนหลังคาที ถ้าหากว่าคนไม่เคยชินอาจจะตับทรุดเอาง่าย ๆ

</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=images/right.gif> </TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif> </TD></TR></TBODY></TABLE>

WebSnow
04-08-2005, 05:02 PM
อาตมาเองก็อะไรล่ะ จะเรียกว่าไม่สบายมากก็ไม่ได้เพราะว่าเป็นอยู่คนเดียว เป็นอยู่คนเดียวต้องเรียกว่าไม่สบายน้อย ถ้าไม่สบายมากมันต้องเป็นหลายคน ตอนแรกก็ระแวงอยู่ ปรากฏว่าหมอวุฒิลงความเห็นเหมือนกับที่อาตมาระแวงเลย เขาบอกว่าเป็นมะเร็ง แหม...โชคดีได้ยินแทบจะไชโย นาน ๆ จะได้โรคดี ๆ มาซักทีหนึ่งนะ ถ้าเป็นโรคอื่นมันตายช้า เป็นมะเร็วมันตายเร็ว



ตอนแรก...สาเหตุของการป่วยมันมาจากการไปธุดงค์ในป่าแล้วไม่ทราบว่าไปติดเชื้อไวรัสมาจากไหน แล้วไวรัสตัวนี้มันทำให้เป็นหูด หูดมันขึ้นมาสิบกว่าเม็ด อาตมาเองก็เฉย ๆ บังเอิญว่าหมอไพบูลย์ ร้อยเอกนายแพทย์ไพบูลย์ นี่กลับจากติมอร์มาเป็นพันตรีไปแล้ว

น้องชายคนนี้เขาไปบวชกับอาตมาแล้วสึกไป พอเห็นว่าป่วยอย่างนั้นท่านก็เลยหายามาให้ทา ท่านบอกว่าทาบาง ๆ เช้า – เย็น นะครับ ไอ้เราก็ทาไปเรื่อย ๆ ยาหมดหูดมันหายไปหมดเหลืออยู่เม็ดเดียว แล้วก็ไอ้เม็ดนี้เป็นตัวแม่มันมั๊ง มันไม่ยอมหาย มันก็ค่อย ๆ โตขึ้นมาใหม่ โตขึ้น ๆ จนรำคาญเต็มที ลูกสาว ๒ คน ลูกปลา-จริยา จำเริญรัตนไชย กับลูกกาญจน์-กิ่งกาญจน์ ภานุมาศ เขาเป็นเภสัชกรอยู่โรงพยาบาลพหลพลพยุหเสนาที่กาญจนบุรี ก็หายาทาหูดมาให้ มีทังประเภทผสมเอง ทั้งประเภทซื้อเขามา ปรากฏว่ามันได้ผลแค่ครึ่งเดียว คือ ทาไป ๆ ข้างบนมันหลุดหมดข้างล่างมันไม่ยอมไปไหน มันดื้อ ในเมือ่มันดื้อก็ไปเจอคุณหมอประจำตัว พันเอกนายแพทย์นพพร กลั่นสุภา เป็นรองผู้อำนวยการโรงพยาบาลค่ายสุรสีห์ ท่านก็เมตตาพาไปเจาะออกให้ ปรากฏว่าเจาะไปเจาะมา

หมอบอกว่ามันกินถึงประสาทขาแล้วครับ ข้างบนเห็นมันหน่อยเดียว ข้างล่างมันลึกและก็ใหญ่มาก ผมไม่กล้าทำต่อกลัวว่าจะเดินไม่ได้ เลยต้องปล่อยมัน ปรากฏว่าแผลมันไม่ยอมหาย ๒-๓ เดือนมันก็ไม่หายน้ำเหลืองมันไหลเยิ้มอยู่อย่างนั้นตลอดเวลา แล้วมันปวดลึก ๆ อยู่ข้างใน อาตมาก็แปลกใจ เดา ๆ เองด้วยความรู้ว่ามันเป็นมะเร็ง ปรากฏว่าคุณหมอวุฒิเนี่ยนะ คุณหมอวุฒินี่ท่านเป็นหมอความ จบกฎหมายมาแต่ด้ันไปเรียนแพทย์แผนโบราณก็เลยเป็นหมอยาไปด้วย คุณหมอวุฒิลงความเห็นเหมือนกับอาตมาเลยว่า เป็นมะเร็ง ก็รับประทานยาหมอวุฒิด้วยและก็ของหมอต้าด้วย ท่านต้าเขาก็เป็นหมอยา เขาก็จัดยาไปให้ พออาตมาก็ทั้งกินทั้งอาบทั้งพอกตัวเลยล่ะ ก็...อาตมาก็ตามแบบครูบาอาจารย์ของท่านน่ะ รักษาหายก็หายไม่หายก็ช่างมันใช่ไหม เรื่องของมันไม่ใช่เรื่องของเรา ก็ว่ากันไปเรื่อย

บังเอิญว่าไปทางฝั่งพม่าไปตรวจงานมาเดือนหนึ่ง ครูบาน้อยท่านฉันเจ ฉันอาหารมังสวิรัต อาตมากลัวว่าชาวบ้านจะต้องลำบากทำอาหารเป็น ๒ ชุด ก็เลยฉันเจตามเขาไปด้วย ฉันไปฉันมาประมาณ ๓ อาทิตย์ ไอ้แผลที่มันดื้อไม่ยอมหายมันหายเอาเฉย ๆ อาตมามานั่งวิเคราะห์ดูว่ามันอาจจะเกิดจากฤทธิ์ยานะ ยาหลายหมอเหลือเกินที่ว่ามานี่ รวม ๆ กันเข้าไปตีเจ้ามะเร็งมันก็เซแซ่ด ๆๆ เต็มทีแล้วใช่ไหม เรายังดันให้มันอดซะอีก มันก็เลยเฉาตายไปเอง ตอนนี้ยังไม่แน่ใจในอาการเพราะมันยังปวดลึก ๆ อยู่ข้างใน ก็ยังมีความดีใจอยู่หน่อย ๆ ว่ามันอาจจะกำเริบใหม่ ถ้ามันไม่ยอมกำเริบนี่นั่งร้องไห้เลย มันทำให้ตายช้าไปนิดหนึ่ งก็เลยไม่แน่ใจว่ามันเป็นเพราะอะไร แต่เท่าที่ทราบมา มะเร็งมันชอบเนื้อสัตว์มาก ถ้าไปบำรุงมันโดยเฉพาะพวกเนื้อ พวกนม พวกเนย พวกไข่ล่ะก็ มันจะเจริญเติบโตดีมาก อาตมาบังเอิญไม่อยากรบกวนโยมมากเขาถวายอย่างไรก็ฉันอย่างนั้นก็เลยกลายเป็นฉันเจไปประมาณ ๓-๔ อาทิตย์ อยู่ ๆ มันเฉาตายไปเอง ไอ้เราก็ทำงานของเราเรืื่อย ๆ ไป วันนั้นไปโกยดินที่ท่าน้ำ ไม่ใช่ดินสิ ทรายด้วย เพราะว่าทางด้านโน้นเขาขนทรายขึ้นมาทางเรือ ลำหนึ่ีงค่าขน ๑๖,๐๐๐ นะ ค่าเรือ ๑๖,๐๐๐ จากมะละแหม่งมาถึงหนองบัว ปรากฏว่าชาวบ้านเขาขนแล้วก็หกอยู่แถว ๆ นั้นน่ะเป็นตัน ๆ เลย อาตมาก็ไปขุดบันไดออกมา บันได้มี ๔๓ ขั้น โดนทรายถมหายไปเหลือ ๒๐ กว่าขั้น ขุดไปขุดมามันแช่น้ำอยู่ ไม่ทราบเหมือนกันว่าไอ้ตรงนั้นมันเป็นปากน้ำกร่อยน่ะ มันใกล้ทะเล อ่าวเมาะตะมะแค่ ๓๐ ไมล์ ไม่ทราบเหมือนกันว่าแช่น้ำทะเลเข้าไปด้วยหรืออย่างไร ในที่สุดแผลมันก็ตกสะเก็ดลอกไปเฉย ๆ เราไม่สนใจมัน ๆ ดันหายไปเอง

WebSnow
04-08-2005, 05:03 PM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD>

อาตมามีลูกสาวอยู่ ๔-๕ คน ลูกคนนี้ตั้งแต่ตัวเล็ก ๆเป็นโรคลิ้นหัวใจรั่ว ไม่มีใครคิดว่าจะรอดหรอก มีแต่หนังหุ้มกระดูก ก็เลยพาไปวัดท่าซุง ไปฝึกกรรมฐานไปอะไรกัน ฝึกไปฝึกมาอีท่าไหนก็ไม่รู้หายเอาดื้อ ๆ ตอนนี้น้ำหนัก ๕๐ กว่า (หัวเราะ) ก็ไอ้ตัวเบานิดเีดียวอุ้มมือเดียวไปได้เลย คราวนี้อ้วนบึ้กเลย

เรื่องของกรรมฐานทำให้จิตใจของเราสบายหายเครียด ถ้ามันหายเครียดได้สารพัดโรคมันก็หายไปด้วยเมื่อมาพูดถึงเรื่องของร่างกาย พระพุทธเจ้ากระทั่งหลวงพ่อของเราท่านสอนเอาไว้ว่าร่างกายนี้ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา ขอให้ทุกคนใช้ปัญญาพิจารณาให้ดี ๆ ต้องทำใจใหู้ถูกต้อง เพราะว่าร่างกายนี้ไม่ใช่ของเรา เป็นดิน น้ำ ลม ไฟ เป็นสมบัติที่เรายืมโลกมาใช้ก็จริง แต่อย่าลืมว่ารูปแบบของการเป็นลูกหนี้ เป็นผู้ยืมที่ดี คือ ถึงเวลาแล้วต้องส่งของคืนเขาในสภาพที่ดีที่สุดที่จะพึงทำได้ เพราะฉะนั้นร่างกายเรานี้ยืมโลกมาใช้

ถึงเวลามันเป็นอะไรเราก็รักษามันให้ดี แต่ถ้าหากว่ารักษาหาย ก็แปลว่าหาย ถ้าไม่หายมันจะตายก็ช่างมัน ให้ทำใจอย่างนั้น ไม่ใช่ประเภทที่ว่า ไม่รักษงไม่รักษามันแล้ว หายก็หาย ไม่หายก็ช่างมัน ถ้าอย่างนั้นมันเกินไป มันแรงไป เดี๋ยวธรรมมันจะเสีย การปฏิบัติที่ดีหลวงพ่อท่านสอนเสมอว่า อย่าให้โลกช้ำแล้วก็อย่าให้ธรรมเสีย สุดโต่งไปข้างใดข้างหนึ่งถือเป็นอัตตกิลมมถานุโยค คือเกินพอดี แต่ขณะเดียวกันถ้าย่อหย่อนเกินไปก็เป็นกามสุขัลลิกานุโยค คือ ย่อหย่อนจนเกินพอดีติดสบายไปมากเกินไป พวกเราทุกคนรู้ธรรมะเป็นอย่างไรก็รู้ เพราะว่า ส่วนใหญ่ศึกษาจากหลวงพ่อมาแล้ว ขณะเดียวกันก็เอาจจะปฏิบัติไปได้แล้วในระดับหนึ่ง ๆ

แต่บางทีมันยังเ้ข้าไม่ถึงจุดจริง ก็ทำให้ลำบาก คือตีความผิด อย่าลืมว่าการปฏิบัติเราทำกำลังใจได้แค่ไหนมันก็จะได้อยู่แค่นั้น ถ้าตีความธรรมะที่สูงกว่านั้นข้นไปอาจจะผิดก็ได้ ถ้าหากได้สังเกตด้วยตัวเองจะเห็นว่าถ้าเราอ่านหนังสือของหลวงพ่อเมื่ออ่านไป ๆ มีความเข้าใจ ประทับใจ เมื่อย้อนกลับมาอ่านใหม่ เอ๊ะ ตรงนี้ก็ดีทำไมคราวที่แล้วเราผ่านไปเฉย ๆ ความจริงไม่ได้ผ่าน อ่านเจอเหมือนกัน แต่บังเอิญว่ากำลังใจมันยังไม่ถึงตรงนั้นมันก็ยังไม่เอ๊ะ ไม่อ๋อ แต่พอมาอ่านใหม่แล้ว เอ๊ะ ทำไมเราผ่านไปได้ ถ้ากำลังใจของเราถึงตรงไหนมันก็จะเข้าอย่างนั้น ที่เหนือไปกว่านั้นถ้าเราเดาก็อาจจะผิด มีน้อยรายที่จะโชคดีเดาแล้วถูก ดังนั้น ขอให้ทุกคนระมัดระวัง ทุกสิ่งทุกอย่างที่เราทำมันดี มันถูก แต่มันดีแค่นั้น มันถูกแค่นั้น

ส่วนที่ดีกว่านั้นถูกกว่านั้นยังยังมีอยู่ เมื่อเราก้าวข้ามตรงจุดนี้ไป มองย้อนกลับไปดู เอ๊ะ ...ที่ผ่านมามันยังไม่ดีจริงนี่ แล้วก็อาจจะไปยึดมั่นถือมั่นอีกว่า ตรงจุดที่ตัวเองทำอยู่ในปัจจุบันนี้ก็ดีแล้วถูกแล้วอีก มันจะเป็นอย่างนี้ไปเรื่อย ๆ

เพราะฉะนั้นอย่าอยู่ในลักษณะที่เรียกว่า ยึดมั่นถือมั่นว่าสิ่งที่เราทำดีแล้ว ถูกแล้ว เพราะว่าสิ่งทั้งหลายเหล่านั้นเป็นทั้งสักกายทิฏฐิ คือ ความถือตัวถือตน และก็เป็นมานะ เป็นอติมานะ ความถือตัวพวกนี้จะเป็นธรรมะในส่วนละเอียด จะทำให้เราเข้าถึงธรรมได้ยาก บางคนถือตัวว่าเป็นพระ เป็นอุดมเพศ คือ เป็นผู้อยู่ในเพศอันสูงแล้ว ก็วางตัวอยู่เหนือกว่าชาวบ้าน วางตัวเป็นนายชาวบ้าน ถ้าในลักษณะนั้นก็ทำให้การเข้าถึงธรรมส่วนละเอียดมันสะดุดลง มันติดลงแค่นั้นหยุดลงแค่นั้น ไม่สามารถจะก้าวหน้าต่อไปได้

พวกเราทุกคนที่ปฏิบัติก็เช่นกันถ้าหวังในความก้าวหน้าก็ต้องเตือนตัวเองอยู่เสมอ ๆ ว่า คำว่าดีจริง ยังไม่มีสำหรับเราจนกว่าจะตายแล้วเข้าพระนิพพาน เพราะว่าแม้แต่พระอรหันต์ท่าน ท่านก็ยังไม่เห็นว่าท่านดีจริงถ้าท่านยังมีชีวิตอยู่ เพราะว่ายังต้องอยู่กับร่างกายที่เต็มไปด้วยความทุกข์นี้ ต้องมีสติระลึกรู้อยู่เสมอว่าสิ่งที่ตัวเองทำนั้นไปถึงตรงไหน ไปถึงจุดใดแล้ว ก็อย่าประมาททบทวนบ่อย ๆ ในสิ่งที่ตนปฏิบัตินั้น

อาตมาขอย้ำอย่างที่เคยบอกกับทุก ๆ คนว่า ขณะที่ท่านปฏิบัติไปถึงจุดหนึ่งแล้วเกิดความฟุ้งซ่านอย่างหนัก มันชวนให้รัก โลภ โกรธ หลง ไปทุก ๆ ด้าน ขณะนั้นท่านใกล้ความดีมากที่สุด ขอยืนยันอย่างนี้ เพราะว่าเรื่องของกิเลสมารเขามีความฉลาดมาก ถ้าเราปฏิบัติไปใกล้ทางมากเท่าไหร่เขาจะยั่วให้เราโกรธ ยั่วให้เราหงุดหงิด เพื่อให้เราหลงจากทางที่เรากำลังทำเสีย ทำอย่างไรก็ได้ให้จิตใจของเราฟุ้งซ่านในทุกวิถีทาง

เพื่อจะได้ผิดไปจากเป้าหมาย ดังนั้น ของให้ทุกคนทราบว่า ถ้าหากว่าท่านปฏิบัติไปดี ๆ ตลอดแล้วอยู่ ๆเกิดความฟุ้งซ่านขนาดหนัก ไปรัก โลภ โกรธ หลง อารมณ์ราคะ โทสะ โมหะ เกิดขึ้นมาอย่างชนิดที่เรีกยว่าฟ้าถล่มดินทลายเหมือนน้ำจะทลายเขื่อนออกมาไม่สามารถจะต้านอยู่ได้แล้ว ตอนนั้นท่านใกล้ความดีมากที่สุด ให้ใช้ปัญญาที่พอจะเหลือบ้าง ต้องใช้คำว่า พอจะเหลือบ้าง

เพราะว่าเวลานั้นเขาจะตีเราหนักมาก กำลังทั้งหมดเราก็ไปยันกับเขาอยู่ บางทีมันขาดสติ ขาดปัญญา มันมืดไปบ้างทำอะไรไม่ถูกให้ยึดพระพุทธเจ้าเป็นหลัก ใช้ปัญญาที่พอจะเหลือบ้างพิจารณาย้อนหลังไปว่าเราทำอย่างไร เราคิด เราพูด เราทำอย่างไรในช่วงก่อนหน้านี้ แล้วอารมณ์มันทรงตัวดีมาตลอด ให้คิด ให้พูด ให้ทำอย่างนั้น

ต่อไปมันจะสามารถก้าวผ่านส่วนที่เราติดขัดอยู่ไปสู่ส่วนที่ละเอียดได้ ถ้าเราจะก้าวถึงจุดนี้เมื่อไหร่จำไว้เลยว่าเขาจะขวางเราสุดชีวิต ทำทุกวิถีทางให้เราย่อท้อ เพื่อที่จะไม่ปฏิบัติต่อในตรงนั้นแล้วก็จะเสียเวลาไป เหมือนกับคนขุดบ่อ ขุดไป ๆ อาจจะเหลือสักวาหนึ่งหรือครึ่งวาจะถึงน้ำอยู่แล้ว เขาก็จะขวางเราไม่ให้ขุดต่อถ้าเราท้อ เออ... ไอ้ตรงนี้มันไม่มีน้ำแล้วล่ะ ขุดลง ๆ อยู่ ๆ เจอหินดานก้อนมหึมาเลยขวางหน้าอยู่ ไม่รู้หรอกว่าอีกคืบเดียวมันจะถึงอยู่แล้ว ถ้าเจาะทะลุหิน ก็...ท้อใจ เปลี่ยนที่ขุดใหม่ แล้วลองคิดดูว่ามันจะเจอน้ำไหม เปลี่ยนที่ขุดใหม่ลงไป ลงไป เจอหินอีก เอ้า ย้ายที่อีก ๆ คือเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ เปลี่ยนการปฏิบัติไปเรื่อยคิดว่าจุดนี้ไม่เหมาะสำหรับเราเสียแล้ว

ถ้าเราเป็นคนที่เข้าใจดังนั้นเราก็จะเป็นคนที่ขุดบ่อไม่ได้น้ำ คือ ปฏิบัติแล้วไม่สามารถจะเข้าถึงธรรมที่ปรารถนาสักทีหนึ่งเราต้องรู้จักวิจัย รู้จักแยกแยะ ธรรมะส่วนต่าง ๆ ที่เข้ามาถึงเราเสมอ ทุกสิ่งทุกอย่างทั้งดีและไม่ดีที่เข้ามา ถ้าเรารู้จักคิดรู้จักใช้ปัญญาพิจารณาแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นสิ่งที่ดีเลิศเหลือเกิน ไม่มีอะไรที่ไม่ดีเลย ส่วนที่ทำให้เราทุกข์อย่างสาหัสสากรรจ์ นั่นเป็นการแสดงออกซึ่งอริยสัจ คือ ความจริงอันประเสริฐ ที่ซึ่งสมัยก่อนมีแต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์เดียวเท่านั้นที่มีปัญญารู้แจ้งเห็นจริงได้ คนอื่น ๆ ไม่สามารถจะรู้ถึง

เขาแสดงความจริงอันประเสริฐให้เราทราบว่าโลกนี้มันเต็มไปด้วยความทุกข์ ร่างกายนี้มันเต็มไปด้วยความทุกข์ เรายังปรารถนาในโลกนี้ไหม เรายังต้องการในร่างกายนี้ไหม ความจริงอันประเสริฐที่ต้องใช้ปัญญาอย่างสูงสุด ถึงจะเข้าถึงได้ ขณะนี้เขามาอยู่กับเราเองแล้ว ไม่ว่าจะใช้เงินซื้อหาสักเท่าใดก็ตามถ้าปัญญาไม่ถึงมันจะไม่สามารถรู้เห็นความจริงตรงส่วนนี้ได้ ทั้งๆ ที่มันอยู่กับเราตำตาอยู่ทุกวัน แต่ขณะนี้เขาแสดงความเป็นจริงให้เรารู้เห็นได้แล้วเงินทองเท่าไหร่ก็ซื้อไม่ได้...สิ่งนี้มีคุณค่ามหาศาลเพียงไร เป็นความดีที่สูงล้ำเพียงใดสำหรับเรา

ส่วนใดก็ตามที่เป็นความสุขเกิดขึ้นกับเรามันก็เกิดขึ้นไม่นาน ในที่สุดก็เสื่อมสลายไป เขาก็แสดงความเป็นจริงอันประเสริฐให้เรารู้ว่า สิ่งทั้งหลายทั้งปวงนั้นไม่เที่ยง พระพุทธเจ้าสอนเอาไว้จริง ความสุขนี้ก็ไม่เที่ยง ในที่สุดมันก็ผ่านพ้นเราไป ถ้าเราไปยึดถือมั่นหมายห่วงหาอาวรณ์อยากมีอยากเป็นอยากได้มันก็จะทุกข์อีก เพราะว่าทุกสิ่งทุกอย่างไม่มีอะไรเป็นเรา เป็นของเรา ไม่มีอะไรยึดถือมั่นหมายได้ ไม่มีอะไรเที่ยงแท้แน่นอน ในเมื่อเขาแสดงความจริงอันประเสริฐที่ไม่สามารถซื้อหาด้วยเงินทองสักเท่าไหร่ก็ซื้อไม่ได้ เขาได้ตีแผ่แสดงความเป็นจริงต่อเราอยู่ตรงหน้าแล้ว สิ่งนี้ดีเลิศประเสริฐเพียงใด ต่อให้ครูบาอาจารย์ที่เลอเลิศขนาดไหนก็ตาม เคี่ยวเข็ญเราขนาดไหนก็ตาม ถ้าเราปัญญาไม่ถึงก็รู้ไม่ได้

ในเมื่อสิ่งที่ไม่สามารถจะซื้อหาด้วยเงินที่ประมาณไม่ได้นี้มาอยู่ต่อหน้าเรา สิ่งนั้นมีคุณค่าขนาดไหน ถ้าทำถึงจุดนี้เมื่อไหร่ทุกสิ่งทุกอย่างรอบข้างเราจะไม่มีสิ่งที่ไม่ดี จะเหลอืแต่สิ่งที่ดีล้วน ๆ เท่านั้น ดี-ชั่วล้วนแล้วแต่เป็นสมมติที่เรียกหาขึ้นมาทั้งสิ้น จริง ๆ แล้วทุกสิ่งทุกอย่างไม่มีอะไร ถ้าเราไปยึดเกาะเมื่อไหร่สิ่งนั้นถึงจะมี ตรงจุดนี้ให้ทุกคนพิจารณาเอาไว้ ไม่ว่าตัวตนเรา-เขา ผู้หญิงผู้ชายบ้านเรือนโรงสิ่งของสรรพสัตว์ทั้งหลาย ล้วนแล้วแต่ไม่มีอะไร มันเป็นดิน เป็นน้ำ เป็นลม เป็นไฟ เสมอกันหมด เกิดขึ้นในเบื้องต้น เปลี่ยนแปลงแปรปรวนไปในท่ามกลาง และสลายตัวไปในที่สุด ทั้งหมดเป็นสิ่งธรรมดา คือ เป็นธรรมะทั้งสิ้น รอบข้างของเราสามารถเห็นได้ทุกวัน เห็นได้ทุกเวลา สิ่งทั้งหลายเหล่านี้เกิดขึ้นกับเราอยู่ได้เสมอ ๆ ต้องใช้ปัญญาพิจารณาแยกแยะให้ออก หาเหตุให้เจอว่าส่วนของความสุขเกิดขึ้นอย่างไร แล้วทำเหตุนั้นความสุขก็จะเกิดขึ้นไปเรื่อย ๆ หาเหตุให้เจอว่าส่วนของความทุกข์เกิดขึ้นอย่างไร แล้วอย่าไปสร้างเหตุอันนั้นความทุกข์ก็ดับลง เขาเรียกว่า ธรรมวิจยะ คือการแยกแยะ ค้นหาซึ่งต้นของธรรมะนั้น ถ้าเราสามารถแยกแยะวิเคราะห์วิจัยของตัวเองได้ ถ้าเราแยกแยะหาตรงจุดนั้นได้ก็จะมีประโยชน์มหาศาล เพราะว่าสิ่งที่เราต้องการเราปรารถนาหนักหนาถึงเวลามันจะมาแล้ว

</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=images/right.gif> </TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif> </TD></TR></TBODY></TABLE>

WebSnow
04-08-2005, 05:04 PM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD>

ครูบาอาจารย์ของอาตมาองค์หนึ่ง คือ หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ วัดสะแก อยุธยาโน่น ท่านบอกว่าถ้าติดในวัตถุมงคลก็ดีกว่าติดในวัตถุอัปมงคล โบราณจารย์ท่านมีปัญญษ ท่านฉลาดมาก ท่านสอนให้เรายึดในพุทธานุสสติ ธัมมานุสสติ สังฆานุสสติ คือระลึกถึงพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ด้วยการสร้างวัตถุมงคลพระเครื่องขึ้นมาให้เราปฏิบัติกรรมฐานใหญ่โดยที่เราไม่รู้ตัว ท่านใ้ห้เราอาราธนาทุกวัน โดยระลึกถึงทุกวันเป็นอนุสสติอยู่ แล้วมีข้อกำกับว่าถ้าหากว่าศีลบริสุทธิ์ สิ่งทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ก็จะมีอานุภาพคุ้มครองเราได้ระดับหนึ่งที่ไม่เกินกฎของกรรม

ดังนั้นที่อาตมายอมเสียสตางค์ทีละมาก ๆ หามาให้แก่ญาติโยมทั้งหลายก็เพื่อเป็นอนุสสติ เพื่อเป็นการปฏิบัติ เพราะว่าไม่ว่าการเดินทางไปในที่ใดก็ตาม ถ้ามีสิ่งให้ยึดให้เกาะมันจะปลอดภัยมากกว่า การปีนเขาก็ดี การขึ้นบันไดก็ดี ถ้ามีที่ให้ยึดให้เกาะมันก็จะปลอดภัยกว่าคนที่ไม่ยอมยึดไม่ยอมเกาะ จำไว้ว่าเราต้องยึดก่อน เราถึงจะมีสิ่งที่ปล่อยวางได้ ถ้าเราไม่ยึดก่อนจะเอาอะไรมาวาง ทุกคนที่บอกว่าอนัตตา ๆ ไม่เอาอะไร ๆ นั้น ไม่เอาอะไรแล้ว มันยึดถือไอ้ตัวไม่เอาอะไรนั้นแหละ ยึดไอ้คำว่าอนัตตานั้นแหละ

จำไว้ว่าถ้ายังไม่มีอัตตาก็จะหาอนัตตาไม่ได้ มันต้องมีอัตตาขึ้นมาก่อนมันถึงจะวางลงเป็นอนัตตาได้ เหมือนกับที่เราขึ้นมาบนห้องนี้ เราเดินขึ้นบันไดเราเกาะบันไดมาด้วยความระมัดระวังไม่ประมาทตามคำที่พระพุทธเจ้าท่านสอน พอเราเดินมาถึงหน้าประตูเปิดประตูเข้ามาเราได้แบกราวบันไดเข้ามาหรือไม่? เราก็ไม่ได้แบกราวบันไดมาด้วย...

ฉันใดก็ฉันนั้น คือว่าเราไม่สามารถปล่อยวางได้ถ้าไม่มีสิ่งให้ยึดเกาะ มันต้องรู้จักยึดก่อนมันถึงจะรู้จักวาง พระพุทธเจ้าท่านเปรียบเอาไว้ว่า เหมือนกับคนแม่ลูกลงไปงมจับปลา ลูกชายจับไ้ด้หัวงูกำไว้แน่นเลย “แม่ ๆ ได้ปลาตัวเบ้อเร่อเลย” แม่ คือครูบาอาจารย์เห็นเข้าก็ “เออ...ดีไอ้หนูลูกกำให้แน่น ๆ เดี๋ยวมันจะหลุดไป” เพื่อไม่ให้ลูกตกใจ แล้วพอเสร็จแล้วลูกกำแน่นดีแล้ว “ไอ้หนูขึ้นฝั่งไปลูก แล้วเสร็จแล้วถึงหางมันออกมาสลัดมันไปไกล ๆ เลยลูก ๆ” พอลูกเหวี่ยงทิ้งไปเสร็จเรียบร้อยแล้วบอก “นั่นงูพิษนะลูกครวหน้าอย่าไปจับมัน” ถ้าไม่กำให้แน่นตายไหมตอนนั้นน่ะ ...ตาย ...ไม่เหลือหรอก ...ประมาณลักษณะเดียวกัน เพราะฉนั้นเราต้องยึดก่อน

วัตถุมงคลที่หมดไปเป็นแสน ๆ นี้ส่วนใหญ่จะเป็นพระรูปสมเด็จองค์ปฐมท่าน โดยเฉพาะที่ทำเป็นรูปที่เรียกง่าย ๆ ว่าพระพุทธชินราช จะมีส่วนหนึ่ง ๕,๑๑๑๙ องค์ ที่หลวงพ่อสมเด็จพระพุฒาจารย์ท่านจะเมตตาพุทธาภิเษกให้ต่างหากอีกครั้งหนึ่งในวันที่ ๑๐ มกราคมนี้ ส่วนนั้นอาตมาจะเ็ก็บเอาไว้สำหรับท่านที่ทำบุญซื้อที่ถวายวัด คิดแพงมากตารางวาละ ๕๐๐ บาทมอบพระให้เป็นที่ระลึก ๑ องค์ จะเริ่มตั้งแต่เดือนหน้าเป็นต้นไป อีกส่วนหนึ่งเป็นพระรูปสมเด็จองค์ปฐมเหมือนกันแต่ในรูปของพระองค์ที่ ๑๑ รูปเล็ก ๆนี้

อันนี้เจ้าของผู้สร้างระบุเอาไว้วา่จะมอบให้แก่ผู้ที่ถวายเงินเป็นวิหารทาน ไม่ว่าอาตมาจะไปก่อสร้างที่ใดก็ตามที่เป็นวิหารทาน ถ้ามอบถวายมา ๕๐๐ บาทก็จะมอบให้เป็นที่ระลึก ๑ องค์ พระองค์ที่ ๑๑ ก็คือหลวงพ่อใหญ่สมเด็จองค์ปฐมท่านเอง อีกส่วนหนึ่งจะเป็นพระพุทธชินราช และพระแก้วมรกต ซึ่งเป็นพระพุทธรูปสำคัญทั้งคู่ ซึ่งครูบาอาจารย์องค์หนึ่งของอาตมา คือ หลวงปู่พระภาวนาปัญญาวิสุทธิ์ หรือว่าหลวงปู่มหาอำพัน แห่งวัดเทพศิรินทราวาส เคารพมากเป็นพิเศษ ปีหน้าวันที่ ๑๘ สิงหาคม ๒๕๔๔ จะครบ ๑๐๐ ปีเกิดของหลวงปู่ อาตมาซึ่งเป็นลูกศิษย์จะทำบุญถวายครูบาอาจารย์สักครั้งหนึ่งในวาระที่สำคัญนี้จึงได้สร้างวัตถุมงคลชุดนี้ขึ้นมา อีกส่วนหนึ่งซึ่งมากเกินครึ่งเป็นรูปของหลวงพ่อพระพุทธโสธร ที่แปดริ้ว ฉะเชิงเทรา หลวงพ่อโสธรเป็นพระที่ให้ลาภสำคัญที่สุดในเมืองไทยก็ว่าได้ ถ้าไม่นับตามสายวัดท่าซุงของเราแล้ว ไม่นับในสิ่งที่หลวงพ่อวัดท่าซุงท่านสร้างเสริมเอาไว้ด้วยอำนาจพุทธบารมีแล้วในจำนวนพระพุทธรูปสำคัญด้วยกันทั้งหมดในประเทศไทย หลวงพ่อโสธรเป็นพระที่ให้ลาภได้มากที่สุด ท่านนั่งอยู่เฉย ๆ สร้างพระอุโบสถได้ ๑,๘๐๐ ล้าน ของเราดิ้นรนหาเงินแทบตายได้ไหม? ไม่ได้เนาะ ท่านนั่งอยู่เฉย ๆ เงินมันล้นตู้เอง อาตมาก็เลยขอบารมีท่านด้วย นิมนต์มาบานเบิกเลย ก็ตั้งใจว่าจะแจกพวกเราไปเรื่อย ๆ ถ้าพวกเราสังเกตจะเห็นว่าระยะหลัง ๆ จะแจกแต่หลวงพ่อโสธร เดือนหนึ่งก็แจกแบบหนึ่ง เดือนหนึ่งก็แจกแบบหนึ่ง ที่นิมนต์มานี้สามารถแจกได้เกือบปีถึงได้หมดเยอะ แล้วก็รับประกันว่าแต่ละเดือนแบบจะไม่ซ้ำกัน ถ้าหากว่าใครต้องการครบทุกแบบก็มาทุกเดือน เจ็บไข้ได้ป่วยอย่างไรก็ตะเกียกตะกายมา ถ้าหากว่าขาดไม่ได้แน่

</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=images/right.gif> </TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif> </TD></TR></TBODY></TABLE>

WebSnow
04-08-2005, 05:04 PM
<TABLE cellSpacing=0 cellPadding=0 width="100%" border=0><TBODY><TR><TD width="100%" background=images/glass.gif bgColor=#fefefe><TABLE cellSpacing=1 cellPadding=3 width=680 align=center border=0><TBODY><TR><TD>

คราวนี้เรื่องการพุทธาภิเษกสมเด็จองค์ปฐมเป็นเรื่องที่สำคัญเป็นเรื่องที่ใหญ่มาก อาตมางวดนี้ไปที่ประเทศพม่าก็ได้กราบอาราธนาบารมี พระองค์ท่านให้ช่วยสงเคราะห์ด้วย ก็ปรากฏว่าในการพุทธาภิเษกพระรูปของท่านแต่ละครั้งพระพุทธเจ้าองค์อื่นท่านไม่กล้าทำ ในเมื่อพระพุทธเจ้าองค์อื่นท่านไม่กล้าทำ สมเด็จองค์ปฐมท่านต้องเสด็จมาทำเอง ก็เลยกลายเป็นเรื่องที่สำคัญหนักหนา อาตมารบกวนเบื้องสูงโดยมิได้เจตนา เพราะว่ารู้เท่าไม่ถึงการณ์ปัญญาน้อย

ดังนั้นเมื่อทราบเหตุผลนี้จากพระองค์ท่านแล้วก็ตั้งใจว่าการกระทำวัตถุมลคลในรูปลักษณะของพระองค์ที่ ๑๑ ก็ดี ของสมเด็จองค์ปฐมท่านก็ดี งวดนี้น่าจะเป็นการรบกวนพระองค์ท่านครั้งสุดท้าย วัตถุมงคลชุดน้ คือ รูปของสมเด็จองค์ปฐมในลักษณะพระพุทธชินราชที่หลวงพ่อสมเด็จพระพุฒาจารย์ วัดสระเกศ หลวงพ่ออีกองค์หนึ่งของอาตมาจะเมตตาพุทธาภิเษกให้่ต่างหากนั้นจะเอาไว้แจกให้สำหรับผู้ที่ทำบุญซื้อที่ดินให้วัดตารางวาละ ๕๐๐ บาท ๑ ตารางวามอบให้ ๑ องค์

ในรูปของพระองค์ที่ ๑๑ คือ ในรูปลักษณ์ที่เราเห็นว่าคล้าย ๆ หลวงปู่ปานแต่จะมีอุณาโลมสีแดง อันนั้นคุณแสงชัยอุตส่าห์ไปติดต่อเอาพลอยสีแดงมาติดเอาไว้ เมื่อคืนนี้ก็เพ่งจนตาเหล่จนถึงตี ๒ ไม่ทราบเหมือนกันว่าตาทะลุไปหรือยัง อันนั้นจะเอาไว้แจกให้ผู้ทำบุญวิหารทาน ๕๐๐ บาทต่อ ๑ องค์ ซึ่งมีจำนวนไม่มาก คาดวา่กว่าเขาจะถวายมาถึงมืออาตมานา่จะเหลือไม่เกิน ๒,๐๐๐ องค์

ในส่วนที่เป็นพระแก้วมรกตกับพระพุทธชินราช ซึ่งถ้าพุทธาภิเษกแล้วก็คือสมเด็จองค์ปฐมนั่นเอง อันนั้นจะเอาไว้แจกในงาน ๑๐๐ ปีเกิดของหลวงปู่มหาอำพันในวันที่ ๑๘ สิงหาคม ๒๕๔๔ ซึ่งอาตมาจะนิมนต์พระพี่พระน้องไปทำบุญ จะมีการสวดมนต์ฉันเพลส่วนตอนบ่ายจะถวายผ้าป่าเพื่ออุทิศส่วนกุศลถวายแก่หลวงปู่ในวาระที่สำคัญ ซึ่งคณะของคุณพิสิฐ อรุณทรัพย์ จะหาผ้าป่าไปให้ ก็คงไม่ได้หาหรอกท่านไม่ชอบรบกวนใคร อาจะควักกระเป๋าคนเดียว ได้เท่าไหร่เราก็เอาเท่านั้นนะ ๓ บาท ๕ บาท ก็เอาแล้ว

คราวนี้ส่วนที่เหลือ คือ หลวงพ่อโสธรทังหมดประมาณ ๗๐ แบบ จะเอาไว้แจกผู้ที่ถวายสังฆทานทุกเดือน ๆ เิริ่มตั้งแต่เดือนหน้าเป็นต้นไป สำหรับเดือนนี้ให้ฟรี ๆ พุทธาภิเษกเสร็จแจกระเบิดเถิดเทิงอีตรงนี้แหละ ตอนนี้ให้ฟรี ๆ นะ ถ้าเผื่อว่าเดือนหน้าอยากได้ต้องทำบุญถวายสังฆทานถึงจะให้ แต่ว่าสำหรับรูปของหลวงพ่อโสธรนี้ถวายสังฆทานไม่จำกัด บาทหนึ่งก็ให้ ๒ บาทก็ให้ ๕ บาทก็ให้ ๑๐๐ บาทก็ให้ ๕๐๐ ก็ให้ ๑,๐๐๐ ก็ให้ ให้องค์เดียวเหมือนกัน

ส่วนตรงกลางที่เห็นเป็นมณฑปนั้น คณะศิษย์ของครูบาอนันต์ อานันโท พระ้น้องชายอีกองค์หนึ่งของอาตมาที่ใคร ๆ ก็เรียกว่าหลวงพี่แขกน่ะ ท่านเมตตาช่วยกันสร้างมณฑปถวายแ่ก่สมเด็จองค์ปฐมทองคำที่อยู่ตรงกลาง สมเด็จองค์ปฐมทองคำตรงกลาง หลวงพ่อสพฤกษ์ ปภัสสโร แ่หงวัดบ่อทอง อ.แกลง จ.ระยอง เมตตาถวายมาให้แก่น้องรักองค์นี้ ท่านบอกว่าท่านเป็นหนี้บุญคุณอาตมาเป็นอย่างมากชนิดที่เรียกว่าช่วยชีวิตท่านไว้หลายรอบเหลือเกิน ท่านก็เลยถวายสิ่งที่ท่านสร้างมาด้วยความยากลำบากมากให้มา

ท่านบอกว่าทางร้านทองตีราคาให้ ๗ แสนบาท น้ำหนักประมาณ ๒ กิโลกรัม เห็นองค์เล็ก ๆ อย่างนี้อาตมาทิ้งเอาไว้ที่ศาลา ๒ วัน ให้คนเขานอนที่นั่น ๗-๘ คน พอวันต่อมาก็เอาครอบแก้วไปบอกว่าช่วยขัดทีจะบรรจุพระทองคำ มันก็ขัดไปถามไปว่าองค์ไหน ชี้บอกที่หัวนอนนั่นน่ะ พอบอกเขาเสร็จเราก็ยกเก็บ (หัวเราะ) อีตอนยังไม่บอกทิ้งไว้นั่นล่ะ พระองค์นี้ที่เห็นอยู่นะ ถ้าหากว่ามีผู้ใด...ขอพูดถึงเรื่องใหญ่มาก ..มีผู้ใดถวายเงินเพื่อสร้างวัด ๑ ล้านบาท อาตมาจะยกให้เลย เพราะว่าถ้าเป็นไปตามที่ท่านบอกก็เท่ากับว่าเราจ่ายเงินแค่ ๓ แสน แต่อย่าเอาไปหลอม ขายใหม่นะ ทุบตายเลยนะ เรื่องของการทำลายพระพุทธรูปนี่ยิ่งสมเด็จองค์ปฐมด้วยรับรองได้ว่าเกิดยาก ไม่ได้ผุดไม่ได้เกิดจริง ๆ อย่าเอาไปหลอมขายใหม่เพราะว่าทำขึ้นมาด้วยความยากลำบากเหลือเกิน แล้วงานครั้งนี้ก็คาดว่าจะเป็นการราบรบกวนท่านเป็นครั้งสุดท้าย เนื่องจากว่าถ้าเป็นรูปของท่านแล้วองค์อื่นจะไม่กล้าเสกให้

</TD></TR></TBODY></TABLE></TD><TD background=images/right.gif> </TD></TR><TR><TD width=15 background=images/left.gif> </TD></TR></TBODY></TABLE>

WebSnow
04-08-2005, 05:05 PM
http://www.grathonbook.net/book/images/L1_2.jpg

http://www.grathonbook.net/book/images/end.jpg