View Full Version : ืข้าพเจ้่าจะขอความช่วยเหลือเรื่องนึง
Ghosty Rat
27-07-2005, 05:00 AM
ืข้าพเจ้่าอยากได้บทสวดมนต์โพชฌงคะปะริตตะคาถาหรือ
พระสูตร ไภสัชคุรุไวฑูรยประภาคถาคตสูตร
รบกวนท่านใดที่ีรู้หรือหาได้ โปรดโำำพสหรือแนะนำหน่อย เำำพราะอยากลองสวดเื่ำพื่อเสกน้ำมนต์ให้พ่อผมทานเำพราำะื้ท่านเข้าโรงพยาบาลบ่อยมากแล้ว สงสาีีรท่านเำพราะไม่สามาีรถช่วยท่านได้ ต่อให้คาำำถายาวขนาดไหนผมยอมให้ได้่ตอบแทนท่านครับ
โพชฌังคปริต
โพชฌังโค สะติสังขาโต ธัมมานัง วิจะโย ตะถา
โพชฌงค์ 7 ประการ คือ สติสัมโพชฌงค์ ธรรมวิจยะสัมโพชฌงค์
วิริยัมปีติ ปัสสัทธิ โพชฌังคา จะ ตะถาปะเร
วิริยะสัมโพชฌงค์ ปีติสัมโพชฌงค์ ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์
สะมาธุเปกขะโพชฌังคา
สมาธิสัมโพชฌงค์ และอุเบกขาสัมโพชฌงค์
สัตเตเต สัพพะทัสสินา มุนินา สัมมะทักขาตา
7ประการเหล่านี้ เป็นธรรมอันพระมุนีเจ้า ผู้ทรงเห็นธรรมทั้งปวงตรัสไว้ชอบแล้ว
ภาวิตา พะหุลีกะตา
อันบุคคลเจริญแล้วกระทำให้มากแล้ว
สังวัตตันติ อะภิญญายะ นิพพานายะ จะ โพธิยา
ย่อมเป็นไปเพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ และเพื่อนิพพาน
เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ ด้วยการกล่าวคำสัตย์นี้
โสตถิ เต โหตุ สัพพะทา
ขอความสวัสดี จงบังเกิดมีแก่ท่าน ตลอดกาลทุกเมื่อ
เอกัสมิง สะมะเย นาโถ โมคคัลลานัญจะ
กัสสะปัง คิลาเน ทุกขิเต ทิสวา
ในสมัยหนึ่ง พระโลกนาถเจ้า ทอดพระเนตรเห็นพระโมคคัลลานะ และพระมหากัสสปะเป็นไข้ ได้รับความลำบาก
โพชฌังเค สัตตะ เทสะยิ
จึงทรงแสดงโพชฌงค์ 7 ประการ ให้ท่านทั้งสองฟัง
เต จะ ตัง อะภินันทิตวา
ท่านทั้งสองนั้น ชื่นชมยินดียิ่ง ซึ่งโพชฌงคธรรม
โรคา มุจจิงสุ ตังขะเณ ก็หายโรคได้ในบัดดล
เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ ด้วยการกล่าวคำสัตย์นี้
โสตถิ เต โหตุ สัพพะทา
ขอความสวัสดี จงบังเกิดมีแก่ท่าน ตลอดกาลทุกเมื่อ
เอกะทา ธัมมะราชาปิ เคลัญเญนาภิปีฬิโต
ในครั้งหนึ่ง องค์พระธรรมราชาเอง (พระพุทธเจ้า) ทรงประชวรเป็นไข้หนัก
จุนทัตเถเรนะ ตัญเญวะ ภะณาเปตวานะ สาทะรัง
รับสั่งให้พระจุนทะเถระ กล่าวโพชฌงค์นั้นนั่นแลถวายโดยเคารพ
สัมโมทิตวา จะ อาพาธา ตัมหา วุฏฐาสิ ฐานะโส
ก็ทรงบันเทิงพระหฤทัย หายจากพระประชวรนั้นได้โดยพลัน
เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ ด้วยการกล่าวคำสัตย์นี้
โสตถิ เต โหตุ สัพพะทา
ขอความสวัสดี จงบังเกิดมีแก่ท่าน ตลอดกาลทุกเมื่อ
ปะหีนา เต จะ อาพาธา ติณณันนัมปิ มะเหสินัง
ก็อาพาธทั้งหลายนั้น ของพระผู้ทรงคุณอันยิ่งใหญ่ทั้ง 3 องค์นั้น หายแล้วไม่กลับเป็นอีก
มัคคาหะตะกิเลสาวะ ปัตตานุปปัตติธัมมะตัง
ดุจดังกิเลส ถูกอริยมรรคกำจัดเสียแล้ว ถึงซึ่งความไม่เกิดอีกเป็นธรรมดา
เอเตนะ สัจจะวัชเชนะ ด้วยการกล่าวคำสัตย์นี้
โสตถิ เต โหตุ สัพพะทา
ขอความสวัสดี จงบังเกิดมีแก่ท่าน ตลอดกาลทุกเมื่อ เทอญ.
จากมนต์พิธีแปล รวบรวมโดย พระครูอรุณธรรมรังษี(เอี่ยม สิริวัณฺโณ) วัดอรุณราชวราราม (คณะ 3) เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพฯ 10600
Vayokasinung
27-07-2005, 02:27 PM
ขอให้คุณพ่อหาป่วยเร็วๆนะครับ ผมเอาใจช่วยให้คุณใช้ได้ผลครับ
ผมมีมนต์รักษาอยู่แต่ จำไม่ได้ต้องขออภัยด้วยครับคงไม่โกรธผมนะ
ผมอยากช่วยจริงๆ ผมส่งกำลังไปให้ครับ ....ขอให้สิ่งศักสิทธ์ทั้งหลาย เทพาอารักษ์
ขุนยักย์ ขุนมาร พระยานาค ผีป่า เจ้าป่าเจ้าเขา จงบรรดารให้ ท่านผู้นี้
สามารถช่วยพ่อของของได้ โดยเร็วเถิด....
Pavitta
27-07-2005, 02:28 PM
ขอเอาใจช่วยอีกแรงนะครับ ข้าพเจ้าเชื่อว่าพลานุภาพแห่งความกตัญญูรู้คุณของเรา ผนวกกับ พลานุภาพแห่งพระคาถาที่สวดด้วยใจที่ศรัทธาอย่างแน่วแน่ จักต้องมีผลอย่างแน่นอน ไม่มากก็น้อย ทั้งนี้คงต้องขึ้นอยู่ที่กรรมของท่านพ่อเองด้วย
ได้ผลคืบหน้าเป็นประการใดช่วยมาบอกกล่าวกันด้วยนะครับ ขอให้โชคดีครับผม
Ghosty Rat
27-07-2005, 06:31 PM
Thank you very much krub ^___ ^
พระไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาสัปตพุทธปูรวปณิธานวิเศษสูตร<?xml:namespace prefix = o ns = "urn:schemas-microsoft-com:office:office" /><o:p></o:p>
<o:p></o:p>
ปฐมวรรค<o:p></o:p>
<o:p></o:p>
ดั่งที่ข้าพเจ้าได้สดับมา สมัยหนึ่งสมเด็จพระภควันต์ ทรงจาริกไปยังเมืองนครต่างๆ จนถึงมหานครไวศาลี แล้วทรงประทับอยู่ภายใต้ร่มเงาพฤกษา บรรเลงด้วยเสียงแห่งดนตรีสังคีต ณ สถานที่แห่งนั้น ประกอบไปด้วยเหล่ามหาภิกษุจำนวน ๘,๐๐๐ รูป พระโพธิสัตว์ มหาสัตว์อีกจำนวน ๓๖,๐๐๐ พระองค์ มีพระมัญชุศรีโพธิสัตว์๑ พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์๑ พระเมตไตรยโพธิสัตว์๑ พระสุภูติโพธิสัตว์๑ พระมหาปรัชญาโพธิสัตว์๑ พระวิทยาปรัชญาโพธิสัตว์๑ พระคิริกูฏโพธิสัตว์๑ พระปรติภานกูฏโพธิสัตว์๑ พระสุเมรุธารณีกูฏโพธิสัตว์๑ พระอโมฆสมติกกมะโพธิสัตว์๑ พระสุขุมาลศัพทะโพธิสัตว์๑ พระนิตยมจิตนาโพธิสัตว์๑ พระวัชระปาณีโพธิสัตว์ ๑ เป็นต้น นี่คือพระมหาโพธิสัตว์ทั้งหลายซึ่งเป็นผู้นำ<o:p></o:p>
รวมทั้งกษัตริย์ เจ้าเมือง มหาอำมาตย์ พราหมณ์ บัณฑิต ผู้มากด้วยปัญญา เทพ นาค ยักษ์ คนธรรพ์ อสูร ครุฑ กินนร มโหราค มนุษย์และอมนุษย์อันมีจำนวนมหาศาลมิอาจประมาณได้ ต่างมาเข้าเฝ้ามูลบาทของพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยความเคารพเช่นนี้ พระองค์จึงมีพุทธประสงค์จะตรัสแสดงพระสัทธรรม อันประเสริฐทั้งในเบื้องต้น ท่ามกลาง และเบื้องปลาย งดงามทั้งอรรถะและอักษร ล้วนแต่สมบูรณ์และถูกต้อง สะอาดบริสุทธิ์ประดุจลักษณะแห่งพรหมจรรย์ (สะอาดไร้ราคินเว้นจากราคะ) อันแสดงขึ้นเพื่อประโยชน์และปิติสุขของสรรพสัตว์ ทั้งหมดทั้งสิ้นล้วนสมบูรณ์งดงาม ลึกซึ้งด้วยพระพุทธจริยาและปณิธาน อันจะนำไปสู่มหาโพธิญาณได้<o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
ณ เบื้องนั้น พระมัญชุศรีธรรมราชกุมาร โพธิสัตว์มหาสัตว์ผู้ซึ่งถึงพร้อมในพลานุภาพแห่งพระพุทธเจ้าทั้งปวง ทรงลุกขึ้นจากอาสนะบัลลังก์ที่ประทับ แล้วลดผ้าเฉวียงบ่าขวาน้อมกายลงคุกเข่า (โดยนำเข่าขวาจรดพื้น) ในด้านที่พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ทรงประคองหัตถ์ถวายอัญชลี แล้วตรัสทูลต่อพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ณ ขณะนี้มีเหล่าเทพนิกร ต่างขับเคลื่อนเมฆามา เพื่อสดับฟังพระสัทธรรมจากพระองค์<o:p></o:p>
ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระองค์ยังตามระลึก (จดจำได้) จนถึงบัดนี้ เป็นระยะเวลาอันยาวนานหลายกัลป์ จนมิอาจจะคาดคำนวณได้ ประดุจละอองธุลีอันมีจำนวนอัประไมย ไม่มีดินแดนพุทธเกษตรแห่งใดที่ข้าพระองค์ไม่รู้จัก<o:p></o:p>
ข้าพเจ้าทั้งหลายและบรรดาสรรพสัตว์ในอนาคตกาล ขอให้พระองค์โปรดเมตตากรุณาตรัสแสดงพระนามของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย มหาปณิธานอันเป็นกุศล โลกธาตุอันวิสุทธิ์อลังการและพระกุศโลบายต่างๆในการขัดเกลาสรรพสัตว์อันที่มีรูปลักษณ์ต่างๆ เพื่อขจัดวิบากกรรมของผู้ที่ได้สดับฟังให้หมดสิ้นไป จนได้สำเร็จโพธิญาณในที่สุดและมิต้องหวนกลับมาสู่วัฏฏะแห่งสงสารอีก<o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
ในเวลานั้น สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงสรรเสริญพระมัญชุศรีโพธิสัตว์ว่า ประเสริฐแล้ว ประเสริฐแล้ว มัญชุศรี เธอประกอบด้วยมหากรุณาอันเป็นที่สุด ที่ได้เวทนา สงสารสรรพสัตว์อันมีจำนวนเกินจะประมาณ ซึ่งล้วนแต่ประกอบด้วยวิบากกรรม ต้องเผชิญโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ความเศร้าโศก ความวิตกกังวล ให้ได้รับความสุขสบาย จึงได้อาราธนาให้เราตถาคตตรัสแสดงถึงพระนามของพระตถาคตเจ้าทั้งหลาย มหาปณิธานอันเป็นกุศลและโลกธาตุอันวิสุทธิ์อลังการ ทั้งนี้ก็ด้วยพลานุภาพแห่งตถาคตเอง ที่บันดาลให้เกิดการปุจฉานี้ขึ้น เธอทั้งหลายจงได้สดับฟัง แลจงพิจารณาไตร่ตรองด้วยดีเทอญ เราตถาคตจักแสดงแก่เธอ ณ บัดนี้.<o:p></o:p>
และในขณะนั้น พระมัญชุศรีโพธิสัตว์ จึงกราบทูลว่า ขอพระองค์ทรงแสดงพระสัทธรรมนี้ตามพระประสงค์ด้วยเทอญ ข้าพระองค์ทั้งหลายมีความปิติ ปราโมทย์ พร้อมที่จะสดับฟังพระสัทธรรมนี้แล้ว พระพุทธเจ้าข้า<o:p></o:p>
๑. พระบรมศาสดา จึงทรงมีพุทธดำรัส กับพระมัญชุศรีโพธิสัตว์ว่า นับจากโลกธาตุแห่งนี้ไป ในเบื้องบูรพาทิศ ผ่านพุทธเกษตรนับจำนวนได้เท่ากับเม็ดทรายในคงคานที 4 สายรวมกัน ยังมีโลกธาตุแห่งหนึ่งนามว่า ชยะประภา มีพระพุทธเจ้านามว่า สุนามยศศิริราชาตถาคต ซึ่งพระองค์ทรงตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง ทรงสมบูรณ์ถึงพร้อมด้วยวิชาและจรณะ ทรงเสด็จแล้วด้วยดี ทรงเป็นผู้รู้แจ้งในโลก ทรงยอดเยี่ยมหาผู้มาเสมอเหมือนมิได้ ทรงเป็นผู้ฝึกบุรุษที่ควรฝึก ทรงเป็นบรมศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ทรงเป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน และทรงเป็นที่พึ่งแห่งโลก พระองค์ทรงมีพระโพธิสัตว์ผู้ไม่ถอยกลับจำนวนมากมาย หาประมาณโกฏิมิได้ แวดล้อมอยู่ ทรงประทับอยู่เหนือสิงหนาทบัลลังก์อันวิจิตรอลังการ ซึ่งประดับประดาด้วยรัตนมณี ๗ ประการ แลในเวลานี้ พระองค์ก็ยังทรงแสดงพระสัทธรรมอยู่ (ยังทรงพระชนม์ชีพอยู่)<o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
<o:p> </o:p>
ดูก่อนมัญชุศรี พุทธโลกธาตุแห่งนั้นมีความสะอาดบริสุทธิ์ตกแต่งอย่างยิ่งใหญ่แล้ว มีความยาวนับร้อย นับพันโยชน์ (ระยะทาง ๑ โยชน์ประมาณ ๙ ไมล์) แผ่นดินแห่งนั้นเป็นทองคำ ราบเรียบเสมอกัน นิ่ม (และเบาบาง) สายลมก็หอมหวนดุจสุคนธ์ทิพย์ไม่มีอบายภูมิ และนามของสตรีเพศ(ปราศจากนามของสตรี มีความหมายว่า ภาวะที่เป็นหนึ่งเดียว เสมอภาคเท่าเทียมกัน ไม่แตกต่างกัน ไม่แบ่งแยก) ปราศจากเศษกระเบื้อง กรวด ทราย หิน หลุมบ่อเนิน และขวากหนาม มีรัตนพฤกษ์อยู่ตามรายทาง แลเจริญงอกงามออกดอกผลมากมาย มีสระโบกขรณีหลายแห่ง บันไดนั้นประดับตกแต่งด้วยเงิน ทอง ไข่มุก แก้วมณีชนิดต่างๆ<o:p></o:p>
มัญชุศรี โพธิสัตว์ในโลกธาตุแห่งนั้น ล้วนแต่ปฏิสนธิขึ้นจากสัปตโกมุท ด้วยเหตุนี้กุลบุตร กุลธิดา ที่มีจิตศรัทธาอันบริสุทธิ์ สมควรตั้งปณิธานเพื่อจะไปอุบัติ ณ พุทธเกษตรแห่งนั้นเทอญ.<o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
มัญชุศรี พระพุทธเจ้า ผู้ทรงตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เองพระองค์นั้น ณ ปฐมสมัยที่พระองค์เริ่มบำเพ็ญโพธิสัตวมรรคอยู่นั้น พระองค์ทรงได้กระทำสัจจกิริยา ประกาศมหาปณิธานดังนี้<o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
มหาปณิธานประการที่ ๑ เมื่อเรามาอุบัติยังโลก และได้บรรลุอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว หากมีสรรพสัตว์ที่ร่างกายถูกรุมเร้าอย่างหนักด้วยโรคร้ายต่างๆ โรคไข้ตัวร้อน ไข้จับสั่น หรือถูกไสยเวทย์ อาถรรพ์ อันเกิดจากซากศพ ปีศาจที่ทำให้หวาดกลัวและเป็นโทษ หากได้ตั้งจิตแน่วแน่ สรรเสริญในนามของเราแล้วไซร้ ด้วยอำนาจแห่งเหตุนี้ โรคภัยอาถรรพ์ต่างๆ ข้างต้นก็จะปลาสนาสูญสิ้นไป ตราบจนได้เข้าถึงพระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณในที่สุด.<o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
มหาปณิธานประการที่ ๒ เมื่อเรามาอุบัติยังโลก และได้บรรลุถึงพระโพธิญาณแล้ว หากมีสรรพสัตว์ที่ตาบอด หูหนวก เป็นใบ้ โรคเรื้อน วิกลจริต และโรคร้ายต่างๆ ตลอดจนความเหนื่อยยากลำบาก หากได้ตั้งจิตแน่วแน่ สรรเสริญในนามของเราแล้วไซร้ด้วยอำนาจแห่งเหตุนี้ อายตนะทั้งหลายก็จะสมบูรณ์ โรคภัยไข้เจ็บดับสูญ ตราบจนถึงพระโพธิญาณ.<o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
มหาปณิธานประการที่ ๓ เมื่อเรามาอบัติยังโลก และได้บรรลุถึงพระโพธิญาณแล้ว หากมีสรรพสัตว์ที่ถูกผูกมัดอยู่ด้วยสังโยชน์ต่างๆ อันมีโลภะ โทสะ โมหะเป็นอาทิ ก่ออนันตริยกรรมและอกุศล(ความชั่วร้าย) ทั้งปวง กล่าวร้ายพระสัทธรรมไม่ประกอบอกุศลกรรม(ความดี) ก็ย่อมตกสู่นรกภูมิ ได้รับความทุกข์ทรมาน หากได้ตั้งจิตแน่วแน่ สรรเสริญในนามของเราแล้วไซร้ ด้วยอำนาจแห่งเหตุนี้ อนันตริยกรรมและวิบากกรรมทั้งหลายก็จะมลายสิ้นไป จะไม่มีสรรพสัตว์ตกลงสู่อบายภูมิอีก จะได้เสวยผลบุญอันเกษมของเหล่าเทพ ตราบจนถึงพระโพธิญาณในที่สุด.<o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
มหาปณิธานที่ ๔ เมื่อเรามาอุบัติยังโลก และได้บรรลุถึงพระโพธิญาณแล้ว หากมีสรรพสัตว์ถูกพันธนาการด้วยขื่อ คา โซ่ตรวน และถูกโบยตีด้วยแส้ ได้รับความทุกข์ทรมานนานัปการ หากได้ตั้งจิตแน่วแน่ สรรเสริญในนามของเราแล้วไซร้ ด้วยอำนาจแห่งเหตุนี้ก็จะได้หลุดพ้นจากความทุกข์ทรมานทั้งหลายที่มีอยู่ตราบจนถึงพระโพธิญาณในที่สุด.<o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
มหาปณิธานที่ ๕ เมื่อเรามาอุบัติยังโลก และได้บรรลุถึงพระโพธิญาณแล้ว หากมีสรรพสัตว์ถูกพันธนาการด้วยขื่อคา โซ่ตรวน และถูกโบยตีด้วยแส้ ได้รับความทุกข์ทรมานนานัปการ หากได้ตั้งจิตแน่วแน่ สรรเสริญในนามของเราแล้วไซร้ ด้วยอำนาจแห่งเหตุนี้ก็จะได้หลุดพ้นจากความทุกข์ทรมานทั้งหลายที่มีอยู่ตราบจนถึงพระโพธิญาณในที่สุด.<o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
มหาปณิธานที่ ๖ เมื่อเรามาอุบัติยังโลก และได้บรรลุถึงพระโพธิญาณแล้ว หากมีสรรพสัตว์สัญจรไปในที่ทุรกันดาร อันตราย มากไปด้วยสัตว์ร้าย หมี สิงโต เสือดาว หมาป่า งูพิษ แมลงป่อง มุ่งเข้ามาทำร้ายให้สิ้นชีวิต ทำให้เกิดเสียงร้องกึกก้อง หากในขณะนั้นได้ตั้งจิตแน่วแน่ สรรเสริญในนามของเราแล้วไซร้ ด้วยอำนาจแห่งเหตุนี้ ก็จะได้หลุดพ้นจากความกลัวเกรงทั่งปวง เหล่าสัตว์ร้ายต่างเกิดจิตเมตตา (ไม่ทำร้าย) แลได้ครองตนอย่างสงบสุขตราบจนถึงพระโพธิญาณ.<o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
มหาปณิธานที่ ๗ เมื่อเรามาอุบัติยังโลก และได้บรรลุถึงพระโพธิญาณแล้ว หากสรรพสัตว์มีคดีความสู้กันในชั้นศาล เป็นเหตุให้เกิดความสับสนวุ่นวาย โศกเศร้า หากได้ตั้งจิตแน่วแน่ สรรเสริญในนามของเราแล้วไซร้ ด้วยอำนาจแห่งเหตุนี้ คดีความก็จะคลี่คลาย ต่างกลับมามีเมตตาจิต ตราบจนถึงพระโพธิญาณในที่สุด.<o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
มหาปณิธานที่ ๘ เมื่อเรามาอุบัติยังโลก และได้บรรลุถึงพระโพธิญาณแล้ว หากมีสรรพสัตว์ที่เข้าไปในแม่น้ำ มหาสมุทร แล้วเกิดมีมหาพายุร้าย พัดพาเรือนั้นไป ณ ที่ที่ไม่มีฝั่งหรือเกาะให้พึ่งพิงอาศัยได้ เกิดความวิตกหวาดกลัวเป็นที่สุด หากได้ตั้งจิตแน่วแน่สรรเสริญในนามของเราแล้วไซร้ ด้วยอำนาจแห่งเหตุนี้ ก็จะได้พบพานสถานที่สงบสุขดั่งใจ ได้รับแต่ความสุขสวัสดิ์ ตราบจนถึงพระโพธิญาณในที่สุด.<o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
ดูก่อนมัญชุศรี ก็พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น คราเมื่อสมัยที่พระองค์ทรงบำเพ็ญโพธิสัตว์จริยาอยู่นั้น พระองค์ทรงประกาศมหาปณิธานอันยิ่งใหญ่ทั้ง ๘ ประการนี้ และมีพระประสงค์อันแน่วแน่ ที่จะให้ผลนั้นสำเร็จแก่บรรดาสรรพสัตว์ ปรารถนาจะถวายสักการะในพระพุทธเจ้าทั่งปวง จักทรงชำระพุทธเกษตร และให้บังเกิดมีโพธิสัตว์สาวกบริวารเกิดขึ้นอย่างบริบูรณ์ แลด้วยกุศลบารมีอันมากมายเกินจะคาดคิดประมาณการนี้ ทำให้มีอรหันตสาวก และพระปัจเจกพุทธ ดำรงชีพอยู่เป็นระยะเวลาอันยาวนานหลายกัลป์จนมิอาจจะกล่าวได้ และเมื่อเป็นช่วงเวลาที่ว่างจากพระตถาคตเจ้าแล้ว พระองค์จึงทรงเสด็จมาเป็นพระโพธิสัตว์ผู้มาตรัสรู้<o:p></o:p>
มัญชุศรี หากมีกุลบุตร กุลธิดา กษัตริย์ เจ้าเมือง มหาอำมาตย์ คฤหบดี บัณฑิตผู้ทรงปัญญา ที่มีศรัทธาอันบริสุทธิ์ หวังจะได้สำเร็จในบุญกุศล ปรารถนาประหารกิเลสเครื่องเศร้าหมองทั้งปวง หากได้สรรเสริญพระนาม สาธยายพระสูตรของพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น (พระสุนามยศศิริราชาตถาคต) แลได้ถวายสักการบูชาต่อพระองค์อย่างเป็นที่สุดแล้วไซร้ อกุศลและวิบากกรรม โรคภัยทั้งปวงก็จักดับสิ้นไป สิ่งอันปรารถนาก็จะสำเร็จดั่งใจและมีหวนกลับจนถึงพระโพธิญาณในที่สุด.<o:p></o:p>
<o:p></o:p>
๒. ดูก่อน มัญชุศรี นับจากโลกธาตุแห่งนี้ไปในเบื้องบูรพาทิศ ผ่านพุทธเกษตรนับจำนวนได้เท่ากับเมล็ดทรายในคงคงนทีจำนวน ๕ สายรวมกัน ยังมีโลกธาตุแห่งหนึ่งนามว่า สุรัตน มีพระโลกนาถเจ้านามว่า รัตนจันทรปรัชญาประภาศัพทศวรราชาตถาคต พระองค์ทรงตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง ทรงมีพระโพธิสัตว์นับจำนวนประมาณโกฏิมิได้แวดล้อมอยู่ ขณะนี้พระองค์ก็ยังทรงแสดงมหายานธรรมอันสุขุมคัมภีรภาพอยู่ (ยังทรงมีพระชนม์ชีพอยู่)<o:p></o:p>
มัญชุศรี พระโลกนาถเจ้าพระองค์นั้น ในสมัยที่พระองค์ทรงเริ่มบำเพ็ญในโพธิสัตวมรรคอยู่นั้น พระองค์ทรงได้กระทำสัจจกิริยาประกาศมหาปณิธานไว้ ๘ ประการดังนี้<o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
มหาปณิธานประการที่ ๑ เมื่อเรามาอุบัติยังโลก และได้บรรลุถึงพระโพธิญาณแล้ว หากมีสรรพสัตว์ที่มุ่งแต่ประกอบกิจการค้า จิตใจสับสนวุ่นวาย ไม่สงบ ละทิ้งการปฏิบัติธรรมอันเป็นแนวทางแห่งโพธิ (การรู้แจ้ง) ดำรงอยู่ท่ามกลางการเกิด-ตาย ไม่สามารถออกห่างมาได้ ล้วนแต่เตรียมตัวรับทุกข์ทรมานอันมากมายกันทั้งสิ้น หากได้ตั้งจิตแน่วแน่ สรรเสริญในนามของเราแล้วไซร้ ด้วยอำนาจแห่งเหตุนี้ เครื่องนุ่งห่ม พัตราภรณ์ เครื่องอุปโภค บริโภค เงินทอง รัตนมณี ล้วนเกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ตามความปรารถนา กุศลมูลทั้งหมดก็เพิ่มพูนยิ่งขึ้นมิสิ้นสุด จะไม่นิ่งเฉย แลออกห่างจากโพธิจิต (จิตอันมุ่งต่อการตรัสรู้ เพื่อประโยชน์ของเวไนยสัตว์,จิตของโพธิสัตว์) จะได้หลุดพ้นจากทุกข์ของอบายภูมิ ตราบจนถึงพระโพธิญาณในที่สุด.<o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
มหาปณิธานประการที่ ๒ เมื่อเรามาอุบัติยังโลก และได้บรรลุถึงพระโพธิญาณแล้ว หากมีสรรพสัตว์ในโลกธาตุทั้ง ๑๐ ทิศ ได้ประสบกับอากาศหนาว ร้อน หิวกระหาย ร่างกายได้รับทุกข์ทรมานเป็นอย่างยิ่ง หากได้ตั้งจิตแน่วแน่ สรรเสริญในนามของเราแล้วไซร้ ด้วยอำนาจแห่งเหตุนี้ บาปกรรมในอดีตก็จะมลายสูญไป จะอุเบกขา (วางเฉย-ไม่ยินดี ยินร้าย) ในความทุกข์ทรมานทั้งปวง แลได้เสวยสุขเป็นเทวดา ตราบจนถึงพระโพธิญาณในที่สุด. <o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
มหาปณิธานประการที่ ๓ เมื่อเรามาอุบัติยังโลก และได้บรรลุถึงพระโพธิญาณแล้ว หากมีสตรีเพศใด ในโลกธาตุทั้ง ๑๐ ทิศ มีความมักมากในกามตัณหา ครอบงำอยู่ภายในจิตใจ จนเกิดตั้งครรภ์ขึ้น แล้วมีความรังเกียจ ชิงชัง แม้นจนถึงเวลาคลอดก็ได้รับทุกขเวทนาเป็นที่สุด หากนามของเราได้ไปสดับถึงโสตของนางโดยชั่วขณะหนึ่งแล้ว หากอิสตรีนั้นได้สรรเสริญภาวนา (ในพระนามนี้) แล้วไซร้ ด้วยอำนาจแห่งเหตุนี้ ความทุกข์ทรมานทั้งหลายย่อมหมดสิ้น จะวางเฉยกับสังขารร่างกายนี้ และจะกลายเป็นบุรุษเพศตลอดไป ตราบจนถึงพระโพธิญาณในที่สุด.<o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
มหาปณิธานประการที่ ๔ เมื่อเรามาอุบัติยังโลก และได้บรรลุถึงพระโพธิญาณแล้ว หากมีสรรพสัตว์ทั้งหลาย พร้อมด้วยบิดา มารดา พี่ชาย น้องชาย พี่สาว น้องสาว ลูกหลานครอบครัว ญาติมิตรได้เดินทางไปในเส้นทางอันตราย แล้วถูกปล้นชิงทำร้าย ทั้งหมดเหตุเพราะทุพภิกขภัย (ข้าวยาก-หมากแพง) ทำให้ได้รับความทุกข์ทรมาน หากได้สดับฟังนามของเรา โดยชั่วขณะหนึ่ง และได้สรรเสริญภาวนาแล้วไซร้ ด้วยอำนาจแห่งเหตุนี้ ก็จะได้หลุดพ้นจากทุกข์ภัยต่าง ๆ ตราบจนถึงพระโพธิญาณในที่สุด.<o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
มหาปณิธานประการที่ ๕ เมื่อเรามาอุบัติยังโลก และได้บรรลุถึงพระโพธิญาณแล้ว หากมีสรรพสัตว์ทั้งหลาย สัญจรในเวลาค่ำคืน เพื่อไปกระทำกิจต่างๆ แต่ได้ถูกผีร้าย เทวดาร้ายรบกวน มีความหวาดกลัวเป็นที่สุด หากได้สดับฟังนามของเราเพียงชั่วขณะหนึ่งและได้สรรเสริญ ภาวนาแล้วไซร้ ด้วยอำนาจแห่งเหตุนี้ จากความมืดมนก็จะพบกับแสงสว่างในทันที เหล่าผีร้าย เทวดาร้าย ก็จะเกิดจิตเมตตา และได้เข้าถึงพระโพธิญาณในที่สุด.<o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
มหาปณิธานประการที่ ๖ เมื่อเรามาอุบัติยังโลก และได้บรรลุถึงพระโพธิญาณแล้ว หากมีสรรพสัตว์ที่ดำเนินในปฏิปทาอันชั่วช้าก่อสร้างในอกุศลสิ่งผิด ไม่ศรัทธาในพระรัตนตรัย โง่เขลาเบาปัญญา ไม่ปฏิบัติในธรรมอันดีงาม อันเป็นมูลปัจจัยไปสู่การรู้แจ้งไม่เจริญญาณ ไม่สาธยายธารณี การบำเพ็ญไม่พัฒนาก้าวหน้า หากได้ตั้งจิตแน่วแน่สรรเสริญ ในนามของเราแล้วไซร้ ด้วยอำนาจแห่งเหตุนี้ สติปัญญาจะเพิ่มพูนพัฒนา จะเข้าใจปฏิบัติและศึกษาในโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ เกิดมีความเลื่อมใสศรัทธาในพระรัตนตรัยอย่างลึกซึ้ง ตราบจนถึงพระโพธิญาณ.<o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
มหาปณิธานประการที่ ๗ เมื่อเรามาอุบัติยังโลก และได้บรรลุถึงพระโพธิญาณแล้ว หากมีสรรพสัตว์ ที่จิตมีความชื่นชม ยินดีอยู่ในอกุศลความชั่ว ปฏิบัติดำรงตนอยู่ในทวิยาน (คือ พระเสขะหรือผู้ที่ศึกษาอยู่ และพระอเสขะหรือผู้ที่ไม่ต้องศึกษาแล้วหรือพระอรหันต์) ทอดทิ้งพระอนุตรสัมโพธิมรรค (คือ ทอดทิ้งโพธิญาณเพื่อสำเร็จเป็นพระพุทธเจ้า) หากได้ตั้งจิตแน่วแน่ สรรเสริญ ในนามของเราแล้วไซร้ ด้วยอำนาจแห่งเหตุนี้ ก็จะวางเฉยในทวิยานได้ กลับจะดำรงอยู่ในอนุตรสัมโพธิจิต แลไม่หวนกลับมาอีก ตราบจนถึงพระโพธิญาณ.<o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
มหาปณิธานประการที่ ๘ เมื่อเรามาอุบัติยังโลก และได้บรรลุถึงพระโพธิญาณแล้ว หากมีสรรพสัตว์ ที่ได้เห็นการใกล้จะสิ้นสุดของกัลป์ ก็เมื่อที่เพลิงแห่งกามปะทุขึ้น ย่อมจะเกิดความโศกเศร้า หวาดหวั่นพรั่นพรึง ทุกข์ทรมาน จะร้องไห้ด้วยความทุกข์ระทม แลด้วยอำนาจแห่งอกุศลกรรมในอดีต เป็นเหตุให้ได้รับทุกข์ทรมานนานัปการทุกวันคืน ไม่มีที่พึ่งพิง หากได้ตั้งจิตแน่วแน่ สรรเสริญในนามของเราแล้วไซร้ ด้วยอำนาจแห่งเหตุนี้ ทุกขเวทนาความโศกตรมทั้งหมดที่มีอยู่ก็จะดับสูญไป จะได้รับความสุขเย็นสบาย แลเมื่อสิ้นชีพลงในชาตินี้ ก็จะได้เกิดในปัทมชาติ ในพุทธเกษตรของเรา จะได้ปฏิบัติตนอยู่ในพระธรรมอันดีงาม ตราบจนถึงพระโพธิญาณในที่สุด.<o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
ดูก่อน มัญชุศรี ด้วยพระโลกนาถเจ้าพระองค์นั้น ผู้ทรงตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง เมื่อคราที่พระองค์ทรงประพฤติองค์ในโพธิสัตว์จริยามรรคอยู่นั้น พระองค์ทรงประกาศมหาปณิธานอันยิ่งใหญ่ทั่ง ๘ ประการนี้ แลพระโลกนาถเจ้าพระองค์นั้นทรงประทับอยู่ในแดนพุทธเกษตร อันมีความสมบูรณ์ กว้างขวางยิ่งใหญ่และสะอาดบริสุทธิ์ยิ่งนัก พื้นธรณินก็ราบเรียบดั่งฝ่ามือ มีพฤกษาทิพย์ส่งกลิ่นหอมอันน่ารื่นรมย์อยู่ตามมรรคา ทิพย์บุปผาสะพรั่งอยู่ทั่วไป ทิพยดุริยางค์ก็บรรเลงอยู่เป็นนิตย์ มีกระดิ่งทองประดับอยู่ตามทาง มีสิงหนาทบัลลังก์ประดับตกแต่งด้วยรัตนมณีอย่างอลังการ บันได้และกำแพงตกแต่งด้วยแก้วมณีล้อมรอบสระโบกขรณี พื้นดินแห่งนั้นมีความนุ่ม ไม่มีเศษกรวด กระเบื้อง ไม่มีสตรีเพศ กิเลสความเศร้าหมองทั้งปวง ผู้ที่อยู่แดนนั้น ล้วนแต่เป็นโพธิสัตว์ผู้ไม่หวนกลับทั้งสิ้น เป็นโพธิสัตว์ที่มีดอกปทุมชาติเป็นถิ่นเกิด หากระลึกถึงเครื่องอุปโภค บริโภคและทรัพย์สินเงินทองขึ้นเมื่อใด ก็จะปรากฏเกิดมีขึ้นตามใจนึกอยู่เบื้องหน้าทุกประการ นี้แลคือเหตุแห่งสมญานาม สุรัตนโลกธาตุ<o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
มัญชุศรี หากมีกุลบุตร กุลธิดา พระราชา ราชบุตร มหาอำมาตย์ ขุนนาง สนมนางในที่มีศรัทธาอันบริสุทธิ์ ได้ถวายความเคารพและสักการะ ในพระโลกนาถเจ้าพระองค์นั้น พร้อมสรรเสริญพระนาม วันละ ๖ เวลา ด้วยความจริงใจและตั้งใจอย่างที่สุด จัดสร้างพระปฏิมาของพระองค์ขึ้น บูชาด้วยของหอม ดอกไม้ เครื่องดนตรีสังคีต เผาธูปหอม ไม้หอม เพื่อถวายเป็นบรรณาการแด่พระองค์ พึงชำระสถานที่ให้สะอาดบริสุทธิ์ภายใน ๗ ทิวา บังควรได้สมาทานอุโบสถศีลบริสุทธิ์ เกิดมีจิตเมตตา
กรุณาต่อบรรดาสรรพสัตว์แล้วไซร้ ก็ให้ตั้งปณิธานไปอุบัติ ณ พุทธเกษตรแห่งนั้น ดังนี้ พระโลกนาถเจ้าพระองค์นั้น (พระรัตนจันทรปรัชญาประภาศัพทศวรราชาตถาคต) และเหล่าโพธิสัตว์ก็จักคุ้มครองดูแล บาปกรรมทั้งหลายก็จักมลายสูญไป จนได้สำเร็จถึงพระอนุตรสัมโพธิญาณ มิต้องถอยกลับ โลภะ โทสะ โมหะก็จะค่อยๆ เบาบางลง จะปราศจากโรคาพยาธิ มีอายุวัฒนาเพิ่มพูน สิ่งที่ปรารถนาไว้ย่อมสำเร็จดั่งมโนรถทุกประการ คดีความ อริศัตรูต่างเกิดความพึงพอใจ วางเฉยในกรณีพิพาท จะได้ดำรงตนในโลกธาตุแห่งนั้นโดยอุบัติขึ้นจากดอกบัว ในเวลานั้นย่อมได้สำเร็จในสมาธิ และธารณี ได้เข้าใจรู้แจ้งในสรรพสิ่งทั้งปวง<O:p</O:p
มัญชุศรี นี่คือพระนามของพระโลกนาถเจ้าพระองค์นั้น ที่เธอควรจะได้รับรู้ หากผู้ใดได้สดับฟังแล้ว ย่อมประกอบด้วยกุศลบารมีอันไม่มีประมาณ ปณิธานสิ่งที่มุ่งหวังล้วนสำเร็จทุกประการ<O:p></O:p>
<O:p> </O:p>
๒.ดูก่อน มัญชุศรี นับจากโลกธาตุแห่งนี้ไปในเบื้องบูรพาทิศ ผ่านพุทธเกษตรนับจำนวนได้เท่ากับเมล็ดทรายในคงคานทีจำนวน ๖ สายรวมกัน ยังมีโลกธาตุแห่งหนึ่งนามว่า บริบูรณ์คันธาลย มีพระสัพพัญญูเจ้านามว่า สุวรรณรัตนประภามัญชุจริยาสิทธิตถาคต พระองค์ทรงตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง มีพระโพธิสัตว์จำนวนมากมายนับหมื่นโกฏิแวดล้อมอยู่ ณ บัดนี้ พระองค์ยังทรงแสดงพระธรรมเทศนาอยู่ (ยังทรงพระชนม์ชีพอยู่)<O:p></O:p>
มัญชุศรี พระสัพพัญญูเจ้าพระองค์นั้น เมื่อสมัยที่พระองค์ทรงเริ่มจริยาวัตรเป็นโพธิสัตว์อยู่นั้น พระองค์ทรงกระทำสัจจกิริยาประกาศมหาปณิธานไว้ ๔ ประการดังนี้<O:p></O:p>
<O:p> </O:p>
<O:p> </O:p>
มหาปณิธานประการที่ ๑ เมื่อเรามาอุบัติยังโลกและได้บรรลุถึงพระโพธิญาณแล้ว หากมีสรรพสัตว์ที่กระทำกรรมโดยการเป็นเพชฌฆาต ผู้ฆ่าสัตว์ต่างๆ(รวมถึงมนุษย์) เป็นผู้ทำลายชีวิตของสรรพสัตว์ ด้วยเหตุแห่งอกุศลกรรมนี้ เขาจึงต้องรับทุกข์ในนรกภูมิ หากแม้นว่าได้เกิดเป็นมนุษย์ก็จะมีอายุสั้น มากด้วยโรค หรือไม่ก็ต้องได้รับอันตรายจากน้ำ ไฟ มีดดาบ ของมีคม ยาพิษ จะต้องมรณะด้วยความทุกข์ทรมาน หากได้สดับฟังนามของเราและได้สรรเสริญด้วยจิตอันแน่วแน่แล้วไซร้ ด้วยอำนาจแห่งเหตุนี้ อกุศลกรรมทั้งหลายที่มีอยู่ก็จะปลาสนาการไป จะปราศจากโรคร้ายมารุมเร้า มีอายุยืนนาน และไม่ต้องมรณะก่อนเวลาอันควร ตราบจนถึงพระโพธิญาณในที่สุด.<O:p></O:p>
<O:p> </O:p>
มหาปณิธานประการที่ ๒ เมื่อเรามาอุบัติยังโลกและได้บรรลุถึงพระโพธิญาณแล้ว หากมีสรรพสัตว์กระทำอกุศลกรรมนานาชนิดลักขโมยทรัพย์สินของผู้อื่น ย่อมจะต้องตกสู่ทุคติภูมิ หากเกิดเป็นมนุษย์ก็จะเกิดในครอบครัวยากจน อัตคัด ขัดสน ขาดแคลน เครื่องนุ่งห่ม อาหาร ได้รับทุกขเวทนาอยู่เป็นนิจ หากได้สดับฟังนามของเราและได้สรรเสริญ ด้วยจิตอันแน่วแน่แล้วไซร้ ด้วยอำนาจแห่งเหตุนี้ อกุศลกรรมที่มีอยู่ก็จะมลายดับสิ้นไป พัตราภรณ์ เครื่องนุ่งห่ม เครื่องอุปโภค บริโภค ก็จักไม่ขาดแคลน ตราบจนถึงพระโพธิญาณในที่สุด.<O:p></O:p>
<O:p> </O:p>
มหาปณิธานประการที่ ๓ เมื่อเรามาอุบัติยังโลกและได้บรรลุถึงพระโพธิญาณแล้ว หากมีสรรพสัตว์ที่ชอบระรานก้าวร้าวข่มเหงผู้อื่น ไร้มารยาท ไม่มีคารวะธรรม เป็นปรปักษ์ศัตรูต่อกัน หากได้สดับฟังนามของเรา และได้สรรเสริญด้วยจิตอันแน่วแน่แล้วไซร้ ด้วยอำนาจแห่งเหตุนี้ ต่างก็จะเกิดเมตตาจิตต่อกัน ดุจดั่งบิดามารดา มีความเมตตาต่อบุตร ฉะนั้น ตราบจนถึงพระโพธิญาณในที่สุด.<O:p></O:p>
<O:p> </O:p>
มหาปณิธานประการที่ ๔ เมื่อเรามาอุบัติยังโลกและได้บรรลุถึงพระโพธิญาณแล้ว หากมีสรรพสัตว์ที่ถูกสังโยชน์ผูกมัด มีกามฉันทะ พยาบาท โมหะ ความโง่เขลา เป็นต้น หากได้ออกบวชเป็นบรรพชิตก็ดี หรือเป็นคฤหัสถ์ ชายหญิงก็ดี ตลอดถึงพุทธบริษัท ๗ (ภิกษุ ภิกษุณี สิกขมานา สามเณร สามเณรี อุบาสก อุบาสิกา) ได้กล่าวร้าย แลล่วงละเมิดในพระวินัย ข้อบัญญัติของพระตถาคตก่อสร้างอกุศลกรรมนานัปการ จะต้องตกสู่นรกภูมิ ได้รับผลกรรมอันทุกข์ทรมาน หากได้สดับฟังนามของเรา และได้สรรเสริญด้วยจิตอันแน่วแน่แล้วไซร้ ด้วยอำนาจแห่งเหตุนี้ อกุศลกรรมทั้งหมดที่มีอยู่ล้วนดับมลายไป สามารถทำลายซึ่งกิเลสเครื่องเศร้าหมอง จะรับปฏิบัติในศีลโดยเคารพ และความดีงามนั้น ก็จักรักษากาย วาจา ใจของผู้กระทำ เป็นผู้ไม่ถอยกลับตราบจนถึงพระโพธิญาณในที่สุด.<O:p></O:p>
มัญชุศรี ก็พระสัพพัญญูเจ้าพระผู้ทรงตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง พระองค์นั้น เมื่อกาลที่พระองค์ทรงบำเพ็ญในโพธิสัตวมรรคนี้ พระองค์ทรงได้อธิษฐานปณิธาน ๔ ประการ อันลึกซึ้งแยบยล ดังนี้แล<O:p></O:p>
มัญชุศรี พระสัพพัญญูเจ้าพระองค์นั้น ยังทรงประทับอยู่ในพุทธเกษตรแห่งนั้น อันมีความกว้างใหญ่ไพศาล และสะอาดบริสุทธิ์ยิ่งนัก พื้นพสุธามีความราบเรียบเสมอกันประดุจฝ่ามือ ทุกสิ่งล้วนรังสรรค์สำเร็จด้วยแก้วมณี สายลมมีกลิ่นหอมอบอวล ดุจไม้จันทน์ มีสุคันธพฤกษาอยู่ตามรายทาง สร้อยสังวาลรัตนอันเป็นทิพย์ โปรยปรายจากฟากฟ้าอยู่มิขาดสาย มีสระโบกขรณีหลายแห่ง ซึ่งตกแต่งด้วยสหมณีอย่างวิจิตร น้ำในสระมีกลิ่นหอมแลปริ่มบริบูรณ์ ประกอบด้วยคุณสมบัติอันดีงามต่างๆ ทั้ง ๔ ด้านของสระแขวนระย้าด้วยผ้าแพรไหมชนิดต่างๆ มีถนน ๘ สาย แต่ละเส้นทางล้วนกว้างใหญ่ เหล่าเวไนยสัตว์ในโลกธาตุนั้น ก็ปราศจากเครื่องเศร้าหมองและความโศกเศร้า ทุกข์ระทม ไม่มีสตรีเพศ ผู้ที่อยู่ในดินแดนแห่งนั้นล้วนเป็นโพธิสัตว์ทั้งสิ้น มีเสียงเครื่องดนตรีสังคีต ประโคมอย่างไพเราะจับใจ แต่ปราศจากการ ดีด สี ตี เป่า หากแต่บรรเลงขึ้นได้เองอย่างอัศจรรย์ แลยังสามารถแสดงมหายานธรรมอันลึกซึ้งแยบยลอีกด้วย หากมีสรรพสัตว์ที่ได้สดับในเสียงนี้แล้ว ก็ย่อมจักเป็นผู้ไม่เสื่อมถอยจากพระอนุตรสัมโพธิญาณอย่างแน่นอน.<O:p></O:p>
มัญชุศรี ด้วยพลานุภาพแห่งมหาปณิธานนี้ อีกพระกุศโลบายในการขัดเกลา สั่งสอนเวไนยสัตว์ ของพระสัพพัญญูเจ้าพระองค์นั้น ส่งผลให้พุทธเกษตรโลกธาตุ มีความอลังการและบริบูรณ์ยิ่งนัก คราเมื่อพระองค์ทรงประทับอยู่เหนือโพธิบัลลังก์แล้ว(ตรัสรู้) ก็ทรงระลึกได้ว่า ในอนาคตกาลย่อมมีสรรพสัตว์ที่มากด้วยโลภะ โทสะ โมหะ เป็นเครื่องผูกมัด เครื่องเศร้าหมอง เครื่องบีบบังคับ บางครั้งอาจจะต้องมรณะก่อนเวลาอันควร ดุจอริไพรีได้มาเยือนถึงเหตุด้วยอกุศลกรรมผลักดันให้รับทุกข์ทรมานในนรกภูมิ เมื่อพระสัพพัญญูเจ้าพระองค์นั้นทรงพิจารณาเห็นสรรพสัตว์ที่มากด้วยกิเลสเช่นนี้แล้ว จึงมีพุทธประสงค์ที่จะขจัดกรรมวิบากอันเป็นอุปสรรคให้หมดไป ทรงตรัสมหาศักดามนตร์ เพื่อมอบให้สรรพสัตว์ในอนาคตกาลได้รับปฏิบัติ และให้สรรพสัตว์ในปัจจุบันได้เข้าถึงประโยชน์สุขอันยิ่งใหญ่ ได้ห่างไกลจากความทุกข์ทั้งมวล ตั้งมั่นอยู่ในโพธิ (ความรู้แจ้ง) จึงทรงตรัสแสดงธารณีคาถาดั่งนี้.<O:p></O:p>
<O:p> </O:p>
ตทฺยถา สิทฺธิ สิทฺธิ สุสิทฺธิ โมจนิ โมกฺษณิ มุกฺเต พิมุกฺเต อมเล พิมเล มํ คลฺเย หิรนฺย ครฺเภ รตฺน ครฺเภ สรฺว อรฺถสาธนิ พรมาอรฺถสาธนิ มนเส มหามนเส อทฺภุเต อทตฺยทฺภุ เต ภีตภย สุวรฺเณ ปฺรหมฆฺเษ ปฺรหฺมาธฺยุเษเต สรฺว อรฺเถษุอปราชิเต สรฺวตฺรอปฺรติหเต จตุ:ษษฐิ พุทฺธโกฏิ ภาษิเต นม: สรฺวตถาคตา นามฺ สฺวาหา (๑)<O:p></O:p>
<O:p> </O:p>
ในสมัยนั้น คราเมื่อพระศรีศากยมุนีพุทธเจ้า ทรงตรัสมหาวิทยามนตร์อันยิ่งด้วยอานุภาพนี้จบแล้ว บรรดาผู้ที่อยู่ท่ามกลางธรรมสภาทั้งหมดนั้น อันมีมหาโพธิสัตว์ จตุมหาเทวราช ท้าวสักกรินทร์ มหาพรหมราชา ต่างกล่าวสรรเสริญว่า สาธุ สาธุ พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้นำแห่งโลก ผู้เปี่ยมด้วยพระมหากรุณาธิคุณ พระองค์ทรงแสดงธารณีมนตร์ อันมากด้วยพละอำนาจและฤทธานุภาพของพระตถาคตเจ้าในอดีตกาลดั่งนี้แล้ว เพื่อยังหิตานุหิตประโยชน์ แก่บรรดาสรรพสัตว์แล้วโดยแท้ อันจะทำให้กิเลสสาคร เครื่องเศร้าหมอง เหือดแห้งลง ได้เข้าถึงพระนิรวาณฝั่งกระโน้นได้ ทำลายเสียซึ่งโรคาพยาธิทั้งปวง ปณิธานได้สมดังมโนรถทุกประการ.<O:p></O:p>
<O:p> </O:p>
บัดนั้น พระบรมศาสดาศรีศากยมุนี ทรงมีพุทธบรรหารกับผู้ที่ร่วมอยู่ในธรรมสันนิบาตแห่งนั้นว่า หากกุลบุตร กุลธิดา กษัตริย์ ราชกุมาก มหาอำมาตย์ สนมนางในที่มีศรัทธาจิตอันบริสุทธิ์ คาดหวังในกุศลบารมีอันดีงาม พึงมีจิตคารวะต่อมหาศักดามนตร์นี้ หากได้อ่านหรือสวดสาธยาย หรือได้สดับผู้อื่นกล่าวถึงก็ดี พึงมีจิตกรุณาปรานีต่อสรรพสัตว์ ถวายสักการะด้วยของหอมดอกไม้ ดวงประทีป ชำระล้างร่างกายให้สะอาด สมาทานอุโบสถศีลบริสุทธิ์ สวดสาธยายธารณีด้วยความจริงใจศรัทธาเป็นที่สุด วิบากกรรมใหญ่น้อยที่มีอยู่มากมายนั้น ก็จะมลายหายไปและในปัจจุบันชาตินี้ ก็จะได้ห่างไกลจากกิเลสเครื่องเศร้าหมองทั้งปวง พระพุทธเจ้าทั้งหลาย จักตามระลึกถึงและปกปักรักษาอยู่ ครั้นเมื่อดับอายุขัยลง ก็จะได้อุบัติขึ้นจากดอกปุณฑริกมาศ ณ โลกธาตุแห่งนั้น<O:p></O:p>
<O:p> </O:p>
๔. ดูก่อน มัญชุศรี นับจากโลกธาตุแห่งนี้ไปในเบื้องบูรพาทิศผ่านพุทธเกษตรนับจำนวนได้เท่ากับเม็ดทรายในคงคานที ๗ สายรวมกัน ยังมีโลกธาตุแห่งหนึ่งนามว่า อโศกา มีพระธรรมราชานามว่า อโศกาวิชยศิริตถาคต พระองค์ทรงตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง ในขณะนี้พระองค์ก็ยังทรงแสดงพระสัทธรรมอยู่ (ยังทรงพระชนม์ชีพอยู่) ทรงสถิตอยู่ในพุทธเกษตรอันกว้างใหญ่ไพศาล และวิสุทธิ์วิเศษแห่งนั้น อันว่าพื้นพสุธาก็ราบเรียบเสมอกันประดุจฝ่ามือ มีความอ่อนนุ่ม ละเอียดอ่อนบางเบา ทั้งหมดล้วนรังสรรค์จากแก้วมณีสิ่งมีค่า อีกยังส่งกลิ่นหอมอยู่ตลอดเวลา ไม่มีสรรพสำเนียงของความโศกเศร้า คร่ำครวญ ไกลห่างจากเครื่องเศร้าหมองคือกิเลส ปราศจากอบายภูมิและนามของสตรี มีสระโบกขรณีก่อสร้างด้วยอิฐทองคำอยู่ทุกแห่งหน น้ำในสระมีกลิ่นหอมแลเต็มเปี่ยมบริบูรณ์ มณีพฤกษชาติก็เรียงรายอยู่สองข้างทาง ดอกและผลผลิบานสะพรั่งอยู่ทั่วไป มีเสียงดนตรีอันไพเราะจับใจขับกล่อม โดยปราศจากผู้บรรเลง มีความงดงามพิสดารและอลังการ ครุวนาดั่งสุขาวดีโลกธาตุ แห่งพระอมิตายุพุทธเจ้า ฉันนั้น<O:p></O:p>
มัญชุศรี พระธรรมราชาเจ้าพระองค์นั้น เมื่อคราที่ทรงแรกเริ่มบำเพ็ญจริยาในโพธิสัตวมรรคนั้น พระองค์ทรงกระทำสัจจกิริยา ประกาศมหาปณิธานทั้ง ๔ ประการ ดังนี้.
<O:p> </O:p>
มหาปณิธานประการที่ ๑ เมื่อเรามาอุบัติยังโลก และได้บรรลุถึงพระโพธิญาณแล้ว บัดนั้น หากมีสรรพสัตว์ที่ถูกบีบรัด รุมเร้าด้วยทุกข์ของความโศกเศร้า อาดูร หากได้สดับถึงนามของเรา และได้ตั้งจิตแน่วแน่ จริงใจสรรเสริญแล้วไซร้ ด้วยอำนาจแห่งเหตุนี้ ความโศกเศร้า ระทมใจและความทุกข์ทรมานที่มีอยู่ก็จักดับสิ้นไป จะมีอายุวัฒนา สงบร่มเย็นตราบจนถึงพระโพธิญาณในที่สุด.
<O:p> </O:p>
มหาปณิธานประการที่ ๒ เมื่อเรามาอุบัติยังโลก และได้บรรลุถึงพระโพธิญาณแล้ว บัดนั้น หากมีสรรพสัตว์ที่ก่อสร้างแต่อกุศลกรรมนานา ย่อมจะต้องไปอุบัติ ณ อเวจีมหานรกอันมืดมิด ได้รับความทุกข์ทรมานนานัปการ แต่หากในอดีตชาติเขาเคยได้สดับฟังนามของเรา เมื่อนั้น เราก็จะเปล่งฉัพพรรณรังสี ไปสู่สัตว์ที่ได้รับเวทนาอยู่ เมื่อเขาได้เห็นแสงประภาสนั้นแล้ว ด้วยอำนาจแห่งเหตุนี้ วิบากกรรมทั้งหมดที่มีอยู่ ก็จะมลายดับสูญไป ได้หลุดพ้นจากทุกข์ทั้งปวง ไปอุบัติเป็นนิกรชนอยู่บนโลกมนุษย์ จะได้รับความสุขเกษมดังใจต้องการ ตราบจนถึงพระโพธิญาณ.
<O:p> </O:p>
มหาปณิธานประการที่ ๓ เมื่อเรามาอุบัติยังโลก และได้บรรลุถึงพระโพธิญาณแล้ว บัดนั้นหากมีสรรพสัตว์ที่กระทำอกุศลกรรมต่างๆ เช่น ฆ่าสัตว์ ลักขโมย ประพฤติผิดในกาม ในชาติปัจจุบันนี้เขาจะได้รับภัยทรมานจากมีดดาบ ของมีคม ในชาติต่อไปก็จะตกสู่ทุคติภูมิ หากได้เป็นมนุษย์ก็จะเป็นผู้มีอายุสั้น มากด้วยโรคาพยาธิเข้ารุมเร้า เกิดในครอบครัวที่อัตคัดยากจน ขาดแคลนเสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม ทั้งเครื่องอุปโภค บริโภค ได้รับทุกข์ทรมานจากสภาพอากาศที่หนาวและร้อน จะต้องอดอยากหิวกระหาย ร่างกายปราศจากสง่าราศี ครอบครัววงศ์ตระกูลจะปราศจากลูกหลานที่เป็นนักปราชญ์ บัญฑิตผู้ทรงไว้ซึ่งปัญญาและคุณธรรม แต่หากได้สดับถึงนามของเราและตั้งจิตแน่วแน่จริงใจ สรรเสริญแล้วไซร้ ด้วยอำนาจแห่งเหตุนี้ ทุกสิ่งที่มาดหมายไว้ก็จะสมดั่งเจตจำนง เครื่องอุปโภคบริโภค เครื่องนุ่งห่ม พัตราภรณ์ก็จะบริบูรณ์เพียบพร้อม ร่างกายเกิดมีสง่าราศีดุจชาวสวรรค์ เป็นที่รักใคร่เมตตา แลได้มีครอบครัวพงศาที่ดีตราบจนถึงพระโพธิญาณในที่สุด
<O:p> </O:p>
มหาปณิธานประการที่ ๔ เมื่อเรามาอุบัติยังโลก และได้บรรลุถึงพระโพธิญาณแล้ว บัดนั้น หากมีสรรพสัตว์ที่หลงใหลอยู่ในความงามจำแลงของยักษ์และภูตผี เทวดาร้าย จนถูกแย่งชิงดวงวิญญาณไป ได้รับทุกข์ทรมาน หากได้สดับถึงนามของเรา และได้ตั้งจิตแน่วแน่ จริงใจ สรรเสริญแล้วไซร้ ด้วยอำนาจแห่งเหตุนี้ บรรดายักษาต่างจะถอยกระจายออกไป เกิดมีจิตเมตตาและจะได้หลุดพ้นจากทุกข์ทั้งปวง ตราบจนถึงพระโพธิญาณ.
มัญชุศรี ก็พระธรรมราชาพระองค์นั้น พระผู้ทรงตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง
ทรงได้ประกาศมหาปณิธานอันยิ่งใหญ่ทั้ง ๔ ประการ พึงเห็นได้ดังนี้ หากมีสรรพ
สัตว์ที่ได้สดับ ได้ยินพุทธนามนั้น (พระอโศกาวิชยศิริตถาคต) แล้วถวายสักการะด้วยความจริงใจ สรรเสริญพระนาม กราบไหว้บูชา วันละ ๖ เวลาโดยสมบูรณ์แล้วไซร้ พึงมีจิตเมตตากรุณาต่อสรรพชีวิตในบริเวณนั้น ก็จะส่งผลให้วิบากกรรมต่างๆ มลายสูญ ได้หลุดพ้นจากความโศกเศร้าขุ่นหมอง ปราศจากโรคาพยาธิ อายุสิริวัฒนา มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด ทั้งยังได้อุบัติ ณ อุบลมาลี ท่ามกลางอโศกาพุทธเกษตรแห่งนั้น แลมีปวงเทพคอยแวดล้อมอารักษ์อยู่ทุกกาล.
มัญชุศรี หากสรรเสริญในพระนามของพระธรรมราชาเจ้าพระองค์นั้นแล้ว ก็ย่อมจะเกิดกุศลมูลอันหาประมาณมิได้ เห็นปานฉะนี้ พลานุภาพแห่งปณิธานอันยิ่งใหญ่และกุศลบารมีต่างๆนี้ เหล่าอรหันตสาวก พระปัจเจกพุทธมิอาจจะล่วงรู้ได้ เว้นแต่พระตถาคตเจ้า ผู้ทรงตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เองเท่านั้น.
<O:p> </O:p>
๕. ดูก่อน มัญชุศรี นับจากโลกธาตุแห่งนี้ไป ในเบื้องบูรพาทิศผ่านพุทธเกษตรนับจำนวนได้เท่ากับเม็ดทรายในคงคานที ๘ สายรวมกัน ยังมีโลกธาตุแห่งหนึ่งนามว่า ธรรมธวัช มีพระสุคตเจ้านามว่า ธรรมสาครครชิตศัพทตถาคต พระองค์ทรงตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง ขณะนี้ก็ยังทรงแสดงพระธรรมเทศนาอยู่ (ยังทรงพระชนม์ชีพอยู่)
มัญชุศรี พระสุคตเจ้าพระองค์นี้ ทรงสถิตอยู่ ณ โลกธาตุอันบริสุทธิ์ ไม่แปดเปื้อนด้วยมลทินทั้งปวง พื้นปฐพีรังสรรค์จากแก้วกระจก มีความราบเรียบเสมอกัน ฉายแสงรังสีและมีกลิ่นหอมอบอวลอยู่ตลอดเวลา แม้แต่กำแพงชั้นนอกก็ประดับประดาด้วยแก้วมรกต มีถนนอยู่ ๘ สาย ก่อสร้างด้วยทองและเงิน หอ อาคาร วิหาร สถานที่ต่างๆ และองค์ประกอบทุกส่วนของอาคารก็ตกแต่งด้วยแก้วมณีทั้งสิ้น ถนนทุกสายล้วนมีรุกขมณีส่งกลิ่นหอม ตามกิ่งก้านก็ห้อยระย้าด้วยแพรไหม มีกระดิ่งทองคำร่วงลงมาในทุกๆแห่ง มีสายลมเย็นพัดผ่านตลอดเวลา พร้อมกับมีเสียงอันไพเราะเสนาะโสตบรรยายถึงหลักแห่งไตรลักษณ์ มีทุกขัง อนิจจัง อนัตตา สรรพสัตว์ผู้ได้สดับฟังแล้ว ก็จะวางเฉยและออกห่างจากกามสังโยชน์ได้ จนเคยชิน แลทำลายลงได้ในที่สุด จนได้บรรลุสมาธิอันลึกซึ้งประณีต ดอกไม้หอมอันเป็นทิพย์ร่วงหล่นจากฟ้าทั้ง ๔ มุมเมือง ประกอบด้วยสระโบกขรณี ๘ แห่ง ก้นสระนั้นก็ปูลาดด้วยทรายทอง น้ำมีกลิ่นหอมและเต็มปริ่มบริบูรณ์.
มัญชุศรี พุทธเกษตรแห่งนั้น ปราศจากทุคติภูมิ สัตว์ในแดนนั้นล้วนเกิดจากปทุมมาศ ไร้ซึ่งกิเลสเครื่องเศร้าหมองทั้งปวง
มัญชุศรี พระสุคตเจ้าพระองค์นั้น สมัยที่พระองค์ทรงครองจริยามรรคแห่งพระโพธิสัตว์อยู่นั้น พระองค์ทรงได้กระทำสัจจกิริยา ประกาศมหาปณิธานไว้ ๔ ประการ ดังนี้
<?xml:namespace prefix = o ns = "urn:schemas-microsoft-com:office:office" /><o:p> </o:p>
มหาปณิธานประการที่ ๑ เมื่อเรามาอุบัติยังโลกและได้บรรลุถึงพระโพธิญาณแล้ว หากมีสรรพสัตว์ที่มีมิจฉาทิฏฐิต่อพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ ไม่มีศรัทธา ความเชื่อมั่นที่บริสุทธิ์ เป็นผู้ห่างไกลอนุตรสัมโพธิจิต หากได้สดับฟังนามของเราและได้ตั้งจิตแน่วแน่ จริงใจสรรเสริญแล้วไซร้ ด้วยอำนาจแห่งเหตุนี้ อวิชชา ความหลงผิด ก็จะถูกขจัดสิ้นไป ดั่งแสงอาทิตย์ขจัดความมืดมิด ฉันนั้น บังเกิดมีความศรัทธาอันถูกต้อง ตั้งมั่นในพระรัตนตรัย แลไม่เสื่อมถอย ตราบจนถึงพระโพธิญาณในที่สุด.
<o:p> </o:p>
มหาปณิธานประการที่ ๒ เมื่อเรามาอุบัติยังโลกและได้บรรลุถึงพระโพธิญาณแล้ว หากมีสรรพสัตว์ ผู้เกิดที่ชายแดนห่างไกล (จากความเจริญของพระสัทธรรม) ด้วยเหตุที่อยู่ใกล้ชิดกับมิตรชั่ว จึงร่วมกันก่อสร้างอกุศลนานา ไม่ปฏิบัติในกรรมอันดีงาม อีกมิเคยได้ยิน ได้รู้จักพระรัตนตรัย เมื่อวายชนม์ไปแล้ว ต้องตกสู่อบายภูมิ ๓ แน่นอน สรรพสัตว์เหล่านั้นหากบังเอิญได้สดับฟังนามของเราด้วยอำนาจแห่งเหตุนี้ วิบากกรรมที่มีก็จะสลายไป จะได้พบกับกัลยาณมิตร ไม่ต้องตกสู่อบายภูมิ ตราบจนถึงพระโพธิญาณในที่สุด.
<o:p> </o:p>
มหาปณิธานประการที่ ๓ เมื่อเรามาอุบัติยังโลกและได้บรรลุถึงพระโพธิญาณแล้ว หากมีสรรพสัตว์ขาดแคลนเสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม เครื่องอุปโภค บริโภค เครื่องนอน ยารักษาโรคอันจำเป็นจะต้องใช้สอย ทำให้เกิดความกลัดกลุ้มทรมานยิ่งนัก ด้วยเหตุที่ขาดแคลนและต้องการนี้เอง ทำให้กระทำความชั่วนานาชนิด หากได้สดับนามของเรา แลตั้งจิตแน่วแน่ จริงใจ สรรเสริญแล้วไซร้ ด้วยอำนาจแห่งเหตุนี้ ทุกสิ่งที่ขาดแคลนก็จะบังเกิดมีตามความปรารถนาทุกประการ ตราบจนถึงพระโพธิญาณในที่สุด.
<o:p> </o:p>
มหาปณิธานประการที่ ๔ เมื่อเรามาอุบัติยังโลกและได้บรรลุถึงพระโพธิญาณแล้ว หากมีสรรพสัตว์ที่ก่อสร้างอกุศลกรรมแต่เริ่มแรก ก่อคดีความ ต่อสู้ทะเลาะวิวาท ไม่ยังประโยชน์สุขสันติให้เกิดขึ้น หากได้สดับนามของเรา และตั้งจิตแน่วแน่ จริงใจ สรรเสริญแล้วไซร้ ด้วยอำนาจแห่งเหตุนี้ ทุกฝ่ายต่างเกิดมีจิตเมตตา ไม่มีการประทุษร้ายอาฆาต จิตอกุศลก็มิเกิดขึ้น บุคคลที่อาฆาตแค้นกันในอดีต ต่างเกิดมุทิตา และอุเบกขา ตราบจนถึงพระโพธิญาณในที่สุด
<o:p> </o:p>
มัญชุศรี นี้คือพระสุคตเจ้า พระผู้ทรงตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เองพระองค์นั้น เมื่อครั้งที่พระองค์ทรงประพฤติโพธิสัตว์จริยามรรคอยู่นั้น พระองค์ทรงได้ประกาศมหาปณิธานอันยิ่งใหญ่ไว้ ๔ ประการดังนี้แล หากมีกุลบุตรกุลธิดาที่มีจิตศรัทธาอันบริสุทธิ์ ได้สดับฟังพระนามของพระสุคตเจ้าพระองค์นั้น แล้วได้ยังจิตให้แน่วแน่ ถวายความเคารพ สักการบูชา รับปฏิบัติท่องบ่น ในพุทธนามนั้น วิบากกรรมทั้งหลายจักดับสูญไป แลไม่เสื่อมถอยจาโพธิจิต จะเป็นผู้มากด้วยปัญญา พหูสูต ไม่ว่าจะไปเกิดอยู่สถานที่แห่งใด ก็จะได้พบพระพุทธเจ้า จะเป็นผู้ปราศจากโรค มีอายุยืนนาน จะได้ไปอุบัติ ณ ท่ามกลางโลกธาตุอันวิเศษแห่งนั้น เครื่องนุ่งห่ม เครื่องอุปโภค บริโภค ต่างมีอยู่อย่างเพียบพร้อม ปณิธานจะสำเร็จดั่งจิตมโนรถทุกประการ แลจะไม่ขาดแคลนสิ่งของอันประสงค์ทั้งปวงอีก.
มัญชุศรี พระสุคตเจ้าพระองค์นั้น ทรงเปี่ยมพร้อมด้วยกุศลบารมีธรรม เห็นปานฉะนี้ สรรพสัตว์ทั้งหลายพึงมีจิตระลึกถึงพระองค์อยู่โดยสม่ำเสมอ เพื่อจะได้ไปอุบัติ ณ โลกธาตุอันน่าอภิรมย์แห่งนั้นเทอญ.<o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
๖. ดูก่อน มัญชุศรี นับจากโลกธาตุแห่งนี้ไป ในเบื้องบูรพาทิศผ่านพุทธเกษตรนับจำนวนได้เท่ากับเม็ดทรายในคงคานที ๙ สายรวมกัน ยังมีโลกธาตุแห่งหนึ่งนามว่า วิจิตรรัตนสาคร มีพระโลกเชษฐ์นามว่า ธรรมสาครชยะปรัชญาอภิญญากรีฑาตถาคต พระผู้ทรงตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง แลในขณะนี้พระองค์ก็ยังทรงแสดงพระธรรมเทศนาอยู่ (ทรงพระชนม์ชีพอยู่)
มัญชุศรี พระโลกเชษฐ์พระองค์นั้น เมื่อคราที่พระองค์ทรงประพฤติจริยาในโพธิสัตว์มรรคอยู่นั้น พระองค์ทรงกระทำสัจจะกิริยา ประกาศมหาปณิธานไว้ ๔ ประการดังนี้
<o:p> </o:p>
มหาปณิธานประการที่ ๑ เมื่อเรามาอุบัติยังโลก และได้บรรลุถึงพระโพธิญาณแล้วไซร้ หากมีสรรพสัตว์ที่ก่อสร้างอกุศลกรรมนานาชนิด แม้กระทั่งการไถนา แผ้วถางพื้นดินหรือต่อเติม ทำให้ชีวิตของสัตว์อื่นได้รับความกระทบกระเทือน เบียดเบียนผู้อื่น หรือก่อสงครามรบพุ่ง การฆ่าฟันและความทุกข์ยากเกิดขึ้นทั่วไป หากได้สดับนามของเรา แลได้ยังจิตแน่วแน่ สรรเสริญ ระลึกถึงแล้วไซร้ ด้วยอำนาจแห่งเหตุนี้ เครื่องอุปโภคจะเกิดขึ้นอย่างบริบูรณ์ตามใจนึก โดยมิต้องวอนขอ จะได้กระทำกุศลกรรมความดีงามต่างๆ ตลอดไป ตราบจนถึงพระโพธิญาณ.
<o:p> </o:p>
มหาปณิธานประการที่ ๒ เมื่อเรามาอุบัติยังโลก และได้บรรลุถึงพระโพธิญาณแล้วไซร้ หากมีสรรพสัตว์ที่ก่ออกุศลกรรมบถ ๑๐ อันมีปาณาติบาตเป็นต้น ด้วยเหตุนี้จึงต้องตกสู่นรกภูมิ หากได้สดับนามของเรา แลได้ยังจิตแน่วแน่ สรรเสริญ ระลึกถึงแล้วไซร้ ด้วยอำนาจแห่งเหตุนี้ ก็จะได้สำเร็จในกุศลกรรมบถ ๑๐ ไม่ต้องตกสู่อบายภูมิ ตราบจนถึงพระโพธิญาณ.
<o:p> </o:p>
มหาปณิธานประการที่ ๓ เมื่อเรามาอุบัติยังโลก และได้บรรลุถึงพระโพธิญาณแล้วไซร้ หากมีสรรพสัตว์ที่ไม่ได้รับความเป็นอิสระ ถูกพันธนาการจองจำด้วยโซ่ตรวน ขื่อ คา และเครื่องทรมานต่างๆ จนถึงกับถูกสำเร็จโทษประหารชีวิต หากได้สดับนามของเรา แลได้ยังจิตแน่วแน่ สรรเสริญ ระลึกถึงแล้วไซร้ ด้วยอำนาจแห่งเหตุนี้ก็ย่อมจะหลุดพ้นจากภยันตรายทั้งปวง ตราบจนถึงพระโพธิญาณ.
<o:p> </o:p>
มหาปณิธานประการที่ ๔ เมื่อเรามาอุบัติยังโลก และได้บรรลุถึงพระโพธิญาณแล้วไซร้ หากมีสรรพสัตว์ที่ก่อสร้างอกุศลกรรมต่างๆ ไม่ศรัทธาพระรัตนตรัย เห็นผิดเพ้อฝัน ละทิ้งทางอันเป็นสัมมาทิฎฐิถูกต้อง รักใคร่พอใจในลัทธิมาร กล่าวร้ายพระพุทธสูตร บิดเบือนคำสอนของพระอริยะเจ้า เคารพบูชาในหนังสือตำราของมารนอกรีตได้ประพฤติตามคำสอนนั้น ทั้งยังสั่งสอนผู้อื่นอีกด้วย เมื่อวายชนม์ไป ย่อมตกสู่นิรยภูมิอย่างแน่นอน ไม่มีวันที่จะหลุดพ้น หากแม้นว่าได้เกิดเป็นมนุษย์ ก็จะเกิดในที่ที่ประกอบด้วยภัย ๘ ประการ (อขณะ ๘ คือ สัตว์ ๘ ประเภทที่ยากจะได้พบพระพุทธเจ้า หรือได้ฟังธรรมของพระองค์ มี ๑.สัตว์นรก ๒.สัตว์ดิรัจฉาน ๓.เปรต ๔.เทวดาที่มีอายุยืน ๕.คนที่เกิดในปัจจันตประเทศ ๖.คนพิการ ๗.พวกมิจฉาทิฎฐิ ๘.สมัยที่ว่างพระพุทธเจ้า) ห่างไกลจากมรรคผลเป็นผู้มืดบอด โง่เขลา คนทั้งหลายเหล่านี้ หากได้สดับนามของเราแลได้ยังจิตแน่วแน่ สรรเสริญ ระลึกถึงแล้วไซร้ ด้วยอำนาจแห่งเหตุนี้ เมื่อครั้นกาลมรณะมาถึง ก็จะเกิดมีสัมมาทิฎฐิ ได้หลุดพ้นจากภัยพิบัติทั้งปวง จะได้เกิดอยู่ท่ามกลางพุทธเกษตร เสวยความสุขสราญ อันละเอียดอ่อน ประณีตตราบจนถึงพระโพธิญาณ.
<o:p> </o:p>
มัญชุศรี พระโลกเชษฐ์พระองค์นั้น พระผู้ทรงตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง เมื่อปฐมสมัยที่พระองค์ดำเนินจริยามรรคแห่งโพธิสัตว์อยู่นั้น พระองค์ทรงประกาศมหาปณิธานอันลึกซึ้งแยบยลทั้ง ๔ ประการ อันเห็นได้ปานฉะนี้แล
มัญชุศรี พุทธเกษตรแห่งนั้น ประกอบด้วยคุณาลังการอันวิเศษ ประดุจดั่งโลกธาตุของพระรัตนสัมภวะตถาคตเจ้า ทุกประการโดยไม่ผิดเพี้ยน แตกต่างเลย
<o:p> </o:p>
๗. ดูก่อน มัญชุศรี นับจากโลกธาตุแห่งนี้ไป ในเบื้องบูรพาทิศ ผ่านพุทธเกษตรนับจำนวนได้เท่ากับเม็ดทรายในคงคานที ๑๐ สายรวมกัน ยังมีโลกธาตุแห่งหนึ่งนามว่า ศุทธิไวฑูรย์ มีพระผู้มีพระภาคเจ้านามว่า ไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคต ซึ่งพระองค์ทรงตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง
มัญชุศรี พระผู้มีพระภาคเจ้าไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคตพระองค์นั้น ในสมัยที่พระองค์ยังทรงเสวยพระชาติเป็นโพธิสัตว์อยู่นั้น พระองค์ทรงได้กระทำสัจกิริยาประกาศมหาปณิธานไว้ ๑๒ ประการ เพื่อโปรดอนุเคราะห์แก่สรรพสัตว์ทั้งหลายดังนี้
<o:p> </o:p>
มหาปณิธานประการที่ ๑ เมื่อเรามาอุบัติยังโลก และได้บรรลุพระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว ณ บัดนั้น ขอให้กายของเราบังเกิดมีรัศมีสว่างไสวโชติช่วงประดุจเปลวเพลิง ฉายแสงประภาสอันหาประมาณมิได้ ส่องสว่างไปทั่วทั้งบริเวณโดยไร้ของเขต ไม่ติดขัดในโลกธาตุทั้งปวง ถึงพร้อมด้วยพุทธลักษณะที่สำคัญคือ ทวัตติงสะมหาบุรุษลักษณะ ๓๒ ประการ อีกทั้งลักษณะอันวิเศษคือ อสีตยานุพยัญชนะลักษณะ ๘๐ ประการ อันเป็นที่น่าเลื่อมใสแลอลังการ จงได้สำเร็จแก่เรา และจะยังให้สรรพสัตว์ทั้งปวง ได้เสมอเหมือนโดยไม่มีผิดเพี้ยน หรือแตกต่างไปจากเราเลยแม้แต่น้อย
<o:p> </o:p>
มหาปณิธานประการที่ ๒ เมื่อเรามาอุบัติยังโลก และได้บรรลุถึงพระโพธิญาณแล้ว บัดนั้น ขอให้กายของเราสว่างไสวสุกใส ทอแสง รัศมีเสมือนดั่งรัตนไวฑูรย์ มีรัศมีอันปราศจากมลทินและความเศร้าหมอง ทั้งภายใน ภายนอก เป็นรัศมีแห่งกุศลบารมีอันยิ่งใหญ่ มีแสงรังสีสว่างไสวรุ่งเรืองยิ่งกว่าดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ แลแสงรัศมีนี้จงฉายส่องไปถึงนิรยภูมิ เบิกถอนความโง่เขลา ความมืดบอดของสรรพสัตว์ให้สิ้นไป เพื่อให้สรรพสัตว์ได้ดำเนินชีวิตไปตามความประสงค์ของแต่ละบุคคล
<o:p> </o:p>
มหาปณิธานประการที่ ๓ เมื่อเรามาอุบัติยังโลก และได้บรรลุถึงพระโพธิญาณแล้ว บัดนั้นด้วยอภิสัมโพธิปัญญาญาณอันไม่มีประมาณ ที่ซึ่งไม่ข้องขัดในสิ่งทั้งปวงนั้น ขอให้สรรพสัตว์ทั้งหลายจงได้พ้นจากความยากจนข้นแค้น พ้นจากความยากไร้ และจะไม่ต้องปราศไปจากสิ่งของต้องประสงค์ทั้งปวงอีก
<o:p> </o:p>
มหาปณิธานประการที่ ๔ เมื่อเรามาอุบัติยังโลก และได้บรรลุถึงพระโพธิญาณแล้ว หากมีสรรพสัตว์เหล่าใด ที่ประพฤติธรรมอันเป็นอกุศล เราจะเป็นผู้ทำให้เขาเหล่านั้น หันกลับมาประพฤติปฏิบัติจริยาอันเป็นแนวทางสู่พระโพธิมรรค รวมทั้งผู้ที่ปฏิบัติจริยาในสาวกยาน ปัจเจกยาน เราก็จะทำให้เขาทั้งหลายนั้น หันกลับมาประพฤติจริยา ตามปฎิปทาแห่งมหายานเช่นเรา
<o:p> </o:p>
มหาปณิธานประการที่ ๕ เมื่อเรามาอุบัติยังโลก และได้บรรลุถึงพระโพธิญาณแล้ว หากสรรพสัตว์ทั้งหลายอันไม่มีประมาณ ได้ประพฤติพรหมจรรย์ ตามคำสอนของเราและประพฤติปฏิบัติได้อย่างบริสุทธิ์ ถึงพร้อมใน ตรีวิธานิ ศีล แล้วถ้าหากได้ละเมิดในศีลนั้น ทำให้บังเกิดมีมลทินด่างพร้อย หากได้สดับนามแห่งเราแล้ว เขาผู้นั้นก็จกลับคืนสู่ภาวะบริสุทธิ์ในทันที และจะไม่ตกไปสู่ห้วงแห่งอบายภูมิอีกต่อไป
<o:p> </o:p>
มหาปณิธานประการที่ ๖ เมื่อเรามาอุบัติยังโลก และได้บรรลุถึงพระโพธิญาณแล้ว หากแม้นว่ามีสรรพสัตว์ที่ทุพพลภาพ พิกลพิการ อายตนะทั้งหลายไม่สมบูรณ์ มีร่างกายอัปลักษณ์ สัญญาวิปลาส สติไม่สมประดี ตาบอด หูหนวก บ้าใบ้ ง่อยเปลี้ย เสียสติ ได้รับทุกขเวทนาจากโรคภัยต่างๆ หากได้สดับนามแห่งเราแล้ว ขอให้สรรพสัตว์ทั้งหลายนั้น จงกลับกลายเป็นผู้มีร่างกายที่งดงามสง่า มีอายตนะครบถ้วนบริบูรณ์ อวัยวะต่างๆ สมบูรณ์และปราศจากโรคภัยทั้งปวง
<o:p> </o:p>
มหาปณิธานประการที่ ๗ เมื่อเรามาอุบัติยังโลก และได้บรรลุถึงพระโพธิญาณแล้ว หากมีสรรพสัตว์ที่ประสบโรคร้ายต่างๆ แต่ปราศจากผู้ชี้แนะ ปราศจากแพทย์ผู้รักษา ไร้ญาติขามิตร ไม่มีแม้กระทั่งที่พักพิงอาศัย ต้องผจญภัยกับความลำบากทุกข์เข็ญนานัปการ หากเขาเหล่านั้นได้สดับนามแห่งเราแล้ว โรคาพาธและทุกข์ที่มีอยู่ก็จักสูญสิ้นไป จักมีความสุขทั้งกายและใจ วงศ์ตระกูลจะสุขสมบูรณ์พูนผล อุดมด้วยโภคทรัพย์สมบัติ และเขาผู้นั้นก็จะได้บรรลุถึงพระอนุตรสัมโพธิญาณในที่สุด
<o:p> </o:p>
มหาปณิธานประการที่ ๘ เมื่อเรามาอุบัติยังโลก และได้บรรลุถึงพระโพธิญาณแล้ว หากมีสตรีเพศใดที่ประสบกับความทุกข์ มีความกลัดกลุ้มใจ เบื่อหน่าย มีจิตที่ปรารถนาต้องการจะหลุดพ้นจากสภาพกายของสตรี หากเธอผู้นั้นได้สดับนามแห่งเราแล้ว ขอให้รูปกายและสิ่งต่างๆ ที่เป็นหญิงจงกลับกลายเป็นบุรุษสภาพโดยสมบูรณ์ และเธอผู้นั้นก็จะได้บรรลุพระอนุตรสัมโพธิญาณในที่สุด
<o:p> </o:p>
มหาปณิธานประการที่ ๙ เมื่อเรามาอุบัติยังโลก และได้บรรลุถึงพระโพธิญาณแล้ว หากมีสรรพสัตว์เหล่าใดที่เข้าสู่กระแสข่ายแห่งมาร เราจะช่วยให้เขาได้พ้นจากกระแสข่ายแห่งมารนั้น ให้ได้พ้นจากความหลงผิด อวิชชาทั้งปวง หากแม้นผลแห่งอกุศลกรรมที่สรรพสัตว์เหล่านั้นได้กระทำไว้ จะเป็นเหตุให้ไปสู่นรกภูมิ เราจะขอเป็นผู้ระงับมิจฉาทิฎฐิของสรรพสัตว์ทั้งหลายเอง แลจะช่วยให้เหล่าสรรพสัตว์นั้น ได้บังเกิดมีสัมมาทิฎฐิ หันมาบำเพ็ญจริยาของพระโพธิสัตว์ และจะช่วยให้เหล่าสรรพสัตว์นั้น ได้บังเกิดมีสัมมาทิฎฐิ หันมาบำเพ็ญจริยาของพระโพธิสัตว์และจะช่วยให้สำเร็จถึงพร้อมในพระโพธิญาณได้โดยไว
<o:p> </o:p>
มหาปณิธานประการที่ ๑๐ เมื่อเรามาอบัติยังโลก และได้บรรลุถึงพระโพธิญาณแล้ว หากมีสรรพสัตว์เหล่าใดที่ต้องคดีอาญาหลวงถูกจองจำ ถูกพันธนาการด้วยโซ่ตรวน ถูกโบยตี หรือต้องคดีประหารชีวิตด้วยอาญาใหญ่น้อย ต้องประสบภยันตราย ถูกข่มเหง ดูถูกเหยียดหยาม ไม่ได้รับความกรุณา ได้รับแต่ทุกขเวทนาทั้งกายและใจเป็นที่ยิ่ง หากเมื่อได้สดับนามแห่งเราแล้ว ด้วยคุณธรรมบารมีอันยิ่งใหญ่ของเรานั้น ขอให้สรรพสัตว์ทั้งหลาย จงได้หลุดพ้นสิ้นจากความทุกข์ทรมานทั้งปวง
<o:p> </o:p>
มหาปณิธานประการที่ ๑๑ เมื่อเรามาอุบัติยังโลก และได้บรรลุถึงพระโพธิญาณแล้ว หากมีสรรพสัตว์เหล่าใดที่ได้รับทุกข์ทรมานจากทุพภิกขภัย (ข้าวยากหมากแพง) อดอยากหิวกระหาย อีกทั้งผู้ที่ต้องกระทำกรรมชั่วเพื่อเลี้ยงชีพของตน เมื่อเขาได้สดับนามแห่งเราแล้ว และตั้งจิตอธิษฐานภาวนาถึงเราในเบื้องแรก ทิพยบริภัณฑ์แลทิพยสุธาโภชน์ ก็จะได้สำเร็จแก่เขาผู้นั้นอย่างบริบูรณ์และในเบื้องอันเป็นที่สุดนั้น เขาจะได้เสวยอมฤตธรรม จะเป็นผู้ที่ถึงพร้อมในบรมสุขอันเยี่ยมยอดจำนวนอประมาณ
<o:p> </o:p>
มหาปณิธานประการที่ ๑๒ เมื่อเรามาอุบัติยังโลก และได้บรรลุถึงพระโพธิญาณแล้ว หากมีสรรพสัตว์ผู้อนาถา ขาดแคลนเครื่องนุ่งห่ม ได้รับโรคภัยจากแมลงต่างๆ ผจญกับอากาศหนาวร้อน ทุกวันคืน ได้รับแต่ความทุกข์ทรมาน เมื่อได้สดับนามแห่งเราแล้ว และตั้งจิตภาวนาสาราณียะ ด้วยความยึดมั่น ความทุกข์ทรมานทั้งหลายนั้น ก็จะมลายหมดสิ้นไป เขาจะได้รับวัตถาภรณ์แพรพรรณอันเป็นทิพย์ในทันที อีกจะพรั่งพร้อมไปด้วยรัตนมณีอันมีค่าทั่งปวง เครื่องหอม เครื่องสังคีตดนตรีทั้งหลาย ก็จะได้สำเร็จแก่เขาผู้นั้นอย่างบริบูรณ์.
ดูก่อน มัญชุศรี นี่คือปฏิปทาปณิธาน แห่งองค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคตพระองค์นั้น พระผู้ทรงตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง ในกาลสมัยที่พระองค์ทรงบำเพ็ญจริยาเสวยพระชาติเป็นพระโพธิสัตว์อยู่นั้น พระองค์ทรงได้ประกาศมหาปณิธานทั้ง ๑๒ ประการอันยิ่งใหญ่ ดังนี้แล
จบ พระไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาสัปตพุทธปูรวปณิธานวิเศษสูตร<?xml:namespace prefix = o ns = "urn:schemas-microsoft-com:office:office" /><o:p></o:p>
<o:p> </o:p>
ผู้แปล :วิศวภัทร มณีปัทมเกตุ<o:p></o:p>
ปล.คัดลอกมาให้ครับ
ตรงที่มีรูปกับที่เป็นภาษาอังกฤษแปลกๆตัดออกได้เลย ประโยคจะเชื่อมกันเองครับ
Ghosty Rat
30-07-2005, 07:09 AM
Thank you ^ _ ^
udonteva
27-02-2007, 09:38 AM
มัญชุศรี พระสุคตเจ้าพระองค์นั้น สมัยที่พระองค์ทรงครองจริยามรรคแห่งพระโพธิสัตว์อยู่นั้น พระองค์ทรงได้กระทำสัจจกิริยา ประกาศมหาปณิธานไว้ ๔ ประการ ดังนี้
ffice:office" /><O:p> </O:p>
มหาปณิธานประการที่ ๑ เมื่อเรามาอุบัติยังโลกและได้บรรลุถึงพระโพธิญาณแล้ว หากมีสรรพสัตว์ที่มีมิจฉาทิฏฐิต่อพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ ไม่มีศรัทธา ความเชื่อมั่นที่บริสุทธิ์ เป็นผู้ห่างไกลอนุตรสัมโพธิจิต หากได้สดับฟังนามของเราและได้ตั้งจิตแน่วแน่ จริงใจสรรเสริญแล้วไซร้ ด้วยอำนาจแห่งเหตุนี้ อวิชชา ความหลงผิด ก็จะถูกขจัดสิ้นไป ดั่งแสงอาทิตย์ขจัดความมืดมิด ฉันนั้น บังเกิดมีความศรัทธาอันถูกต้อง ตั้งมั่นในพระรัตนตรัย แลไม่เสื่อมถอย ตราบจนถึงพระโพธิญาณในที่สุด.
<O:p> </O:p>
มหาปณิธานประการที่ ๒ เมื่อเรามาอุบัติยังโลกและได้บรรลุถึงพระโพธิญาณแล้ว หากมีสรรพสัตว์ ผู้เกิดที่ชายแดนห่างไกล (จากความเจริญของพระสัทธรรม) ด้วยเหตุที่อยู่ใกล้ชิดกับมิตรชั่ว จึงร่วมกันก่อสร้างอกุศลนานา ไม่ปฏิบัติในกรรมอันดีงาม อีกมิเคยได้ยิน ได้รู้จักพระรัตนตรัย เมื่อวายชนม์ไปแล้ว ต้องตกสู่อบายภูมิ ๓ แน่นอน สรรพสัตว์เหล่านั้นหากบังเอิญได้สดับฟังนามของเราด้วยอำนาจแห่งเหตุนี้ วิบากกรรมที่มีก็จะสลายไป จะได้พบกับกัลยาณมิตร ไม่ต้องตกสู่อบายภูมิ ตราบจนถึงพระโพธิญาณในที่สุด.
<O:p> </O:p>
มหาปณิธานประการที่ ๓ เมื่อเรามาอุบัติยังโลกและได้บรรลุถึงพระโพธิญาณแล้ว หากมีสรรพสัตว์ขาดแคลนเสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม เครื่องอุปโภค บริโภค เครื่องนอน ยารักษาโรคอันจำเป็นจะต้องใช้สอย ทำให้เกิดความกลัดกลุ้มทรมานยิ่งนัก ด้วยเหตุที่ขาดแคลนและต้องการนี้เอง ทำให้กระทำความชั่วนานาชนิด หากได้สดับนามของเรา แลตั้งจิตแน่วแน่ จริงใจ สรรเสริญแล้วไซร้ ด้วยอำนาจแห่งเหตุนี้ ทุกสิ่งที่ขาดแคลนก็จะบังเกิดมีตามความปรารถนาทุกประการ ตราบจนถึงพระโพธิญาณในที่สุด.
<O:p> </O:p>
มหาปณิธานประการที่ ๔ เมื่อเรามาอุบัติยังโลกและได้บรรลุถึงพระโพธิญาณแล้ว หากมีสรรพสัตว์ที่ก่อสร้างอกุศลกรรมแต่เริ่มแรก ก่อคดีความ ต่อสู้ทะเลาะวิวาท ไม่ยังประโยชน์สุขสันติให้เกิดขึ้น หากได้สดับนามของเรา และตั้งจิตแน่วแน่ จริงใจ สรรเสริญแล้วไซร้ ด้วยอำนาจแห่งเหตุนี้ ทุกฝ่ายต่างเกิดมีจิตเมตตา ไม่มีการประทุษร้ายอาฆาต จิตอกุศลก็มิเกิดขึ้น บุคคลที่อาฆาตแค้นกันในอดีต ต่างเกิดมุทิตา และอุเบกขา ตราบจนถึงพระโพธิญาณในที่สุด
<O:p> </O:p>
มัญชุศรี นี้คือพระสุคตเจ้า พระผู้ทรงตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เองพระองค์นั้น เมื่อครั้งที่พระองค์ทรงประพฤติโพธิสัตว์จริยามรรคอยู่นั้น พระองค์ทรงได้ประกาศมหาปณิธานอันยิ่งใหญ่ไว้ ๔ ประการดังนี้แล หากมีกุลบุตรกุลธิดาที่มีจิตศรัทธาอันบริสุทธิ์ ได้สดับฟังพระนามของพระสุคตเจ้าพระองค์นั้น แล้วได้ยังจิตให้แน่วแน่ ถวายความเคารพ สักการบูชา รับปฏิบัติท่องบ่น ในพุทธนามนั้น วิบากกรรมทั้งหลายจักดับสูญไป แลไม่เสื่อมถอยจาโพธิจิต จะเป็นผู้มากด้วยปัญญา พหูสูต ไม่ว่าจะไปเกิดอยู่สถานที่แห่งใด ก็จะได้พบพระพุทธเจ้า จะเป็นผู้ปราศจากโรค มีอายุยืนนาน จะได้ไปอุบัติ ณ ท่ามกลางโลกธาตุอันวิเศษแห่งนั้น เครื่องนุ่งห่ม เครื่องอุปโภค บริโภค ต่างมีอยู่อย่างเพียบพร้อม ปณิธานจะสำเร็จดั่งจิตมโนรถทุกประการ แลจะไม่ขาดแคลนสิ่งของอันประสงค์ทั้งปวงอีก.
มัญชุศรี พระสุคตเจ้าพระองค์นั้น ทรงเปี่ยมพร้อมด้วยกุศลบารมีธรรม เห็นปานฉะนี้ สรรพสัตว์ทั้งหลายพึงมีจิตระลึกถึงพระองค์อยู่โดยสม่ำเสมอ เพื่อจะได้ไปอุบัติ ณ โลกธาตุอันน่าอภิรมย์แห่งนั้นเทอญ.<O:p></O:p>
<O:p> </O:p>
๖. ดูก่อน มัญชุศรี นับจากโลกธาตุแห่งนี้ไป ในเบื้องบูรพาทิศผ่านพุทธเกษตรนับจำนวนได้เท่ากับเม็ดทรายในคงคานที ๙ สายรวมกัน ยังมีโลกธาตุแห่งหนึ่งนามว่า วิจิตรรัตนสาครมีพระโลกเชษฐ์นามว่า ธรรมสาครชยะปรัชญาอภิญญากรีฑาตถาคต พระผู้ทรงตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง แลในขณะนี้พระองค์ก็ยังทรงแสดงพระธรรมเทศนาอยู่ (ทรงพระชนม์ชีพอยู่)
มัญชุศรี พระโลกเชษฐ์พระองค์นั้น เมื่อคราที่พระองค์ทรงประพฤติจริยาในโพธิสัตว์มรรคอยู่นั้น พระองค์ทรงกระทำสัจจะกิริยา ประกาศมหาปณิธานไว้ ๔ ประการดังนี้
<O:p> </O:p>
มหาปณิธานประการที่ ๑ เมื่อเรามาอุบัติยังโลก และได้บรรลุถึงพระโพธิญาณแล้วไซร้ หากมีสรรพสัตว์ที่ก่อสร้างอกุศลกรรมนานาชนิด แม้กระทั่งการไถนา แผ้วถางพื้นดินหรือต่อเติม ทำให้ชีวิตของสัตว์อื่นได้รับความกระทบกระเทือน เบียดเบียนผู้อื่น หรือก่อสงครามรบพุ่ง การฆ่าฟันและความทุกข์ยากเกิดขึ้นทั่วไป หากได้สดับนามของเรา แลได้ยังจิตแน่วแน่ สรรเสริญ ระลึกถึงแล้วไซร้ ด้วยอำนาจแห่งเหตุนี้ เครื่องอุปโภคจะเกิดขึ้นอย่างบริบูรณ์ตามใจนึก โดยมิต้องวอนขอ จะได้กระทำกุศลกรรมความดีงามต่างๆ ตลอดไป ตราบจนถึงพระโพธิญาณ.
<O:p> </O:p>
มหาปณิธานประการที่ ๒ เมื่อเรามาอุบัติยังโลก และได้บรรลุถึงพระโพธิญาณแล้วไซร้ หากมีสรรพสัตว์ที่ก่ออกุศลกรรมบถ ๑๐ อันมีปาณาติบาตเป็นต้น ด้วยเหตุนี้จึงต้องตกสู่นรกภูมิ หากได้สดับนามของเรา แลได้ยังจิตแน่วแน่ สรรเสริญ ระลึกถึงแล้วไซร้ ด้วยอำนาจแห่งเหตุนี้ ก็จะได้สำเร็จในกุศลกรรมบถ ๑๐ ไม่ต้องตกสู่อบายภูมิ ตราบจนถึงพระโพธิญาณ.
<O:p> </O:p>
มหาปณิธานประการที่ ๓ เมื่อเรามาอุบัติยังโลก และได้บรรลุถึงพระโพธิญาณแล้วไซร้ หากมีสรรพสัตว์ที่ไม่ได้รับความเป็นอิสระ ถูกพันธนาการจองจำด้วยโซ่ตรวน ขื่อ คา และเครื่องทรมานต่างๆ จนถึงกับถูกสำเร็จโทษประหารชีวิต หากได้สดับนามของเรา แลได้ยังจิตแน่วแน่ สรรเสริญ ระลึกถึงแล้วไซร้ ด้วยอำนาจแห่งเหตุนี้ก็ย่อมจะหลุดพ้นจากภยันตรายทั้งปวง ตราบจนถึงพระโพธิญาณ.
<O:p> </O:p>
มหาปณิธานประการที่ ๔ เมื่อเรามาอุบัติยังโลก และได้บรรลุถึงพระโพธิญาณแล้วไซร้ หากมีสรรพสัตว์ที่ก่อสร้างอกุศลกรรมต่างๆ ไม่ศรัทธาพระรัตนตรัย เห็นผิดเพ้อฝัน ละทิ้งทางอันเป็นสัมมาทิฎฐิถูกต้อง รักใคร่พอใจในลัทธิมาร กล่าวร้ายพระพุทธสูตร บิดเบือนคำสอนของพระอริยะเจ้า เคารพบูชาในหนังสือตำราของมารนอกรีตได้ประพฤติตามคำสอนนั้น ทั้งยังสั่งสอนผู้อื่นอีกด้วย เมื่อวายชนม์ไป ย่อมตกสู่นิรยภูมิอย่างแน่นอน ไม่มีวันที่จะหลุดพ้น หากแม้นว่าได้เกิดเป็นมนุษย์ ก็จะเกิดในที่ที่ประกอบด้วยภัย ๘ ประการ (อขณะ ๘ คือ สัตว์ ๘ ประเภทที่ยากจะได้พบพระพุทธเจ้า หรือได้ฟังธรรมของพระองค์ มี ๑.สัตว์นรก ๒.สัตว์ดิรัจฉาน ๓.เปรต ๔.เทวดาที่มีอายุยืน ๕.คนที่เกิดในปัจจันตประเทศ ๖.คนพิการ ๗.พวกมิจฉาทิฎฐิ ๘.สมัยที่ว่างพระพุทธเจ้า) ห่างไกลจากมรรคผลเป็นผู้มืดบอด โง่เขลา คนทั้งหลายเหล่านี้ หากได้สดับนามของเราแลได้ยังจิตแน่วแน่ สรรเสริญ ระลึกถึงแล้วไซร้ ด้วยอำนาจแห่งเหตุนี้ เมื่อครั้นกาลมรณะมาถึง ก็จะเกิดมีสัมมาทิฎฐิ ได้หลุดพ้นจากภัยพิบัติทั้งปวง จะได้เกิดอยู่ท่ามกลางพุทธเกษตร เสวยความสุขสราญ อันละเอียดอ่อน ประณีตตราบจนถึงพระโพธิญาณ.
<O:p> </O:p>
มัญชุศรี พระโลกเชษฐ์พระองค์นั้น พระผู้ทรงตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง เมื่อปฐมสมัยที่พระองค์ดำเนินจริยามรรคแห่งโพธิสัตว์อยู่นั้น พระองค์ทรงประกาศมหาปณิธานอันลึกซึ้งแยบยลทั้ง ๔ ประการ อันเห็นได้ปานฉะนี้แล
มัญชุศรี พุทธเกษตรแห่งนั้น ประกอบด้วยคุณาลังการอันวิเศษ ประดุจดั่งโลกธาตุของพระรัตนสัมภวะตถาคตเจ้า ทุกประการโดยไม่ผิดเพี้ยน แตกต่างเลย
<O:p> </O:p>
๗. ดูก่อน มัญชุศรี นับจากโลกธาตุแห่งนี้ไป ในเบื้องบูรพาทิศ ผ่านพุทธเกษตรนับจำนวนได้เท่ากับเม็ดทรายในคงคานที ๑๐ สายรวมกัน ยังมีโลกธาตุแห่งหนึ่งนามว่า ศุทธิไวฑูรย์มีพระผู้มีพระภาคเจ้านามว่า ไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคต ซึ่งพระองค์ทรงตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง
มัญชุศรี พระผู้มีพระภาคเจ้าไภษัชยคุรุไวฑูรยประภาตถาคตพระองค์นั้น ในสมัยที่พระองค์ยังทรงเสวยพระชาติเป็นโพธิสัตว์อยู่นั้น พระองค์ทรงได้กระทำสัจกิริยาประกาศมหาปณิธานไว้ ๑๒ ประการ เพื่อโปรดอนุเคราะห์แก่สรรพสัตว์ทั้งหลายดังนี้
<O:p> </O:p>
มหาปณิธานประการที่ ๑ เมื่อเรามาอุบัติยังโลก และได้บรรลุพระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว ณ บัดนั้น ขอให้กายของเราบังเกิดมีรัศมีสว่างไสวโชติช่วงประดุจเปลวเพลิง ฉายแสงประภาสอันหาประมาณมิได้ ส่องสว่างไปทั่วทั้งบริเวณโดยไร้ของเขต ไม่ติดขัดในโลกธาตุทั้งปวง ถึงพร้อมด้วยพุทธลักษณะที่สำคัญคือ ทวัตติงสะมหาบุรุษลักษณะ ๓๒ ประการ อีกทั้งลักษณะอันวิเศษคือ อสีตยานุพยัญชนะลักษณะ ๘๐ ประการ อันเป็นที่น่าเลื่อมใสแลอลังการ จงได้สำเร็จแก่เรา และจะยังให้สรรพสัตว์ทั้งปวง ได้เสมอเหมือนโดยไม่มีผิดเพี้ยน หรือแตกต่างไปจากเราเลยแม้แต่น้อย
<O:p> </O:p>
มหาปณิธานประการที่ ๒ เมื่อเรามาอุบัติยังโลก และได้บรรลุถึงพระโพธิญาณแล้ว บัดนั้น ขอให้กายของเราสว่างไสวสุกใส ทอแสง รัศมีเสมือนดั่งรัตนไวฑูรย์ มีรัศมีอันปราศจากมลทินและความเศร้าหมอง ทั้งภายใน ภายนอก เป็นรัศมีแห่งกุศลบารมีอันยิ่งใหญ่ มีแสงรังสีสว่างไสวรุ่งเรืองยิ่งกว่าดวงอาทิตย์และดวงจันทร์ แลแสงรัศมีนี้จงฉายส่องไปถึงนิรยภูมิ เบิกถอนความโง่เขลา ความมืดบอดของสรรพสัตว์ให้สิ้นไป เพื่อให้สรรพสัตว์ได้ดำเนินชีวิตไปตามความประสงค์ของแต่ละบุคคล
<O:p> </O:p>
มหาปณิธานประการที่ ๓ เมื่อเรามาอุบัติยังโลก และได้บรรลุถึงพระโพธิญาณแล้ว บัดนั้นด้วยอภิสัมโพธิปัญญาญาณอันไม่มีประมาณ ที่ซึ่งไม่ข้องขัดในสิ่งทั้งปวงนั้น ขอให้สรรพสัตว์ทั้งหลายจงได้พ้นจากความยากจนข้นแค้น พ้นจากความยากไร้ และจะไม่ต้องปราศไปจากสิ่งของต้องประสงค์ทั้งปวงอีก
<O:p> </O:p>
มหาปณิธานประการที่ ๔ เมื่อเรามาอุบัติยังโลก และได้บรรลุถึงพระโพธิญาณแล้ว หากมีสรรพสัตว์เหล่าใด ที่ประพฤติธรรมอันเป็นอกุศล เราจะเป็นผู้ทำให้เขาเหล่านั้น หันกลับมาประพฤติปฏิบัติจริยาอันเป็นแนวทางสู่พระโพธิมรรค รวมทั้งผู้ที่ปฏิบัติจริยาในสาวกยาน ปัจเจกยาน เราก็จะทำให้เขาทั้งหลายนั้น หันกลับมาประพฤติจริยา ตามปฎิปทาแห่งมหายานเช่นเรา
<O:p> </O:p>
มหาปณิธานประการที่ ๕ เมื่อเรามาอุบัติยังโลก และได้บรรลุถึงพระโพธิญาณแล้ว หากสรรพสัตว์ทั้งหลายอันไม่มีประมาณ ได้ประพฤติพรหมจรรย์ ตามคำสอนของเราและประพฤติปฏิบัติได้อย่างบริสุทธิ์ ถึงพร้อมใน ตรีวิธานิ ศีล แล้วถ้าหากได้ละเมิดในศีลนั้น ทำให้บังเกิดมีมลทินด่างพร้อย หากได้สดับนามแห่งเราแล้ว เขาผู้นั้นก็จกลับคืนสู่ภาวะบริสุทธิ์ในทันที และจะไม่ตกไปสู่ห้วงแห่งอบายภูมิอีกต่อไป
<O:p> </O:p>
มหาปณิธานประการที่ ๖ เมื่อเรามาอุบัติยังโลก และได้บรรลุถึงพระโพธิญาณแล้ว หากแม้นว่ามีสรรพสัตว์ที่ทุพพลภาพ พิกลพิการ อายตนะทั้งหลายไม่สมบูรณ์ มีร่างกายอัปลักษณ์ สัญญาวิปลาส สติไม่สมประดี ตาบอด หูหนวก บ้าใบ้ ง่อยเปลี้ย เสียสติ ได้รับทุกขเวทนาจากโรคภัยต่างๆ หากได้สดับนามแห่งเราแล้ว ขอให้สรรพสัตว์ทั้งหลายนั้น จงกลับกลายเป็นผู้มีร่างกายที่งดงามสง่า มีอายตนะครบถ้วนบริบูรณ์ อวัยวะต่างๆ สมบูรณ์และปราศจากโรคภัยทั้งปวง
<O:p> </O:p>
มหาปณิธานประการที่ ๗ เมื่อเรามาอุบัติยังโลก และได้บรรลุถึงพระโพธิญาณแล้ว หากมีสรรพสัตว์ที่ประสบโรคร้ายต่างๆ แต่ปราศจากผู้ชี้แนะ ปราศจากแพทย์ผู้รักษา ไร้ญาติขามิตร ไม่มีแม้กระทั่งที่พักพิงอาศัย ต้องผจญภัยกับความลำบากทุกข์เข็ญนานัปการ หากเขาเหล่านั้นได้สดับนามแห่งเราแล้ว โรคาพาธและทุกข์ที่มีอยู่ก็จักสูญสิ้นไป จักมีความสุขทั้งกายและใจ วงศ์ตระกูลจะสุขสมบูรณ์พูนผล อุดมด้วยโภคทรัพย์สมบัติ และเขาผู้นั้นก็จะได้บรรลุถึงพระอนุตรสัมโพธิญาณในที่สุด
<O:p> </O:p>
มหาปณิธานประการที่ ๘ เมื่อเรามาอุบัติยังโลก และได้บรรลุถึงพระโพธิญาณแล้ว หากมีสตรีเพศใดที่ประสบกับความทุกข์ มีความกลัดกลุ้มใจ เบื่อหน่าย มีจิตที่ปรารถนาต้องการจะหลุดพ้นจากสภาพกายของสตรี หากเธอผู้นั้นได้สดับนามแห่งเราแล้ว ขอให้รูปกายและสิ่งต่างๆ ที่เป็นหญิงจงกลับกลายเป็นบุรุษสภาพโดยสมบูรณ์ และเธอผู้นั้นก็จะได้บรรลุพระอนุตรสัมโพธิญาณในที่สุด
<O:p> </O:p>
มหาปณิธานประการที่ ๙ เมื่อเรามาอุบัติยังโลก และได้บรรลุถึงพระโพธิญาณแล้ว หากมีสรรพสัตว์เหล่าใดที่เข้าสู่กระแสข่ายแห่งมาร เราจะช่วยให้เขาได้พ้นจากกระแสข่ายแห่งมารนั้น ให้ได้พ้นจากความหลงผิด อวิชชาทั้งปวง หากแม้นผลแห่งอกุศลกรรมที่สรรพสัตว์เหล่านั้นได้กระทำไว้ จะเป็นเหตุให้ไปสู่นรกภูมิ เราจะขอเป็นผู้ระงับมิจฉาทิฎฐิของสรรพสัตว์ทั้งหลายเอง แลจะช่วยให้เหล่าสรรพสัตว์นั้น ได้บังเกิดมีสัมมาทิฎฐิ หันมาบำเพ็ญจริยาของพระโพธิสัตว์ และจะช่วยให้เหล่าสรรพสัตว์นั้น ได้บังเกิดมีสัมมาทิฎฐิ หันมาบำเพ็ญจริยาของพระโพธิสัตว์และจะช่วยให้สำเร็จถึงพร้อมในพระโพธิญาณได้โดยไว
<O:p> </O:p>
มหาปณิธานประการที่ ๑๐ เมื่อเรามาอบัติยังโลก และได้บรรลุถึงพระโพธิญาณแล้ว หากมีสรรพสัตว์เหล่าใดที่ต้องคดีอาญาหลวงถูกจองจำ ถูกพันธนาการด้วยโซ่ตรวน ถูกโบยตี หรือต้องคดีประหารชีวิตด้วยอาญาใหญ่น้อย ต้องประสบภยันตราย ถูกข่มเหง ดูถูกเหยียดหยาม ไม่ได้รับความกรุณา ได้รับแต่ทุกขเวทนาทั้งกายและใจเป็นที่ยิ่ง หากเมื่อได้สดับนามแห่งเราแล้ว ด้วยคุณธรรมบารมีอันยิ่งใหญ่ของเรานั้น ขอให้สรรพสัตว์ทั้งหลาย จงได้หลุดพ้นสิ้นจากความทุกข์ทรมานทั้งปวง
<O:p> </O:p>
มหาปณิธานประการที่ ๑๑ เมื่อเรามาอุบัติยังโลก และได้บรรลุถึงพระโพธิญาณแล้ว หากมีสรรพสัตว์เหล่าใดที่ได้รับทุกข์ทรมานจากทุพภิกขภัย (ข้าวยากหมากแพง) อดอยากหิวกระหาย อีกทั้งผู้ที่ต้องกระทำกรรมชั่วเพื่อเลี้ยงชีพของตน เมื่อเขาได้สดับนามแห่งเราแล้ว และตั้งจิตอธิษฐานภาวนาถึงเราในเบื้องแรก ทิพยบริภัณฑ์แลทิพยสุธาโภชน์ ก็จะได้สำเร็จแก่เขาผู้นั้นอย่างบริบูรณ์และในเบื้องอันเป็นที่สุดนั้น เขาจะได้เสวยอมฤตธรรม จะเป็นผู้ที่ถึงพร้อมในบรมสุขอันเยี่ยมยอดจำนวนอประมาณ
<O:p> </O:p>
มหาปณิธานประการที่ ๑๒ เมื่อเรามาอุบัติยังโลก และได้บรรลุถึงพระโพธิญาณแล้ว หากมีสรรพสัตว์ผู้อนาถา ขาดแคลนเครื่องนุ่งห่ม ได้รับโรคภัยจากแมลงต่างๆ ผจญกับอากาศหนาวร้อน ทุกวันคืน ได้รับแต่ความทุกข์ทรมาน เมื่อได้สดับนามแห่งเราแล้ว และตั้งจิตภาวนาสาราณียะ ด้วยความยึดมั่น ความทุกข์ทรมานทั้งหลายนั้น ก็จะมลายหมดสิ้นไป เขาจะได้รับวัตถาภรณ์แพรพรรณอันเป็นทิพย์ในทันที อีกจะพรั่งพร้อมไปด้วยรัตนมณีอันมีค่าทั่งปวง เครื่องหอม เครื่องสังคีตดนตรีทั้งหลาย ก็จะได้สำเร็จแก่เขาผู้นั้นอย่างบริบูรณ์.
หากได้สดับนามแห่งเราแล้ว.......
แค่เพียงการเอ่ยนามก็สามารถพ้นทุกข์ได้ นี้เป็นคำสอนของพราหมณ์ที่แต่งขึ้นเมื่อประมาณพันหกร้อยกว่าปีมานี้เองจึงไม่ใช่พุทธพจน์ขอให้ผู้อ่านโปรดพิจารณา
chanin
27-02-2007, 07:39 PM
บทสวด พระไภษัชคุรุพุทธเจ้ารักษาโรคภัย บทนี้ไช่ไหม
http://geocities.com/buddhistmon/page001.htm
joni_buddhist
29-03-2007, 11:12 PM
นะโมตัสสะ ฯลฯ 3 จบ .. นะโม ภควเต ไภษัชคุรุ ไพฑูรยะ ประภา ราชายะ
ตถาคตยา ระทะ(หะ)เต สัมยัก สัมพุทธายะ ฯ โอม ไภเษชะเย ไภเษชะยะ ไภเษชะยะ สมุระคเต สวาหะ
คาถานี้หลวงปู่ขวัญปวโรครูบาอาจารย์ผมได้มาจากหลวงตาแย่บอัตพาโล วัดโรงช้างพิจิตรครับหลวงพ่อเดิมท่านก็ใช้คาดว่ามาจากหลวงปู่เงินบางคลานใช้เสกพระกริ่งทำน้ำมนต์ต่อชะตารักษาโรคแต่ต้องจุดธูป9ดอกบอกกล่าวพระพุทธเจ้าทุกๆพระองค์พระปัจเจกพุทธเจ้าพระอริยสงฆ์ก่อนจึงจะมีผลดีมากครับ คาถานี้หลวงปู่ท่านใช้จารทำกริ่งกริ่งท่านสามารถตัดรุ้งได้ครับเพราะคาถานี้เป็นการขอบารมีพระพุทธเจ้าทุกๆพระองค์ครับ
ตอบคุณ Ghosty Rat ค่ะ ขอให้คุณพ่อของคุณอาการดีขึ้นและหายป่วยนะคะ เป็นกำลังใจให้ค่ะ คัดบทอธิษฐานเวลาทำน้ำมนต์มาให้ค่ะ นัสเชื่อค่ะว่าด้วยแรงอธิษฐานและความตั้งใจอันดีของคุณจะช่วยคุณพ่อได้ค่ะ
บทอธิษฐาน ปลุกเสก น้ำพระพุทธมนต์
ขอให้น้ำในภาชนะนี้ เป็นน้ำทิพย์วิเศษ ด้วยมนต์ของพระพุทธเจ้าที่ ข้าพเจ้าได้เจริญ สวดบูชานี้
ขออานุภาพแห่งพระพุทธบารมีของพระพุทธเจ้า จงปัดสิ่งเป็นภัย สิ่งไม่ดี สิ่งที่จะก่อทุกข์ แก่ข้าพเจ้าให้หมดสิ้น
ขอให้เดชแห่งพระพุทธบารมี นั้น จงช่วยคุ้มภัยแก่ข้าพเจ้าด้วยเทอญ
vBulletin® v3.8.0 Beta 3, Copyright ©2000-2008, Jelsoft Enterprises Ltd.